โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น UNIX เทรดวันแรกราคาเปิดที่ 2.14 บาท เพิ่มขึ้น 13.23% จาก IPO

ทันหุ้น

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 03.01 น.

#UNIX #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด(มหาชน) หรือ UNIX เป็น IPO ตัวแรกของปีนี้ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ราคาเปิดอยู่ที่ 2.14 บาท เพิ่มขึ้น 13.23% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 1.89 บาท ด้าน”ทรีนีตี้”ให้ราคาเหมาะสมที่ 3.00 บาท

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น UNIX ราคาเปิดอยู่ที่ 2.14 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 13.23% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 1.89 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 95.12 ล้านบาท

UNIX เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจร โดยมีสินค้าหลักได้แก่ 1) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน บรรจุภัณฑ์บรรจุของหนัก และบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป และ 2) บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว และถุงขยะ เป็นต้น ซึ่งจำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ ตรากุญแจ และตรามิตรภาพ ซึ่งมีกำลังผลิตรวมกันมากกว่า 60,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ UNIX เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกจำนวน 180 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท กรรมการ ผู้บริหาร และ/ หรือพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม 2569 ในราคาหุ้นละ 1.89 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 340.20 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายโดยไม่รับประกันการจำหน่าย

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน จะนำไปลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย เพื่อขยายกำลังการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงิน เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ รองรับโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในอนาคต รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

**ทรีนีตี้ให้ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท

บล.ทรีนีตี้ ให้ราคาเป้าหมายหุ้น UNIX ที่ 3.00 บาท โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2568-2570 ไว้ที่ 149.50 ล้านบาท, 173.35 ล้านบาท และ 186.84 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโต 25.09% ,15.95% และ 7.78% ตามลำดับ โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหนุนจากรายได้จากการขายที่ขยายตัวควบคู่กับอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับดีขึ้น จากประสิทธิภาพกระบวนการผลิตที่สูงขึ้น การลดของเสียและผลประหยัดต่อขนาดภายใต้ระดับการใช้กำลังการผลิตที่มากกว่า 80%

ทั้งนี้ ในปี 2570 อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย จากภาระค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ภายหลังการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในช่วงปลายปี 2569

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...