บทบาทเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นตัวของตัวเองของคุณบ๊อบ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ ควบคู่ไปกับการเลือกสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดีอย่าง DBS Denla British School
HELLO! Education ร่วมเจาะลึกแนวทางการเลี้ยงดูลูกๆ ของคุณบ๊อบ ณัฐธีร์ และคุณเฮี้ยง-ณัฐสินี โกศลพิศิษฐ์ ที่เน้นการค้นหาตัวตนของลูกแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผ่านประสบการณ์ตรงของครอบครัว ควบคู่ไปกับการเลือกสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดีอย่าง DBSDenla British School ที่พร้อมสนับสนุนศักยภาพเฉพาะบุคคลของเด็ก ๆ
เข้าใจลูกผ่านการเปลี่ยนแปลง
คุณบ๊อบให้ทรรศนะว่า พ่อแม่ในยุคนี้จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ๆ เสียก่อน “พ่อและแม่จะต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เด็กเขามีพัฒนาการอย่างไร เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการของเราตามช่วงวัยของลูกด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อยุคแห่งการเรียนรู้ของเด็กเขาเปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่ก็ต้องเติบโตในด้านการเลี้ยงลูกไปพร้อมกับเด็กไม่ต่างกัน”
3 บทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ในแบบ “คุณบ๊อบ”
คุณบ๊อบได้สรุปบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกไว้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัยที่สำคัญ ดังนี้
1. ช่วงปฐมวัย: บทบาทผู้ปกครอง
ในวัยที่ลูกยังไม่พร้อมตัดสินใจด้วยตนเอง พ่อแม่คือ “ผู้ปกครอง” ที่ต้องทำหน้าที่ให้ทั้งข้อมูล และตัดสินใจแทนลูกไปก่อน เพื่อความปลอดภัยและสร้างพื้นฐานที่ดี
2. ช่วงรอยต่อ: บทบาทผู้ประคับประคอง
เมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้ประคับประคอง” หมายถึง การให้ลูกได้เริ่มตัดสินใจด้วยตนเอง โดยพ่อแม่คอยให้ข้อมูล ให้เหตุผล และแชร์มุมมองต่างๆ
“พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ประคับประคอง ให้ข้อมูล ให้เหตุผล ให้มุมมองของพ่อแม่ แต่ว่าคนตัดสินใจต้องเป็นลูก และให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ตั้งแต่วัยเด็กๆ”
3. ช่วงเติบโต: บทบาทผู้เฝ้ามอง
เมื่อลูกสามารถตัดสินใจและมีตัวตนที่ชัดเจนแล้ว พ่อแม่ก็จะค่อยๆ ลดบทบาทลงมาเป็น “ผู้เฝ้ามอง”
“เมื่อลูกมีความรู้ความชอบในสิ่งต่างๆ เป็นตัวตนของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ค่อยๆ เป็นผู้เฝ้ามองไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลกับลูกอีกต่อไป”
2 สิ่งสำคัญที่อยากปลูกฝังให้ลูก
นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่แล้ว คุณบ๊อบยังมีเป้าหมายชัดเจนในการปลูกฝังคุณค่าให้กับลูกทั้งสี่คน ซึ่งมีหัวใจหลักอยู่ที่การเป็นคนดีและค้นหาตัวตนให้เจอ
“การเป็นคนดีของสังคมเนี่ยแหละครับ ทำอะไรต้องนึกถึงตัวเองด้วย นึกถึงส่วนรวมด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ประโยชน์แต่ส่วนรวมเสียประโยชน์ อันนี้ลูกต้องตัดสินใจดีๆ ว่าแบบไหนควร แบบไหนไม่ควร
อีกด้านหนึ่งที่ชัดเจนเลย คือ ต้องหาความรู้ความถนัดของลูกให้เจอให้ได้ อะไรที่ลูกชอบ อะไรที่ลูกถนัด สิ่งเหล่านี้พ่อแม่จะต้องอยู่เคียงข้างแล้วก็คอยสังเกต แล้วเราต้องรีบส่งเสริมในมุมที่เราเจอ ในสิ่งที่เขาชอบและถนัด ไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่อยากให้เขาเป็น”
เจาะลึกความถนัดของลูกทั้ง 4ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ด้วยความที่ครอบครัวนี้มีลูกถึง 4 คน ทำให้คุณบ๊อบได้เห็นความแตกต่างของเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจน และเป็นบทพิสูจน์ว่าไม่มีเด็กคนไหนที่เหมือนกัน แม้จะเลี้ยงดูมาด้วยวิธีเดียวกันก็ตาม
