โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาพรก.กู้เงิน5แสนล้านสู้วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจ หรือแบกหนี้อ่วม!

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาลคอนเฟิร์มแล้ว เตรียมพิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการรองรับวิกฤตต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากเกิดความสับสนว่าจะกู้เงินหรือไม่

สืบเนื่องจากในช่วงสภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง กระทั่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน จากนั้นนักข่าวได้มีการสอบถาม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ในประเด็นทางกฎหมายว่าสามารถทำได้หรือไม่

ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งมาตรา 172 ระบุว่า การออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินการได้เพื่อความมั่นคงและเศรษฐกิจประเทศ

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายยังตอบคำถามนักข่าวถึงเหตุผลที่ต้องเลือกออกเป็น พ.ร.ก.ด้วยว่า เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะการคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อยและมีความตึงตัว ในขณะที่ประเทศต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน จึงต้องมีงบประมาณสำรองเตรียมพร้อมรับมือกรณีฉุกเฉิน

หลังการตอบคำถามสื่อมวลชนกลายเป็นข่าวพาดหัวว่า รัฐบาลเตรียมกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก่อนวันรุ่งขึ้นเกิดดรามาอีกว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการหารือกันในรัฐบาล โดยเฉพาะ ทีมขุนคลัง ยังไม่ทราบเรื่อง กลายเป็นการทำงานข้ามหัวข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังหรือไม่ จนนายปกรณ์ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า ที่ตนเองพูดไปเป็นเพียงการตอบคำถามในข้อกฎหมายตามที่นักข่าวถามเท่านั้น ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินในตอนนี้

ประกอบกับขณะนั้นได้รับการยืนยันจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ที่ยืนยันว่า ยังไม่มีการพูดถึง พ.ร.ก.กู้เงิน และในรัฐบาลยังไม่มีการหารือเรื่องดังกล่าว จนทำสังคมเกิดความสับสนที่คนในรัฐบาลออกมาพูดกันคนละทิศละทาง

ขณะที่หัวหน้ารัฐบาลอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ก็ไม่ตอบในประเด็นดังกล่าว พร้อมโยนให้นักข่าวไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งในช่วงแรกนายเอกนิติอุบตอบคำถามสื่อมวลชน

ซึ่งมีรายงานว่า เป็นเพราะนายเอกนิติมองว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังไม่จำเป็น และนายเอกนิติเองได้มีเงื่อนเรื่องการกลับมาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีรอบที่ 2 นี้ว่าตนเองจะต้องมีความเป็นอิสระในการทำงานด้านการคลังและไม่อยากให้การเมืองแทรก แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมทำตามฝ่ายการเมืองในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารนายอนุทินได้สั่งให้นายเอกนิติ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปศึกษารายละเอียดหากต้องออก พ.ร.ก. รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่นายเอกนิติแสดงความเห็นว่า หากจะออก พ.ร.ก.ก็อยู่ในวิสัยดำเนินการได้ เนื่องจากเกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานที่มีผลกระทบไปทั่วโลก

ต่อมาวันที่ 22 เม.ย. นายเอกนิติออกมายืนยันเองว่า “ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงช่องว่างของปีงบประมาณ 2569 และปี 2570 ในช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่เกินเดือนตุลาคม 2569 โดยการกู้เงินจะยังยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของจีดีพี โดยในส่วนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ราว 4% หรือคิดเป็นวงเงินเกือบ 8 แสนล้านบาท”

ส่วนกู้เงินแล้วจะเอาเงินไปทำอะไรนั้น เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.บรรเทา ลดภาระ และช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยที่แน่ๆ เงินบางส่วนจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะถูกนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (คนละครึ่งพลัส) ด้วย และ 2.ช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้น้ำมันและก๊าซสูงสุดในอาเซียน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 10% ของจีดีพี

เรียกว่ากระจ่างแจ้งกันทุกฝ่าย คาดว่ารัฐบาลมีการวางแผนเรื่องการกู้เงินไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว เพียงแค่รอหยิบมาใช้ ด้วยเหตุปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่บีบให้รัฐต้องมีเงินสำรองในกระเป๋าไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งที่ผ่านมานายกฯ ได้สั่งรัดเข็มขัดการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้ว ทั้งคุมหน่วยงานราชการขอรับงบประมาณเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% ของกรอบงบประมาณเดิม ตัดงบไม่จำเป็นออก เช่น การดูงานต่างประเทศ งดการทำโครงการใหม่ที่ยังไม่จำเป็น เป็นต้น

พร้อมกำหนดให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและที่ยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพันภายในวันที่ 30 เม.ย.2569 หากไม่ทันจะตัดงบส่วนดังกล่าวและดึงคืนมาทั้งหมด ใส่ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ

ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% นั้นยังไม่มีการขยายในตอนนี้แต่อย่างใด พร้อมยืนยันภาครัฐมีแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

ทั้งนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย รวมถึง “พรรคประชาชน” ที่ออกมาเตือนเรื่องแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะทำให้มีดอกเบี้ยต้องจ่ายเพิ่มอีกราว 10,000 ล้านบาทในงบปีหน้า ที่รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นทั้งดอกรวมกว่า 520,000 ล้านบาท และมองว่าเงินชำระหนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ไปจนถึง 640,000 ล้านบาท ในปี 73 ยิ่งกัดกินงบประมาณให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ พร้อมย้ำเตือนรัฐบาลหากกู้แล้วต้องมั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ

จากนี้คงต้องรอลุ้นกันในช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่เกินตุลาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการ พ.ร.ก.กู้เงิน 5แสนล้านบาท ที่คนไทยต้องร่วมกันรับความเสี่ยงจากเงินมหาศาลก้อนนี้ ว่าจะสามารถฉุดเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นคืนมาได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วอาจต้องสูญเปล่า แถมลูกหลานอาจต้องแบกหนี้อ่วมในอนาคต?.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...