“เอกนิติ”รับเผือกร้อน คุม ศบก.แทน “พิพัฒน์”
ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่าขอไม่คุมกระทรวงพลังงาน ในส่วนงานของรองนายกฯ ว่า ในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมัน จะหมดไปกับรัฐบาลอนุทิน 1 และเมื่อเป็นรัฐบาลอนุทิน 2 ก็ตั้งกันใหม่ สลับสับเปลี่ยนคนในตำแหน่ง คิดว่าจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง
"ผมจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ผมรับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้"
เมื่อถามต่อว่าจะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่ และย้ำว่า การแบ่งงานรองนายกฯ จะให้นายเอกนิติรับผิดชอบกระทรวงพลังงาน "เพื่อให้ประชาชนและนายพิพัฒน์เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน" นายกฯ ย้ำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเรียกอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า และ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตำรวจ กรมเจ้าท่า และกรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลังจากนี้ไปน้ำมันจะต้องมีสำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น
ส่วนที่จะส่งไป สปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยัง สปป.ลาวเลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ ย้ำว่า เราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อถามต่อว่าได้มีการหารือกับเสนาธิการทหารเรือ เรื่อง MOU 44 ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "สำหรับผมจบแล้ว และคำว่าจบของผมคือยกเลิก"
ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ถึงกรณีเกิดกระแสแบนปั๊ม PT ว่า ไม่โทษความรู้สึกของประชาชน แต่ส่วนตัวเห็นว่า ควรมองแยกส่วน พิจารณาจากพฤติกรรม "ผมลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี จะเข้าไปเพียงปีละครั้งในวันครบรอบบริษัท ช่วงเดือนมีนาคม
PT เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้นการจะเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำไม่ใช่เรื่องง่าย ผมแค่ผู้ถือหุ้น ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะแทรกแซงหรือประกาศขึ้นราคาน้ำมันจริงหรือไม่ ขอให้รอพิสูจน์จากผลประกอบการในไตรมาส 1 ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ขอยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่เคยนำความลับราชการไปเปิดเผยเพื่อเอื้อต่อบริษัท"
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะเข้าไปหารือนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า เมื่อสังคมมีความกังวล ไม่ต้องการให้ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ก็ขอถอยไปทำหน้าที่สนับสนุนกระทรวงอื่นแทน นายกฯ อาจแต่งตั้งที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยงานได้
"ไม่ต้องการเป็น ผอ.ศบก.หากมีบุคคลมีความรู้ความเหมาะสม ก็ปล่อยผมไปเถอะ" นายพิพัฒน์ กล่าว