โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกนัฏหั่นค่าการกลั่นอีกรอบ เป้า 5 บาท/ลิตรหลังสงกรานต์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

“เอกนัฏ” โชว์ผลงานทันทีหลังนั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน เรียก 6 โรงกลั่นคุย หั่นค่าการกลั่นรอบแรก 2 บาทต่อลิตร ลั่นมีรอบ 2 ลดอีกทีหลังสงกรานต์ อาจได้ถึง 5 บาทต่อลิตร โยกเพิ่มกองทุนน้ำมันฯ ลดภาระหนี้ ขณะที่ทีดีอาร์ไอหนุนสุดตัว กำหนดเพดานค่าการกลั่น ขณะที่ “บางจาก” ยันให้ความร่วมมือเต็มที่ ส่วน SPRC รีบแจงข่าวลือ ไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ

จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางสู่เอเชีย ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากฝั่งตะวันออกกลางจำนวนมาก เมื่อดีมานด์และซัพพลายเกิดความผิดปกติ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา มีกรณีการกักตุน ราคาขายน้ำมันเชื้อเพลิงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าโรงกลั่นมีการคิดค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ

เป็นที่มาของกรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทันทีที่เข้ากระทรวงวันแรก ได้มีการเรียกกลุ่มโรงกลั่นในประเทศทั้ง 6 ราย เข้าหารือเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เพื่อกำหนดกลไกหน้าโรงกลั่น เนื่องจากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อประชาชน

ผลการหารือ ปรากฏว่ามีการลดราคาหน้าโรงกลั่นลงลิตรละ 2 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับน้ำมัน B7 และ B20 หรือกลุ่มน้ำมันดีเซล ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลหน้าปั๊มลดลงได้ถึง 2.14 บาท/ลิตร ซึ่งมีผลไปตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

เปิดไส้ใน 6 โรงกลั่น

จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยมีโรงกลั่นจำนวนเพียง 6 แห่ง ประกอบด้วย 1. บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP อยู่ในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท เติบโตขึ้น 46% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 9,959 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น จากอุปทานน้ำมันตึงตัวโดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป กำไรจากสต๊อกน้ำมัน กำไรขั้นต้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้น และความสำเร็จจากการซื้อคืนหุ้นกู้ต่างประเทศ

2. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC อยู่ในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นทั้งโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมี โดยปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) เป็นหลัก แม้จะมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market GRM) อยู่ที่ 14,505 ล้านบาท รายได้จากการขายสุทธิอยู่ที่ 232,671 ล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากปิโตรเคมีที่ยังเป็นขาลง

3. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อยู่ในกลุ่ม ปตท. ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจร ปี 2568 มีผลขาดทุนสุทธิ 14,600.39 ล้านบาท ขาดทุนลดลง 51% ผลจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะกลุ่มอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์ที่ยังคงอยู่ในช่วงขาลง

4. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery และ High Value Specialty Products Refinery ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ที่ทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน

5. บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC อยู่ในเครือบางจากเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery ซึ่งจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิ 343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,349 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขาดทุน ผลจากโรงกลั่นศรีราชาทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์

6. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC อยู่ในกลุ่มเชฟรอน สัญชาติอเมริกัน เป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และยังเป็นเจ้าของแบรนด์ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ในประเทศไทย ปี 2568มีกำไรสุทธิประมาณ 2,700-2,800 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยค่าการกลั่น (GRM) ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่อยู่ที่ 10.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการเพิ่มมูลค่าองค์กร (Enterprise Value Capture) จากการบริหารจัดการธุรกิจ

ทั้ง 6 โรงกลั่นมีกำลังผลิตรวมกว่า 175 ล้านลิตร/วัน แม้น้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ โดยมีสำรองน้ำมันอยู่ที่ 108 วัน แต่ได้ถูกเพ่งเล็งไปเรื่องของกำไรส่วนเกิน ค่าการกลั่น

