โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

สวพ.FM91

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

>> พบถังแก๊ส ถูกวางบนรางรถไฟช่วงตาแปด - ปัตตานี เจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบ กระทบรถไฟ 2 ขบวนหยุดชะงัก

07.29 น. พนักงานขับรถขบวน 456 พบวัตถุต้องสงสัย ลักษณะเป็นถังแก๊สสีส้ม วางอยู่บริเวณทางระหว่างรางรถไฟ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 1007/1-2 ระหว่างสถานีตาแปด–ปัตตานี

จากรายงานเบื้องต้น พนักงานขับรถไม่สามารถหยุดขบวนได้ทัน จึงนำขบวนผ่านจุดดังกล่าว ก่อนหยุดรถที่สถานีตาแปดเพื่อแจ้งเหตุให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สภาพทางรถไฟยังไม่พบความชำรุดเสียหาย อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้เข้าพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุ โดยรอการตรวจสอบอย่างละเอียด และมีการบินโดรนสำรวจพื้นที่โดยรอบก่อนเข้าดำเนินการในจุดเกิดเหตุ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟในเส้นทางดังกล่าว โดยขบวนรถเร็วที่ 171 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ถูกกักไว้ที่สถานีตาแปด และขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ถูกกักไว้ที่สถานีเทพา จนกว่าจะมีการยืนยันความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่

>> นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 เชิดชูผู้ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

08.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ของคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวม 59 ราย ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ นับเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน และเป็นการเชิดชูเกียรติและตอบแทนคุณงามความดีในการรับใช้แผ่นดิน

>> กมธ.แรงงาน วุฒิสภา แถลงวันแรงงาน 2569 ยกย่องผู้ใช้แรงงาน ชูแนวทางคุ้มครองสิทธิรับมือความเปลี่ยนแปลง

09.00 น. นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ แถลงการณ์เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2569 โดยแสดงความชื่นชมและยกย่องผู้ใช้แรงงานไทยทุกคนที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และสติปัญญา ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์สำคัญที่กระทบแรงงาน ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ปัญหาชายแดน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อความมั่นคงในการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตแรงงาน จึงเร่งศึกษามาตรการคุ้มครองสิทธิและยกระดับสวัสดิภาพแรงงานในทุกมิติ อาทิ แนวทางช่วยเหลือกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม การพัฒนาแรงงานรองรับสังคมสูงวัย การจ้างงานผู้สูงอายุ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ใช้แรงงานปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ก้าวผ่านความท้าทาย และร่วมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

>> "พล.ต.ท.รุทธพล" รมว.ยุติธรรม เผยรู้ผล พักโทษ "ทักษิณ" 29 เม.ย.นี้

09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในวันที่ 29 เม.ย. จะมีการประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ที่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามกรอบระเบียบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของนายทักษิณ ไม่ต้องติดกำไล EM ใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงมีการสอบถามในที่ประชุมจากกรมคุมประพฤติว่าอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ต้องติดกำไล EM หรือไม่

"ต้องดูตามระเบียบว่าหากจะไม่ต้องติดกำไล EM จะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงเงื่อนไขในการรายงานตัวจะมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นระเบียบของกรมคุมประพฤติ"

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ จะรู้ผลสรุปทั้งหมด รวมถึงเรื่องกำไล EM ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ถูกต้อง และ หลังจากนี้เมื่อทราบผลแล้วก็ไม่ต้องชงไปที่คณะกรรมการชุดใดอีกแล้ว เพราะถือเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงในการพิจารณา ส่วนข้อกังวลว่าการพิจารณาดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือไม่นั้น พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในเงื่อนไขของการพิจารณาพักโทษ

>> ครม.ไฟเขียว กู้ 2 หมื่นล้านบาท เสริมแกร่งกองทุนน้ำมัน พยุงราคาพลังงาน รับวิกฤตโลก

10.00 น. อนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยดำเนินการกู้ได้เมื่อ ครม.อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว
สืบเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.69 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน จากข้อมูล 5 เม.ย.69 พบว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบ ส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา จึงเห็นชอบเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 69 และ แผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574
การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน

>> เพลิงไหม้บ้านเรือน หลังเทคโนฯ ลาดกระบัง ผอ.เขตลาดกระบัง ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบหาสาเหตุ เร่งเยียวยาผู้ประสบภัย

