โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 เครื่องราชูปโภค จากพระปรีชาสมเด็จพระนเรศ “ของใหม่” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

เครื่องราชูปโภคจากพระปรีชาสมเด็จพระนเรศ “ของใหม่” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

เครื่องราชูปโภคจากพระราชวีรกรรมในสมเด็จพระนเรศ นับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ ต่อมาจึงกลายเป็นเครื่องราชูปโภคศักดิ์สิทธิ์ในพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่

พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงเป็นพระแสงปืนที่สมเด็จพระนเรศทรงใช้ยิงสุรกรรมา แม่ทัพพม่าที่พระมหาอุปราชาให้ยกทัพไล่ติดตามสมเด็จพระนเรศ หลังทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พ.ศ. 2127 ทัพหงสาวดีตามทัพอยุธยาทันแล้วปะทะกันจากสองฝั่งแม่น้ำสะโตง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่ สมเด็จพระนเรศทรงใช้พระแสงปืนยิงข้ามแม่น้ำถูกสุรกรรมาสิ้นชีพ เป็นที่น่าอัศจรรย์จนข้าศึกครั่นคร้ามถอยทัพกลับไป ต่อมาพระแสงปืนต้นก็ได้อยู่ในเครื่องราชูปโภค หมวดพระแสงอัษฎาวุธ

พระแสงดาบคาบค่ายเป็นพระแสงดาบคู่พระหัตถ์ของสมเด็จพระนเรศ ขนานนามตามพระราชวีรกรรมในการศึกคราวพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา ศึกพระเจ้านันทบุเรง พ.ศ. 2129-2130 สมเด็จพระนเรศทรงนำทหารออกปล้นค่ายทัพหน้าของข้าศึก แล้วไล่ตีไปถึงทัพหลวง ทรงคาบพระแสงดาบปีนกำแพงค่าย จนถูกศัตรูเอาทวนแทงพลัดตกลงมา ทัพอยุธยาจึงล่าถอยกลับเข้าพระนคร แล้วพระแสงดาบก็ได้เป็นเครื่องราชูปโภค หมวดพระแสงศาสตราวุธ

พระแสงของ้าวแสนพลพ่ายเป็นแสงของ้าวที่สมเด็จพระนเรศใช้ในสงครามยุทธหัตถีที่ตำบอลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี พ.ศ. 2135 ในการกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี สมเด็จพระนเรศทรงฟันพระอังสะขวาของพระมหาอุปราชาขาด จนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระแสงของ้าวนั้นจึงเป็นเครื่องราชูปโภค หมวดพระแสงอัษฎาวุธ

พระแสงง้าวแสนพลพ่ายยังปรากฏอีกครั้งสมัยสมเด็จพระเพทราชา ตอนที่มีการอัญเชิญมาใช้ปราบกบฏธรรมเถียร เมื่อ พ.ศ. 2232

พระมาลาเบี่ยงเป็นพระมาลาที่ทรงสวมในสงครามยุทธหัตถี สืบเนื่องจากในช่วงแรกของการต่อสู้ “พลายพันธกอ” ช้างทรงของพระมหาอุปราชาได้ล่างแบกรุน ยก “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรจนเสียหลัก พระมหาอุปราชาจึงใช้ของ้าวจ้วงฟัน แต่สมเด็จพระนเรศเบี่ยงหลบ คมง้าวฟันโดนพระมาลาหนังขาดวิ่นแทน หลังเสร็จศึกจึงโปรดให้ขนานนามว่า “พระมาลาเบี่ยง” ต่อมาให้จัดอยู่หมวดเครื่องราชศิราภรณ์

เครื่องราชชูปโภคทั้ง 4 ของเดิมได้สูญหายไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 ดังนั้น ชิ้นที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันจึงเป็น “ของใหม่” โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สำหรับประกอบในพระราชพิธีสำคัญ ๆ โดยเฉพาะพระราชพิธีราชาภิเษก ปรากฏหลักฐานใน “พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑” ของเจ้าพระยาทิพากรณ์วงศ์ (ขำ บุนนาค)

การสร้างปูชนียวัตถุเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 1 ที่ทรงปรารถนาจะรื้อฟื้นคติธรรมเนียมโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็น “ชาวกรุงเก่า” และเพื่อสืบทอดความรุ่งเรืองในอดีต สร้างขวัญและกำลังใจของไพร่ฟ้าราษฎรของพระองค์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum. เครื่องราชูปโภค : สัญลักษณแห่งพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช.วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565. (ออนไลน์)

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม. พระมาลาเบี่ยง พระแสงดาบคาบค่าย ผ่านกรุงศรีอยุธยามาสู่บรมราชาภิเษกกรุงรัตนโกสินทร. วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562. (ออนไลน์)

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, กรมศิลปากร. ประมวลเอกสาร พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 เมษายน 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 เครื่องราชูปโภค จากพระปรีชาสมเด็จพระนเรศ “ของใหม่” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...