เอกนัฏเล็งเก็บส่วนเกิน 5 บาท

ด้านนายเอกนัฏกล่าวว่า สูตรการคิดราคาน้ำมันที่เห็นว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูง เพราะรัฐบาลปล่อยลอยตัวให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลก บวกกับภาษี ทำให้ราคาหน้าปั๊มสูงอย่างมาก ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เข้ามาแบกรับภาระไว้ค่อนข้างมาก การชดเชยในแต่ละวันที่สูงทำให้จนถึงขณะนี้สถานะกองทุนฯ ติดลบราว 54,000 ล้านบาท การหากลไกเพื่อมาแก้วิกฤตครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของ พ.ร.ก.ฯ มาช่วยกำหนดค่าการกลั่นใหม่

สำหรับค่าการกลั่นที่ในช่วงเวลาปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาท และพบว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาท และขณะนี้ (7 เมษายน 2569) สูงไปจนถึง 17 บาท ดังนั้น ตัวเลขต้นทุน ปริมาณการขาย ราคาที่ขายไปนั้นสูงกว่าปกติเท่าไรของเดือนเมษายน จะต้องถูกดึงมาคำนวณใหม่เรียกกำไรส่วนเกินกลับคืนมา หรือจะไปลดค่าการกลั่นลงอีกให้ได้ ซึ่งอาจจะได้สูงถึง 5 บาท เป็นแนวทางที่ได้เร็วที่สุดและเพื่อไม่ให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกภาระในการนำมาชดเชยมากไปกว่านี้

นายเอกนัฏกล่าวว่า ในรอบแรกจะลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทก่อน และในรอบ 2 อาจต้องพิจารณาในทุกๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อดึงเอาตัวเลขอย่างปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เมษายนนี้ มาดูว่าจะสามารถลดได้อีกเท่าไร คาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายนนี้ อาจลดได้ถึง 3-4 บาท หรืออาจสูงได้ถึง 5 บาท/ลิตร และเอาไปเพิ่มในกองทุนน้ำมันเพื่อสร้างเสถียรภาพกองทุนฯ

บางจาก-SPRCให้ความร่วมมือ

ในการประชุมระหว่างนายเอกนัฏกับโรงกลั่นทั้ง 6 รายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ปรากฏว่า บางจากและ SPRC ไม่ได้มาร่วมประชุม โดยนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวว่า บางจากไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ได้ชี้แจงต่อนายเอกนัฏแล้วว่า บางจากยืนยันที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในทุกเรื่องอย่างเต็มที่

“การปรับการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล 2 บาทต่อลิตรนั้น หากเป็นมาตรการระยะสั้นที่ต้องการให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก เหมือนกับกองทุนน้ำมันฯ มองว่าไม่ใช่การบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายปี 2516 และหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีอีกเลย เพราะเรามีระบบและกลไกต่าง ๆ ที่ดีอยู่แล้ว ทำให้ไทยอยู่รอดมาตลอด 40 ปีและมีกองทุนน้ำมันฯ เข้าประคองราคาไม่ให้สูงเกินไปจนประชาชนตกใจ”

ขณะที่บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ยืนยันว่า บริษัทให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล และยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

ทีดีอาร์ไอหนุนคุมเพดานค่ากลั่น

ในขณะที่ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดทำข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทยต่อรัฐบาล ว่า รัฐบาลควรมียุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น 1 ปี ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว 1-5 ปี ต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ด้วยการลดผลกระทบประชาชนด้วยการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย ไม่ว่าจะเรื่องน้ำมันหรือค่าไฟ

ส่วนการควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส ต้องกำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน

ขณะเดียวกันต้องทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation) ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า นอกจากนั้นต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม อย่างการสนับสนุนเรื่องการใช้รถไฟฟ้า EV

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกนัฏหั่นค่าการกลั่นอีกรอบ เป้า 5 บาท/ลิตรหลังสงกรานต์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...