10.01 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รับแจ้ง เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน บริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟหัวตะเข้ ถนนฉลองกรุง แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในบ้าน เพลิงลุกไหม้บ้านต้นเพลิงและลุกลามบ้านข้างเคียง เลขที่ 260 เสียหายทั้งหมดจำนวน 2 หลังคาเรือน พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 25 ตารางวา รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟต่อพ่วง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดกระบัง

ต่อมา นายธราพงษ์ เพ็ชร์คง ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน บริเวณด้านหลัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซอยฉลองกรุง 1 พื้นที่ติดคลองลำปลาทิว ซึ่งเกิดเหตุเมื่อช่วงสายของวันนี้
ล่าสุดขณะนี้ได้จัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้ผู้ประสบภัยทั้งหมดแล้ว ในการนี้ได้พูดคุยและให้ข้อมูลแก่ผู้ประสบภัยเกี่ยวกับขั้นตอนและช่องทางการขอรับความช่วยเหลือจากกรุงเทพมหานคร โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้ กระบวนการช่วยเหลือจะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จพร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเบื้องต้น

จากการตรวจสอบหาสาเหตุโดยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เบื้องต้นพบว่าสาเหตุเกิดจากการใช้งานปลั๊กพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าเกินกำลัง ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมและเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้

>> ไฟไหม้รถจักรยานยนต์ เสียหายวอด 2 คัน ที่หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิงระดมฉีดน้ำควบคุมได้ ก่อนจะลุกลามเข้าตัวบ้าน

10.20 น. ภายใต้การอำนวยการของ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดย นายกองโท พรพงษ์ ไหมแพง ชาญชัยภัครธากูร นายอำเภอหล่มเก่า ได้มอบหมายให้นายพงษ์รัตน์ เมืองปาก ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) ลงพื้นภายหลังได้รับแจ้งจากผู้นำหมู่บ้าน เกิดเหตุอัคคีภัยเพลิงไหม้บ้าน ณ บ้านบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ หมู่ที่ 8 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

ที่เกิดเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้ รถจักรยานยนต์ ที่อยู่ในลานจอดรถหน้าบ้านหลังดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหล่มเก่า และเทศบาลตำบลหล่มเก่า ได้นำรถน้ำเข้าระงับเหตุอัคคีภัย ร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ โดยสามารถควบคุมและเพลิงสงบลงในเวลาต่อมา

ตรวจสอบพบว่าเพลิงลุกไหม้ รถจักรยานยนต์เสียหาย 2 คัน ไม่ได้ลุกลาถึงตัวบ้าน ขณะเกิดเหตุ ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในส่วนของสาเหตุของระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หล่มเก่า

>> ตำรวจไซเบอร์เตือนคอนเทนต์ “ยาแนว-แป้ง” เสี่ยงผิดกฎหมายหลายข้อหา อินฟลูฯ ระวังบิดเบือนข้อมูล

13.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีคอนเทนต์ในโซเชียลที่นำ “ปูนยาแนว” หรือวัสดุอื่นมาอ้างว่าเป็นแป้งเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ว่าอาจเข้าข่ายความผิดหลายกฎหมาย ทั้งประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยหากทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บอาจเข้าข่ายทำร้ายร่างกาย และหากบาดเจ็บสาหัสจะมีโทษรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนผ่านระบบออนไลน์ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากคอนเทนต์ที่เผยแพร่หลายแพลตฟอร์ม ซึ่งบางช่องมีผู้ติดตามจำนวนมาก และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเพิ่มเติม เช่น การละเมิดสิทธิสินค้าและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมย้ำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ระมัดระวังการนำเสนอข้อมูล โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดเพื่อเรียกยอดผู้ติดตาม ด้านตำรวจไซเบอร์ยืนยันเดินหน้าตรวจสอบทั้งเชิงเทคนิคและภาคสนาม หากพบความผิดชัดเจนสามารถออกหมายเรียกหรือหมายจับได้ทันที พร้อมประสานแพลตฟอร์มเร่งปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย โดยปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับและลบคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง

>> กองทัพเรือ สกัดจับแรงงานกัมพูชา ลักลอบเข้าเมือง 7 ราย พื้นที่ชายแดนจันทบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

