โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุนสีเทาในสวรรค์ท่องเที่ยว เมื่อ “นอมินีต่างชาติ” รุกเศรษฐกิจภาคใต้

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
เปิดตัวเลขเศรษฐกิจภูเก็ต สมุย พะงัน และสุราษฎร์ธานี กับปัญหา “นอมินีต่างชาติ” ที่รัฐจับตา หลังพบความเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ภาษี และเส้นทางการเงินในพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้

ภาคใต้ของไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาต่อเนื่องในหลายจังหวัดสำคัญ โดยเฉพาะภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนระดับหลายหมื่นล้านถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐเริ่มเร่งตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของธุรกิจต่างชาติ หลังพบการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนในกิจการที่กฎหมายจำกัดสิทธิการถือครองของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว วิลล่าหรู อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุว่า ปัญหานี้เชื่อมโยงทั้งเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ การจัดเก็บภาษี การถือครองทรัพยากรในพื้นที่ และเส้นทางการเงินของธุรกิจบางกลุ่ม

เศรษฐกิจภาคใต้พึ่งพาท่องเที่ยวสูง

ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า เศรษฐกิจภาคใต้ในช่วงปี 2568–2569 ยังขยายตัวได้จากภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้กำลังซื้อภาคครัวเรือนและรายได้เกษตรยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวค่อนข้างสูง ทำให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร วิลล่า รถเช่า และบริการท่องเที่ยวกลายเป็นพื้นที่ลงทุนสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐเริ่มพบรูปแบบการลงทุนที่ต่างชาติใช้บริษัทไทยเป็นตัวกลางถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

สมุย–พะงัน รายได้ท่องเที่ยวกว่า 6 หมื่นล้านบาท

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ปี 2566 เกาะสมุยมีนักท่องเที่ยวรวม 3,541,821 คน เพิ่มขึ้น 43.67% จากปีก่อนหน้า

นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1,774,406 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทย 1,767,415 คน

รายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 60,814.33 ล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 25,739 บาทต่อคนต่อทริป ส่วนคนไทยเฉลี่ย 14,140 บาทต่อคนต่อทริป

สมุยยังมีห้องพักในระบบกว่า 23,668 ห้อง ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของภาคใต้

ต่อมาในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2567 เกาะสมุยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 3.18 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 37,074.88 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวจากเยอรมนี อังกฤษ อิสราเอล จีน และฝรั่งเศส

ด้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2566 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 775,313 คน และสร้างรายได้กว่า 20,232.72 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวทำให้พื้นที่เกาะท่องเที่ยวของสุราษฎร์ธานีกลายเป็นจุดที่หน่วยงานรัฐจับตาเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นและการลงทุนของต่างชาติอย่างใกล้ชิด

ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวระดับหลายแสนล้านบาท

ภูเก็ตยังเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้ด้านท่องเที่ยวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

ข้อมูลปี 2566 ระบุว่า ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 330,000 ล้านบาท โดยทั้งปีมีแนวโน้มแตะระดับ 350,000 ล้านบาท

แม้ภาคท่องเที่ยวยังเติบโต แต่ผู้ประกอบการในพื้นที่จำนวนหนึ่งเริ่มกังวลเรื่องการแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาถือครองธุรกิจผ่านโครงสร้างบริษัทไทย

หน่วยงานรัฐระบุว่า ธุรกิจบางส่วนมีลักษณะถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 49% ตามเงื่อนไขกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติอาจพบว่าผู้ควบคุมกิจการจริงเป็นชาวต่างชาติ

ตัวเลขบริษัทต่างชาติร่วมลงทุนในพื้นที่ท่องเที่ยว

ข้อมูลการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า

เกาะสมุยและเกาะพะงัน มีบริษัทจดทะเบียนรวม 16,811 ราย

ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุน 11,426 ราย หรือ 67.97%

แยกเป็น

  • เกาะพะงัน มีบริษัท 4,761 ราย ต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย
  • เกาะสมุย มีบริษัท 12,050 ราย ต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย

ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัด 21,717 ราย และมีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือประมาณ 53.6%

สัญชาติที่พบการลงทุนจำนวนมาก ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย อิสราเอล เยอรมนี และจีน

ขณะที่จังหวัดภูเก็ต มีบริษัทประมาณ 29,090 ราย และพบว่ามีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 11,263 บริษัท หรือประมาณ 38.72%

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐย้ำว่า ตัวเลข “ต่างชาติร่วมลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะมีทั้งธุรกิจที่ดำเนินการถูกต้องและกลุ่มที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ

รูปแบบที่พบในการตรวจสอบ

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ DSI พบว่า กลุ่มเสี่ยงจำนวนหนึ่งใช้รูปแบบคล้ายกัน ได้แก่

  • ใช้คนไทยถือหุ้นแทน
  • ใช้สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายจัดตั้งบริษัทจำนวนมาก
  • ใช้ผู้ถือหุ้นคนเดิมถือหุ้นซ้ำหลายบริษัท
  • ใช้บริษัทไทยถือครองวิลล่าและอสังหาริมทรัพย์แทนต่างชาติ
  • เปลี่ยนผู้ถือหุ้นแทนการโอนทรัพย์สิน เพื่อลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม

หนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบ พบเจ้าของสำนักงานบัญชีในพื้นที่มีชื่อถือหุ้นใน 66 บริษัท และอาคารเดียวกันถูกใช้เป็นที่ตั้งนิติบุคคลรวม 89 แห่ง

อีกกรณีเป็นโครงการวิลล่าหรู 8 หลัง ปล่อยเช่าคืนละกว่า 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตโรงแรม และเกี่ยวข้องกับที่ดินมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท

รัฐพบความผิดปกติกว่า 7,500 ราย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การตรวจสอบ 27 พื้นที่ใน 10 จังหวัด พบความผิดปกติรวม 7,537 ราย

มีการส่งข้อมูลให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น

  • ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน 534 ราย
  • กรมสรรพากรตรวจบัญชีและงบการเงิน 6,709 ราย
  • สำนักงานประกันสังคม 137 ราย
  • กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ 117 ราย
  • DSI 25 ราย

นอกจากนี้ ยังพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 4,372 ราย

แบ่งเป็น

  • ธุรกิจต้องห้ามโดยเด็ดขาด 256 ราย
  • ธุรกิจที่ต้องขออนุญาตก่อนประกอบกิจการ 4,116 ราย

ผลกระทบด้านภาษีและทรัพย์สิน

ก่อนหน้านี้ DSI เคยตรวจพบเครือข่ายรับจดทะเบียนนอมินีในภูเก็ตเกือบ 70 บริษัท โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 44 บริษัท มีมูลค่าถือครองรวมประมาณ 440 ล้านบาท

DSI ประเมินว่า รัฐอาจสูญเสียค่าธรรมเนียมและรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท หากมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นแทนการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามปกติ

อีกส่วนที่รัฐจับตา คือการถือครองที่ดินและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยในบางคดีมีการตรวจยึดโฉนดรวม 37 ฉบับ พื้นที่ประมาณ 51 ไร่ มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

ทำไมรัฐยกระดับเป็น “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

หน่วยงานรัฐเริ่มใช้คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับปัญหานอมินีต่างชาติ เพราะเกี่ยวข้องหลายด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งมองว่าต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนที่มีเงินทุนสูงกว่า และยังใช้ช่องทางหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย

ด้านที่สองคือรายได้จากการท่องเที่ยวและภาษี หากผลประโยชน์จำนวนมากไหลออกนอกระบบเศรษฐกิจไทย รัฐอาจสูญเสียรายได้ระยะยาว

ด้านที่สามคือการถือครองทรัพยากรในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่ดิน วิลล่าหรู และพื้นที่ชายหาดที่มีมูลค่าสูง

อีกส่วนคือความเสี่ยงด้านเส้นทางการเงิน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงและ ปปง. กำลังติดตามตรวจสอบร่วมกับข้อมูลด้านภาษีและนิติบุคคล

รัฐเริ่มเพิ่มมาตรการตรวจสอบ

ในช่วงปี 2568–2569 รัฐบาลเริ่มเพิ่มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการแก้ไข พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการยืนยันแหล่งเงินลงทุนและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า หลังใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงต่อเนื่อง

ไตรมาสแรกปี 2569 พบกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท ลดลง 60% จากปีก่อน

หลังใช้มาตรการยืนยันการลงทุนเดือนเมษายน 2569 กลุ่มเสี่ยงลดลง 75%

พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐกว่า 20 หน่วยงาน ทั้งด้านภาษี การเงิน ที่ดิน แรงงาน และความมั่นคง เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน

เศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะภูเก็ต สมุย และพะงัน ที่มีรายได้รวมระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐเริ่มเร่งตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ หลังพบความเสี่ยงเรื่องการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านบริษัทไทย และการเชื่อมโยงเส้นทางการเงินในธุรกิจท่องเที่ยว

มาตรการที่เริ่มใช้ในช่วงปี 2568–2569 ทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงบางส่วน แต่หลายหน่วยงานยอมรับว่า ปัญหานี้สะสมมานาน และยังต้องใช้เวลาตรวจสอบต่อเนื่องในหลายพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...