1 เดือนสงครามอิหร่าน โลกเปลี่ยนไปแค่ไหน หลัง อาลี คาเมเนอี ถูกสังหาร
ผ่านมา 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ปฏิบัติการที่ในช่วงแรก มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศ
โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการสังหาร ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงเปลี่ยนทิศทางของปฏิบัติการทางทหาร แต่ยังสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจของอิหร่านโดยตรง และถูกมองว่าเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
จากความคาดหมายว่าสงครามอาจจบลงในระยะสั้น สถานการณ์กลับยืดเยื้อ และขยายวงออกไป ตลอด 30 วันที่ผ่านมา อิหร่านยังคงตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ความตึงเครียดลุกลามไปยังหลายพื้นที่ในภูมิภาค รวมถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ แต่สะท้อนออกมาในรูปของราคาน้ำมันที่ผันผวน ต้นทุนเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อทิศทางของสถานการณ์ในระยะต่อไป
TODAY สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ว่าสงครามอิหร่านเดินมาถึงจุดไหน และกำลังเปลี่ยนตะวันออกกลาง รวมถึงเศรษฐกิจโลก ไปอย่างไร
วันแรกของสงคราม 28 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเป็นทางการ
นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่กำลังขยายตัวในตะวันออกกลาง
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้น หลังความพยายามเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ประสบผลสำเร็จ โดยในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า ทั้งสองฝ่ายเจรจากันหลายครั้ง แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านการเมืองและความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในมุมของสหรัฐฯ และพันธมิตร อิหร่านถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของภูมิภาค
จากบทบาทในความขัดแย้งหลายพื้นที่ และการสนับสนุนเครือข่ายพันธมิตรในตะวันออกกลาง
เมื่อช่องทางทางการทูตไม่สามารถเดินต่อได้ สถานการณ์จึงขยับเข้าสู่การใช้กำลังทางทหาร
และการโจมตีในวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะที่รุนแรงในช่วงวันถัดมา ที่ค่อยๆ ขยายวงจากเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ไปสู่ความขัดแย้งที่กระทบทั้งภูมิภาค
เกิดอะไรขึ้น หลังการโจมตี
หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง อิหร่านตอบโต้แทบจะทันที ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค ส่งผลให้สถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มตึงเครียดขึ้น
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งขยับไปอีกระดับ คือการเปิดเผยว่า ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหาร
ท่ามกลางการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่วันถัดมา
จากการโจมตีในระยะแรกมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของอิหร่าน ทั้งฐานทัพ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และศูนย์บัญชาการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปฏิบัติการ เพื่อจำกัดขีดความสามารถในการตอบโต้ในระยะสั้น
ปฏิบัติการได้ขยายขอบเขตไปสู่การมุ่งเป้าโจมตีบุคคลสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน ทั้งในระดับการเมืองและการทหาร เพื่อจำกัดศักยภาพในการตัดสินใจและการสั่งการ
หลังจากนั้น การโจมตีและการตอบโต้ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงข้ามในภูมิภาค ขณะที่ความตึงเครียดขยายวงออกไปในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง และเริ่มส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น
สงครามยืดเยื้อ และลุกลามทั้งภูมิภาค
แม้ในช่วงแรกจะมีการประเมินว่า ความขัดแย้งอาจจบลงในระยะสั้น แต่สถานการณ์กลับยืดเยื้อออกไปอย่างต่อเนื่องตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา
การปะทะระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโจมตีโดยตรงระหว่างกัน แต่ขยายไปสู่การตอบโต้ในหลายรูปแบบ ทั้งการยิงขีปนาวุธระยะไกล การใช้โดรนโจมตี และความเคลื่อนไหวทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
หลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้รับผลกระทบ ทั้งกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญของโลก
มีรายงานว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต และ UAE ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย และศูนย์พลังงานขนาดใหญ่ในกาตาร์ได้รับผลกระทบ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งพลังงานในบางพื้นที่
ขณะเดียวกัน ผลกระทบได้ลุกลามไปสู่พื้นที่พลเรือน ทั้งสนามบิน โรงแรม และโครงสร้างพื้นฐานในเมืองสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ พร้อมทั้งสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินทางทางอากาศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง อิสราเอลได้ขยายปฏิบัติการทางทหารไปยังเลบานอน เพื่อโจมตีกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำให้การปะทะตามแนวชายแดนทวีความรุนแรงขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียในวงกว้าง และบีบให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่
เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคู่ขัดแย้งหลัก แต่ขยายตัวออกไปในหลายพื้นที่พร้อมกันทั่วภูมิภาค และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามในระดับที่กว้างขึ้น
สงครามเริ่มกระทบทั้งโลก
เมื่อความขัดแย้งขยายตัวออกไปในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงในภูมิภาคอีกต่อไป แต่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก
หนึ่งในจุดที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ซึ่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้
มีรายงานว่า เรือหลายลำถูกโจมตีในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงเรือสัญชาติไทย ‘มยุรีนารี’ ขณะที่เรือจำนวนมากเริ่มชะลอหรือเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
สถานการณ์นี้ ส่งผลให้การขนส่งพลังงานสะดุด และดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในหลายประเทศ
ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดยังลามไปกระทบการเดินเรือ การบิน รวมถึงห่วงโซ่อุปทานของโลก ซึ่งต้องพึ่งพาเส้นทางผ่านตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความขัดแย้งที่ยังไม่เห็นจุดจบ
แม้หลายฝ่ายยังพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจา แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลงในเร็ววัน
ในขณะที่การโจมตีและการตอบโต้ยังดำเนินต่อเนื่อง ทั้งต่อเป้าหมายทางทหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และแม้แต่พื้นที่พลเรือนในหลายประเทศ
อีกด้านหนึ่ง ภาพของ ‘การเจรจา’ เองก็ยังไม่ชัดเจน โดยฝั่งสหรัฐฯ ระบุว่ามีความคืบหน้า ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่เคยมีการพูดคุยใดๆ เกิดขึ้น
ความไม่สอดคล้องของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย รวมถึงการที่หลายประเทศพยายามเสนอตัวเป็นคนกลาง สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีความพยายามทางการทูต แต่เส้นทางสู่การยุติความขัดแย้งยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สิ่งที่เริ่มชัดขึ้น ไม่ใช่แค่ขอบเขตของสงครามที่ขยายออกไป แต่คือ ‘ลักษณะของเกม’ ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเล่น
สำหรับสหรัฐฯ และอิสราเอล ปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง ศูนย์บัญชาการ และแหล่งพลังงานของอิหร่าน สะท้อนความพยายามลดทอนศักยภาพของอีกฝ่าย เพื่อจำกัดความสามารถในการตอบโต้ในระยะยาว
ขณะที่อิหร่าน ยังคงตอบโต้ผ่านการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงการเคลื่อนไหวที่กระทบเส้นทางพลังงานและการขนส่งสำคัญ ซึ่งสร้างแรงกดดันในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเผชิญหน้าเพื่อ ‘ชัยชนะอย่างเด็ดขาด’ แต่เป็นการยื้อกันในหลายมิติ ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และความมั่นคง เพราะ ‘เป้าหมายสงคราม’ ของแต่ละฝ่ายไม่เหมือนกัน
สำหรับสหรัฐฯ และอิสราเอล นี่คือเกมที่ต้องชนะ ขณะที่อิหร่าน แค่ ‘ไม่แพ้’ ก็อาจเพียงพอ