13.00 น. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้ให้กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 525 บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะตอน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองโป่งน้ำร้อน ออกลาดตระเวนตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามแนวชายแดน

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบบุคคลสัญชาติกัมพูชาจำนวน 7 ราย โดยเป็นผู้ใหญ่ 6 ราย กับเด็ก 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนเข้าทำการจับกุมและควบคุมตัวมาตรวจสอบ ณ ที่ตั้งหน่วย จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า บุคคลทั้งหมดได้ลักลอบเดินทางเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติจากฝั่งประเทศกัมพูชา โดยมีจุดประสงค์เพื่อเข้าไปทำงานในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย และไม่มีเอกสารการเดินทางเข้าประเทศ

ภายหลังการจับกุม หน่วยได้ดำเนินการส่งตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้กับพนักงานสอบสวน สภ.สะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยในกระบวนการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 และ 23 อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม

>> "ประเสริฐ" ชี้ครูสาวเหยื่อชายคลั่งกราดยิงเสียชีวิตเป็นเหตุสะเทือนขวัญ สั่ง ศธ. ตามคดีใกล้ชิด พร้อมเยียวยาตามสิทธิเต็มที่

13.43 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึง กรณี น.ส.ปภัสรา เรืองฤทธิ์ ครูโรงเรียนวัดสุคันธาราม (สุคันธวิทยาคาร) จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เสียชีวิต จากเหตุชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนยิง ว่า เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนขวัญ ซึ่งในนามกระทรวงศึกษาธิการต้องแสดงความเสียใจกับครอบครัวครูที่เสียชีวิต

พร้อมระบุ “เรื่องนี้ได้สั่งการให้ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้ง ประสานงานฝ่ายความมั่นคง เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และต้องให้ความสำคัญกับคดี เพราะครูเสียชีวิตถือเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึง มีการพิจารณาเรื่องการเยียวยาตามสิทธิ์ที่จะได้รับอย่างเต็มที่ และ เมื่อวานนี้ ได้สั่งการให้รัฐมนตรีช่วยศธ. ได้ไปร่วมงานสวดอภิธรรม ช่วยเหลือในเบื้องต้นไปบางส่วนแล้ว”

"เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมต้องตระหนักว่าเหตุเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครสังคมต้องช่วยกันดู รวมถึง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนด้วย"

>> พายุฤดูร้อน พัดถล่มเมืองสุรินทร์ โรงเรียนบ้านตะตึงไถง อาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างหลายหลังเสียหายจากแรงลม

14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ได้เกิดเหตุพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างหนักในพื้นที่ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้โรงเรียนบ้านตะตึงไถง (สะกด ตะ-ตึง-ถะ-ไง) ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างหลายหลังเสียหายจากแรงลม
เบื้องต้น ทางโรงเรียนต้องเร่งทำการตัดกระแสไฟฟ้าและระบบน้ำประปาทันทีเพื่อป้องกันอันตรายซ้ำซ้อนจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการฟื้นฟูและให้ความช่วยเหลือต่อไป

>> กระบะเร่งแซงไม่พ้น ชนประสานงารถซาเล้งพ่วงข้าง อดีตผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถ จ.กาญจนบุรี

14.30 น. กู้ภัยตะวันตก พร้อมมูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรี จุดตำบลชะแล รับแจ้งอุบัติเหตุ รถยนต์กระบะชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง มีผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ซากรถ ริมถนนหมายเลข 323 ใกล้เคียงโรงเรียนบ้านเกริงกระเวีย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ สีดำ สภาพด้านหน้าพังเสียหายจากการชนอย่างแรง ตรวจสอบบริเวณใต้ท้องรถ พบว่ามีร่างผู้บาดเจ็บ 1 ราย ทราบต่อมา เป็นชายไทย อายุประมาณ 65 ปี อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 นอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัว สภาพถูกรถกระบะทับติดอยู่กับซากรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ซาเล้ง) ที่พังยับเยินอยู่ใต้ตัวรถ
อาสาสมัครกู้ภัยพร้อมด้วยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลทองผาภูมิ และเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต.ตำบลชะแล เข้าตรวจสอบอาการเบื้องต้น แต่พบว่าผู้บาดเจ็บไม่มีชีพจรและเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุทันที

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถกระบะคันดังกล่าวได้ขับมาด้วยความเร็ว และพยายามจะ เร่งเครื่องแซงรถคันหน้า แต่คาดว่าแซงไม่พ้น เป็นเหตุให้รถเสียหลักข้ามเลนพุ่งเข้าชนประสานงากับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่วิ่งสวนทางมาอย่างจัง จนลากทั้งรถทั้งคนเข้าไปติดใต้ท้องรถเป็นระยะทางหนึ่ง

ทางพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลทองผาภูมิ เข้าดำเนินการชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนเพิ่มเติม: เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง และสอบปากคำคนขับรถกระบะเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

>> “สืบนิมิตรใหม่” รวบโจรลักทรัพย์มืออาชีพ ตระเวนกวาดของกิน - เครื่องครัวร้านแกงใต้ ย่านหทัยราษฎร์

15.07 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจชุดสืบสวน สน.นิมิตรใหม่ นำกำลังเข้าจับกุมตัวคนร้าย เป็นชายวัยกลางคน หลังก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ต่อเนื่องในพื้นที่ จากการขยายผลและการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุหลายแห่ง พบว่าผู้ต้องหารายนี้ มีพฤติกรรมสำรวจพื้นที่เป้าหมายอย่างใจเย็น โดยเฉพาะร้านขายข้าวแกงปักษ์ใต้ชื่อดัง ย่านถนนหทัยราษฎร์ คนร้ายจะอาศัยช่วงเวลาที่เจ้าของร้านเผลอ หรือช่วงกลางคืน ที่เจ้าของไม่อยู่ แอบย่องเข้าไปภายในร้านและเคหสถานเพื่อกวาดทรัพย์สินทุกอย่างที่ขวางหน้า

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางที่ตรวจพบในที่พัก ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้แก่ชุดจับกุม เนื่องจากคนร้ายไม่ได้เน้นเพียงทรัพย์สินที่มีค่าสูง แต่กลับเน้น ของกินและของใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปใช้เองหรืออาจนำไปจำหน่ายต่อในตลาดมืด โดยรายการของกลางประกอบด้วย หม้อทำกับข้าวขนาดใหญ่,กระทะ,เครื่องครัวต่างๆ,น้ำอัดลมหลายแพ็ก และเครื่องดื่มชูกำลัง

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำมาแล้วหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ โดยจะเลือกเป้าหมายที่การป้องกันต่ำ เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาหนักคือ “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ซึ่งมีระวางโทษจำคุกสูงกว่าการลักทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากเป็นการกระทำผิดในยามวิกาลที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สน.นิมิตรใหม่ เพื่อสอบปากคำโดยละเอียด และดำเนินการส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป พร้อมกันนี้ได้ฝากเตือนผู้ประกอบการให้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยภายในร้านอย่างสม่ำเสมอ

>> สืบนครบาล นำบุกทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าขนาดใหญ่ย่านสมุทรปราการ ยึดของกลาง หลายหมื่นชิ้นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

16.00 น. พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. ตำรวจสืบสวนตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงฝ่ายปกครอง ร่วมกันตรวจสอบภายในโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนนครบาล นำโดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. สืบทราบแหล่งซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าแห่งนี้

จากการเข้าตรวจค้นภายในโกดังแห่งนี้ ซึ่งเป็นลักษณะโกดังชั้นเดียว ภายในพบบุหรี่ไฟฟ้าต่างๆ รวมถึงสารนิโคตินชิดเม็ด จำนวนมาก มากจนที่ต้องบอกว่า โอ้โห มาจากไหน ตำรวจจึงสั่งอายัดและยึดของกลางทั้งหมดเพื่อเตรียมขยายผลแหล่งที่มาของบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากในครั้งนี้

พล.ต.อ. นิรันดร เหลื่อมศรี. รอง ผบ.ตร ในฐานะผอ.ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า บอกว่า การเข้าตรวจสอบและจับกุมโกดังบุหรี่ไฟฟ้าขนาดใหญ่รายนี้ สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดสืบสวนนครบาลได้สืบทราบว่ามีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ จึงสืบสวนหาเบาะแสและล่อซื้อต่างๆ จนสามารถสืบทราบแหล่งเก็บและซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าแห่งนี้ ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอขอหมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ และเข้าตรวจค้นจนพบของกลางจำนวนมาก ซึ่งต้องบอกว่ามากกว่าทุกครั้วที่เคยเจอมาในลักษณะของการเก็บในโกดัง ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าวมีหลากหลายยี่ห้อและส่วนใหญ่เป็นการผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ส่วนเจ้าของสินค้าดังกล่าวตัวจริงยังไม่พบตัว ในวันนี้พบเพียงผู้ดูแลโกดังเท่านั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างขยายผลของฝ่ายสืบสวน โดยเฉพาะเส้นทางการนำเข้ามาต่างๆ รวมถึงนายทุนและเครือข่ายทั้งหมด เพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการ และสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดตามมาตรการ ปปง. ในเรื่องของขบวนการฟอหเงินเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ส่วนจำนวนสินค้าหลายว่าจะหลายหมื่นชิ้น ประเมินตัวเลขมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ในส่วนของศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ภายใต้นโยบายสำคัญของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ปราบปรามอย่างจริงจัง ทั่วประเทศ และยังคงเดินหน้าสืบสวนผู้ค้าและนายทุนอย่างต่อเนื่อง

>> รวบผู้ต้องหาบัญชีม้า รับโอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบเชื่อมโยงคดีออนไลน์กว่า 46 คดี

16.23 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม ร่วมกันจับกุม น.ส.พอ (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ" โดยจับกุมได้บริเวณบ้านพักไม่มีเลขที่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่รับแจ้งจากผู้เสียหายว่า ถูกหลอกให้ร่วมลงทุน ซื้อขาย หุ้นระยะสั้น โดยเป็นการชักชวนผ่านเฟซบุ๊ก และมีการโอนเงินไปยังบัญชีม้าหลายครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นชื่อบัญชีของ น.ส.พอ ผู้ต้องหารายนี้ กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบสวนทราบที่อยู่และตามจับกุมผู้ต้องหาได้ ก่อนควบคุมตัวไป สน.ท่าข้าม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับที่ต้องการตัวเพิ่ม 2 หมายจับ คือ หมายจับของศาลจังหวัดน่าน ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง และ พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ฯ และ หมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาเดียวกัน

และจากการตรวจสอบในฐานระบบแจ้งความออนไลน์ พบบัญชีธนาคารของ น.ส.พอ ใช้สำหรับเป็นบัญชีรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 46 คดี แต่ผู้ต้องหาปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนไม่ได้ทำการฉ้อโกง โดยตนได้เคยถูกชักชวนให้ไปเปิดบัญชีธนาคาร ได้รับค่าตอบแทนบัญชีธนาคารละ 5,000 บาท โดยตนได้ทำการเปิดบัญชีรวม 7 บัญชี จากนั้นได้ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อรอสแกนหน้าโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร จากนั้นได้ถูกปล่อยตัวกลับประเทศไทย

>> รถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต เป็นหญิงวัย 57 ปี กลางถนนสายดอนสัก - บ้านใน จ.สุราษฎร์ธานี

18.30 น. รับแจ้งจาก กู้ภัยดอนสัก มีอุบัติเหตุ รถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต บนถนนเส้นทาง ดอนสัก - บ้านใน ใกล้เคียงทางเข้าวัดคอกช้าง ในพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีเทา ป้ายทะเบียนสุราษฏร์ธานี ชนกับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน สุราษฎร์ธานี ตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบต่อมา เป็นหญิงไทย อายุ 57 ปี ในส่วนของสาเหตุที่อยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนสัก

>> โฆษก ตร. มอบรางวัล “โฆษกยกนิ้ว” ด.ต.ศุภมิตร ตำรวจสิงห์บุรี อดทนอดกลั้นแอดมินเพจยั่วยุ ยืนหยัดทำหน้าที่จนสโตรก

19.06 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบรางวัล “โฆษกยกนิ้วให้” ให้กับ ด.ต.ศุภมิตร พวงประเสริฐ ผู้บังคับหมู่ งานจราจร สภ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ที่ปฏิบัติหน้าบังคับใช้กฎหมายจราจรเรื่องความเร็วเกินกำหนด ลดการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ อดทนต่อความเจ็บใจและแรงกดดันจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก หรือ สโตรก จากกรณีแอดมินเพจหนึ่งไลฟ์กดดันการปฏิบัติหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2568

