“วุฒิสภาสหรัฐ” คว่ำญัตติเดโมแครต จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน เป็นครั้งที่ 3
"วุฒิสภาสหรัฐ" ลงมติ 47 ต่อ 53 เสียง คว่ำญัตติของพรรคเดโมแครตที่ต้องการจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่ 3 ของฝ่ายค้าน
วันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 07.43 น. สำนักข่าว CBS News รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเมื่อวันอังคาร ปฏิเสธความพยายามล่าสุดของพรรคเดโมแครตในการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐและอิหร่านยังคงส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับแนวทางยุติสงคราม
การลงคะแนนซึ่งเป็นไปตามแนวแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน มีผลออกมาที่ 47 ต่อ 53 เสียง ทำให้ญัตติไม่ผ่าน เนื่องจากไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมดโหวตคัดค้าน ยกเว้นเพียง แรนด์ พอล จากรัฐเคนทักกี ขณะที่พรรคเดโมแครตเกือบทั้งหมดโหวตสนับสนุน ยกเว้น จอห์น เฟตเทอร์แมน จากรัฐเพนซิลเวเนีย
ก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน พรรคเดโมแครตได้ยื่นญัตติภายใต้กฎหมาย War Powers Resolution หลายฉบับ เพื่อพยายามขัดขวางไม่ให้ประธานาธิบดีทรัมป์เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส พร้อมยืนยันว่าจะยังคงผลักดันให้มีการลงมติในเรื่องนี้ต่อไป เพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ต้องเข้ามาให้ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับสงคราม
การลงมติครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นญัตติที่เสนอโดย คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต รัฐคอนเนตทิคัต ถือเป็น ครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่วุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ได้ขัดขวางความพยายามในการท้าทายอำนาจของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วก็มีการลงมติลักษณะเดียวกันหลังจากสหรัฐโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ก็ไม่ผ่านเช่นกัน
เมอร์ฟี กล่าวระหว่างการอภิปรายในวุฒิสภาก่อนการลงมติว่า “นี่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดา ผมไม่คิดว่าเราเคยอยู่ในสถานการณ์ที่สหรัฐกำลังทำสงครามกับประเทศอื่นอย่างชัดเจน มีทหารอเมริกันเสียชีวิตอยู่ในขณะนี้ แต่สภาคองเกรสกลับปกปิดเรื่องนี้จากสาธารณะ”
เขายังกล่าวอีกว่า ไม่มีการจัดการไต่สวนสาธารณะเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ เพราะรัฐบาลไม่สามารถอธิบายหรือปกป้องเหตุผลของการทำสงครามได้ และระบุว่าผลกระทบของสงครามครั้งนี้ “รุนแรงอย่างน่าตกใจในขอบเขตของมัน”
ด้าน ทิม เคน วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้นำผลักดันญัตติ War Powers กล่าวว่า ข้อเสนอที่มีความสำคัญและเสี่ยงต่อชีวิตทหารสหรัฐเช่นนี้ ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่สุดโดยสภาคองเกรส
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันโต้แย้งว่า ประธานาธิบดีไม่จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส เนื่องจากรัฐธรรมนูญและกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการสั่งปฏิบัติการทางทหารเพื่อการป้องกันตนเอง โดยทรัมป์ระบุว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นต่อสหรัฐ แม้ว่านักวิจารณ์จะโต้แย้งข้อกล่าวหานี้ก็ตาม
ทรัมป์กล่าวมาหลายสัปดาห์ว่าสงครามจะยุติในไม่ช้า แต่เส้นทางการยุติสงครามยังไม่ชัดเจน ขณะที่เจ้าหน้าที่เพนตากอนได้เตรียมแผนอย่างละเอียดสำหรับการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีกำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไป
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ทรัมป์ประกาศเลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน หลังจากก่อนหน้านี้ขู่จะโจมตีเพื่อตอบโต้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวว่ามีการเจรจากับอิหร่านแล้ว แต่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาโดยตรง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยืนยันกับ CBS News ว่าสหรัฐได้ส่งข้อความผ่านตัวกลางไปยังอิหร่าน
ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรอาจผลักดันญัตติ War Powers อีกฉบับในเร็ว ๆ นี้ แต่ ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่กำหนดกรอบเวลา โดยระบุว่า ขณะนี้ยังมีการหารือกันอยู่ และต้องการนำเสนอญัตติที่มีโอกาสผ่านจริง
เขากล่าวว่า“เมื่อเรานำเรื่องขึ้นสู่ที่ประชุม เป้าหมายของเราคือต้องชนะ”
อ้างอิง : www.cbsnews.com