ณัชชาวีณ์ (ณัชชา) ลูกสาวคนโต จุดเด่นด้านภาษาและการสื่อสาร มีความเป็นตัวของตัวเองสูง สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านเวลาหรือทรัพยากร และสามารถผลักดันงานจนสำเร็จลุล่วงได้ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ณัติวัชร์ (พุฒ) และ ณัติวิชญ์ (พร้อม) ฝาแฝดผู้ชาย แม้จะเป็นฝาแฝดที่เลี้ยงดูมาเหมือนกัน แต่กลับมีตัวตนและความชอบต่างกันโดยสิ้นเชิง
“หลายคนบอกว่าเอ๊ะต้องเหมือนกัน ต้องชอบเหมือนกัน แล้วเราเลี้ยงดูมาเหมือนกันนะครับ… แต่สุดท้ายคาแรคเตอร์และความชอบของเขามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน”
- สิ่งที่เหมือน: เขาสองคนชอบดนตรีและมิวสิคัลเหมือนกัน
- ความชอบที่ต่างกัน ‘พร้อม’ จะมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และการเรียน ในขณะที่ ‘พุฒ’ จะชอบด้านเอนเตอร์เทนและกิจกรรมที่ผ่อนคลายมากกว่า
คุณบ๊อบเล่าถึงการรับมือกับความแตกต่างของ ‘พุฒ’ ว่า “ผมยังถามเขาเลยว่า พุฒผลการเรียนเทอมนี้เป็นยังไงบ้าง เขาก็บอกอ๋อก็มี A มี B และก็มี C ด้วยนะ ผมก็ถามว่า แล้วลูกโอเคไหม เขาก็บอกว่าเขาโอเคนะ แล้วปะป๊าโอเคไหมได้เกรดแบบนี้ 2 กว่าๆ ผมบอกว่าถ้าพุฒโอเค ปะป๊าก็ต้องโอเคสิ”
คนเล็กคนนี้แสบหน่อยนะครับ (หัวเราะ) จุดเด่นของเภาคือทางด้านกายภาพและการกีฬา ร่างกายเขาเหมาะกับการขับเคลื่อนด้านนี้มาก การเรียนจะอยู่ระดับกลาง ๆ ไม่โดดเด่นมาก ไม่ได้แย่ เพราะเขาทุ่มเทเวลาไปกับกิจกรรมต่าง ๆ เยอะหน่อย
DBS Denla British School กับบทบาทสำคัญในการค้นหาศักยภาพเฉพาะตนของลูกชายทั้งสาม
การเลือกโรงเรียน DBS Denla British School ให้ลูกๆ นั้น คุณบ๊อบมองว่าเป็นมากกว่าสถานที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ค้นพบความชอบและศักยภาพของตนเอง
สิ่งที่ผมชอบคือโรงเรียนไม่ได้โฟกัสแค่การเรียนอย่างเดียว แต่พยายาม ส่งเสริมให้เด็กค้นหาตัวเองให้เจอ เขาเปิดกว้างในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้เห็นคาแรกเตอร์ของตัวเอง ถือว่าโรงเรียนทำหน้าที่ช่วยสำรวจและค้นหาศักยภาพให้กับลูกของเรา ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก
พลังแห่งความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน
สิ่งที่คุณบ๊อบประทับใจอีกอย่างคือการเปิดกว้างให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมกับโรงเรียนอย่างแท้จริง
“ที่DBS ส่งเสริมให้พ่อแม่มีส่วนร่วมกับโรงเรียน ในด้านสิ่งที่พ่อแม่สนอกสนใจเขาจะมีสอบถามอยู่ตลอดเวลาเลย ว่าคุณพ่อคุณแม่อยากจะให้โรงเรียนพัฒนาในจุดไหนอีกบ้าง เวลาที่เขาจะออกนโยบายอะไรมา เขาจะเชิญผู้ปกครองเข้ามาร่วมพูดคุยกัน”
ซึ่งคุณบ๊อบมองว่า โรงเรียนไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยค้นหาความถนัดของเด็กๆ
“พ่อแม่อาจจะไม่ได้มีเวลาและไม่ได้มีประสบการณ์ด้านการศึกษามากนัก แต่เมื่อโรงเรียนนำพาทางด้านนี้ และพ่อแม่ก็ส่งเสริมสนับสนุนเพิ่มเติมไปด้วยกัน จะยิ่งช่วยพัฒนาศักยภาพของลูกๆ เราได้ดียิ่งขึ้น ผมว่าเราต้องทำงานร่วมกัน
การที่รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันนี่เป็นจุดเด่นของโรงเรียนนี้เลย ยกตัวอย่างนะครับ จริง ๆ โรงเรียนเขามีเป้าหมายของเขาอยู่แล้วว่าต้องการจะพัฒนาไปในทิศทางไหน แต่เขาก็จะมาถามผู้ปกครองว่า แผนพัฒนานี้ ทุกท่านโอเคไหมครับ? ท่านสนใจและอยากมีส่วนร่วมด้วยหรือเปล่า? การเปิดโอกาสให้รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันแบบนี้ ผมว่านี่คือจุดเด่นที่ชัดเจนมาก ๆ ของโรงเรียนนี้เลย” คุณบ๊อบทิ้งท้ายถึงความประทับใจที่มีต่อโรงเรียนนานาชาติ DBS Denla British School
หัวใจสำคัญของการเลี้ยงลูกในยุคนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การหาโรงเรียนดี ๆ ให้ลูก แต่คือการปรับบทบาทของพ่อแม่ให้ทันต่อการเติบโตของลูก เปิดใจเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา และทำงานร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อค้นหาและเติมเต็มศักยภาพเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคนให้ได้มากที่สุด เช่นเดียวกับที่คุณบ๊อบได้ทำกับลูก ๆ ทั้งสี่คนของตน