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ด.ต.ศุภมิตรฯ ปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติตำรวจ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก” โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางอากาศร้อนจัด กลับมีผู้ไม่ประสงค์ดีถ่ายคลิปวิดีโอ ไลฟ์สดยั่วยุกดดันอยู่นาน แต่ทาง ด.ต.ศุภมิตรฯ ได้ใช้ความอดทนอดกลั้น ปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีลักษณะของการที่จะตอบโต้ และยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ภาวะกดดันในตอนนั้นทำให้ เกิดความเครียด เกิดอาการสโตรก จนล้มลงไป ซึ่งปัจจุบันยังพักรักษาตัวอยู่ ยังมีอาการซีกขวาอ่อนแรง

จากความมุ่งมั่น อดอทน ไม่หวั่นไหวต่อการปฏิบัติหน้าทีของ ด.ต.ศุภมิตรฯ ครั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณามอบรางวัล “โฆษกยกนิ้ว” ให้ ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องจริง เหตุการณ์จริงที่เผยแพร่ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ เห็นการทำงานจริงของตำรวจที่ต้องเผชิญความกดดันหลากหลายรูปแบบ และทำหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วน เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เห็นภาพของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อดทนอดกลั้น สมตามอุดมคติของตำรวจ

ในส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุนั้น พนักงานสอบสวน สภ.พรหมบุรี ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในหลายข้อหา อาทิ ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ให้ได้รับอันตรายสาหัส , ร่วมตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฎิบัติหน้าที่ ฯลฯ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการการพิจารณาของอัยการ โดยยืนยันว่าการทำสำนวนเป็นไปตามพยานหลักฐานและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

>> หนุ่มบ้านโคกม่วง วัย 22 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียหลักชนเสาไฟส่องสว่าง เสียชีวิตกลางถนนสายชุมแพ - สีชมพู

19.15 น. เจ้าหน้าที่กู้ชีพศรัทธาธรรม ได้รับแจ้ง ว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนเสาไฟฟ้า และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ริมถนนเส้นทาง ชุมแพ - สีชมพู ใกล้เคียงทางเข้าโรงเรียนบ้านหนองโก ตำบลหนองแดง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีดำ ป้ายทะเบียน ขอนแก่น ลักษณะล้มคว่ำติดกับเสาไฟสองสว่างข้างทาง และใกล้กันพบร่างของผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย อาการสาหัสนอนนิ่ง ไม่มีสัญญาณชีพ อยู่บนพื้นถนน ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยร่วมตรวจสอบ และยีนยันว่า ได้เสียชีวิตแล้ว ตรวจสอบเอกสาร ทราบต่อมา เป็นชายไทย อายุ 22 ปี เป็นชาวบ้าน บ้านโคกม่วง ตำบลศรีสุข

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีชมพู พร้อมแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้นำร่างส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลสีชมพู

>> ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่งเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือประชาชน หลังพายุฤดูร้อนถล่มหลายอำเภอ

19.52 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สั่งการให้ทุกอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัด เมื่อช่วงค่ำจนถึงกลางดึกของวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา

โดยที่ อำเภอแม่สาย แรงลมพายุส่งผลให้เสาวิทยุสื่อสารของมูลนิธิพรหมวิหาร ตำบลเวียงพางคำ โค่นทับสายไฟฟ้าแรงสูง เป็นเหตุให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและกีดขวางการจราจรบนถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นเส้นทางหลัก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเวียงพางคำร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เร่งเข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางและซ่อมแซมระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าจนกลับมาใช้งานได้ในช่วงกลางดึก นอกจากนี้ ยังมีรายงานต้นไม้ใหญ่หักโค่นบริเวณศูนย์สายตรวจ 191 สภ.แม่สาย และตามหมู่บ้านต่างๆ โดยเฉพาะเส้นทางแม่สาย-เชียงแสน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังเครียร์พื้นที่จนสามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติแล้ว

ซึ่งจังหวัดเชียงรายได้กำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง เร่งสรุปจำนวนครัวเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบโดยละเอียด เพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยตามระเบียบทางราชการต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...