ส่งออกโตแรงหนุน เศรษฐกิจไทย มี.ค. 68 คลังจับตาความขัดแย้งตะวันออกกลาง
คลัง เผยภาวะ เศรษฐกิจไทย มี.ค. 69 การส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21 หนุน ด้านการบริโภคสินค้าคงทนปรับตัวดีขึ้น จับตาราคาน้ำมันและสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง
29 เม.ย. 2569 - นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมีนาคม 2569 ว่า สถานการณ์ เศรษฐกิจไทย ในเดือนมีนาคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน
อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน
มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 16.6 และ 6.8 ตามลำดับ และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 17.5 และ 2.0
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.8 จากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ -4.1
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน
มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 23.2 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.6 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.2 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.5
มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ที่ร้อยละ 18.7 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 19.3 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ สินแร่และเชื้อเพลิงและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยขยายตัวร้อยละ 43.8 26.6 และ 14.3 ตามลำดับ
นอกจากนี้ การส่งออกไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์น้ำตาลทราย และทุเรียน ขยายตัวร้อยละ 250.8 15.8 และ 14.5 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกยางพารา ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย ทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ และอาเซียน (5) โดยขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 140.6 56.2 41.9 และ 25.0 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และจีน ลดลงร้อยละ -57.1 และ -1.1 ตามลำดับ
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน
โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวในอัตราชะลอลง: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนมีนาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.78 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 2.0 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -5.2
ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 22.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.4 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.6 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนมีนาคม 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.8 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.2 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล
อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.6 จากระดับ 90.0 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 54.1 เพิ่มขึ้นจากระดับ 53.5 ในเดือนก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี
สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.08 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.57 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ร้อยละ 66.1 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าสะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 51.0 จุด ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.3 จุด
อย่างไรก็ดี ค่าดัชนียังอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 51.3 จุด ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 51.8 จุด สะท้อนแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบเร่งตัว และความตึงตัวของห่วงโซ่อุปทาน
ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 50.8 จุด ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด แม้ยังอยู่ในระดับขยายตัว แต่สะท้อนการชะลอลงของภาคบริการ
สำหรับด้านภาคการส่งออกของหลายประเทศยังคงขยายตัวได้ดี โดยมีแรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกันนโยบายการเงินของหลายประเทศเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการยกระดับความตึงเครียดของอิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น
โดยในตลาดตราสารทุนได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 48,768.41 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 2,676.30 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1 – 24 เมษายน 2569) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 14,951.23 ล้านบาท ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิอยู่ที่ 35,663.52 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีการซื้อสุทธิ 163.27 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือน นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะขายสุทธิรวม -12,421.90 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิ -56,781.36 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีการขายสุทธิ -1,537.66 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนมีสถานะซื้อสุทธิรวม 397.28 ล้านบาท ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 4,857.53 ล้านบาท
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการขายสุทธิ ในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ -1,301.90 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิรวม -2,926.62 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 16,260.31 ล้านบาท สะท้อนถึงกระแสเงินทุนที่ยังคงมีความผันผวนตามภาวะตลาดการเงินโลก
ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 24 เมษายน 2569 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิ 599.00 ล้านบาท และภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 8,934.00 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 28,517.45 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน