กู้ภัยเปิดคำพูดสุดท้ายเมียขับเก๋งพุ่งชนผัว ก่อนเข้ามอบตัวกับตำรวจ
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ร.ต.ท.ภาณุวัฒน์ ปานรัตน์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์และมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บริเวณถนนพหลโยธิน กม.102 (ทางคู่ขนานขาเข้าเมืองสระบุรี) ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดเมืองสระบุรี เข้าตรวจสอบ
ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ สีเขียว-ขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ล้มอยู่ริมถนนในสภาพถูกชนท้ายได้รับความเสียหาย ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร พบรถยนต์เก๋งฮอนด้า แจ๊ส สีดำ หมายเลขทะเบียน ษร 7259 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ข้างทาง โดยมีสภาพกันชนหน้าแตก ฝากระโปรงบุบ และกระจกหน้ารถแตก ใกล้กันพบร่างผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ นายอภิสิทธิ์ บุญแจ่ม อายุ 38 ปี
สอบถามนายโจ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ เล่าว่า ผู้ขับรถเก๋งคาดว่าน่าจะเป็นเมียผู้เสียชีวิต บอกว่าตนเองทะเลาะกับผัว เนื่องจากว่าผัวทำให้ตนเองหมดตัว และบอกว่าฝากคนเจ็บก่อนนะ ส่วนตัวจะไปมอบตัวที่ สภ.เมืองสระบุรี นายโจ เล่าต่อว่า ได้ขับรถตามกันมาพอเห็นว่าเป็นผัวขับรถจักรยานยนต์มา ตนเองก็ชนไปเต็มๆ โดยตั้งใจที่จะชน
ด้าน นางสาวฐิติภัทร บุญแจ่ม พี่สาวของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า น้องสะใภ้และน้องชายของตนเองมีปากเสียงและทะเลาะกันเป็นประจำ โดยคาดว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากปัญหาเรื่องเงินและความหึงหวง เนื่องจากทั้งคู่แยกกันอยู่ และฝ่ายหญิงเคยข่มขู่ว่าจะทำร้ายน้องชายของตน หากพบเจอ นอกจากนี้ยังเคยมีพฤติการณ์ใช้มีดทำร้ายฝ่ายชายมาก่อนหน้านี้ด้วย โดยทั้งสองคนอยู่กินด้วยกันมาประมาณ 8-9 เดือน และต่างฝ่ายต่างมีบุตรติดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบที่เกิดเหตุ บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และเชิญตัวผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำ พร้อมทั้งดำเนินการจำลองเหตุการณ์เพื่อประกอบสำนวนคดี
แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองสระบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและให้การว่า ตนเองอยู่กินกับผู้เสียชีวิตมาประมาณ 8 เดือน หลังจากสามีเก่าเสียชีวิตลงและได้รับเงินประกันชีวิตมา จึงได้คบหากับผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นเพื่อนของสามีเก่า โดยมีบุตรติดกันมาฝ่ายละ 1 คน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกันเป็นประจำ เนื่องจากผู้เสียชีวิตมีพฤติกรรมใช้คำพูดรุนแรงและอารมณ์ฉุนเฉียว
ผู้ก่อเหตุยังระบุว่า ตนเองเป็นฝ่ายดูแลค่าใช้จ่ายและปรนเปรอผู้เสียชีวิตมาโดยตลอด คิดเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาท แต่ในช่วงหลังฝ่ายหญิงเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน และฝ่ายชายพยายามตีตัวออกห่าง ไม่รับโทรศัพท์ และไม่กลับบ้าน ทำให้ในวันเกิดเหตุ ฝ่ายหญิงจึงดักรอและขับรถตามผู้เสียชีวิต เมื่อผู้เสียชีวิตพยายามขับรถหลบหนี ฝ่ายหญิงจึงตัดสินใจพุ่งชนด้วยความแค้นที่ฝ่ายชายพยายามตีตัวออกห่าง ทั้งที่ตนเองทุ่มเทเงินทองไปเป็นจำนวนมาก
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าหลังจากผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนผู้เสียชีวิตแล้ว ได้ลงจากรถและมีการกระทำรุนแรงเพิ่มเติมต่อผู้เสียชีวิตอีกครั้ง
ทีมข่าวสยามนิวส์ จังหวัดสระบุรี รายงาน
อ่านข่าวเพิ่มเติม