ป.ป.ช. เร่งแก้กฎหมายต้านทุจริต คุมเข้มสินบนข้ามชาติ-นิติบุคคล รับมาตรฐาน OECD
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกเต็มตัวภายในปี 2573
ทั้งนี้ ไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงสมัครเป็นสมาชิก OECD อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งมอบหนังสือแสดงเจตนารมณ์เพื่อเริ่มกระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศให้แก่รองเลขาธิการ OECD แล้ว
ชำแหละจุดอ่อนกฎหมายไทย
จากรายงานการประเมินกรอบกฎหมายและนโยบายของประเทศไทยที่ OECD จัดทำขึ้น พบว่ากฎหมายต้านทุจริตของไทยยังมีช่องโหว่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
หนึ่ง ความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ
สอง ความรับผิดของนิติบุคคลในคดีสินบนข้ามชาติ
สาม การห้ามนำสินบนมาหักลดหย่อนภาษีอย่างชัดเจน
สำหรับประเด็นที่ ป.ป.ช. รับผิดชอบโดยตรงคือการแก้ไขมาตรา 176 ของ พ.ร.ป. ดังกล่าว ซึ่งครอบคลุม 2 เรื่องหลัก คือ การขยายขอบเขตความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศให้ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น และการปรับปรุงหลักเกณฑ์ความรับผิดของนิติบุคคล
ขยายนิยามคุมเข้มสินบนข้ามชาติ
ในด้านความผิดฐานให้สินบน มีแนวทางแก้ไขสำคัญหลายประการ อาทิ การขยายความให้ครอบคลุมการให้สินบนผ่านคนกลาง การให้สินบนแก่บุคคลที่สาม รวมถึงการให้สินบนเพื่อให้เจ้าหน้าที่กระทำหรืองดเว้นกระทำการ ไม่ว่าจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม พร้อมทั้งปรับปรุงนิยามคำสำคัญต่าง ๆ เช่น "ผู้ใด" "ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด" และ "องค์การระหว่างประเทศ"
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดตัดองค์ประกอบความผิดในส่วนที่ว่า "เพื่อประวิงการกระทำ" ออก เนื่องจากในทางปฏิบัติการให้สินบนมักมุ่งเร่งรัดการดำเนินการมากกว่าประวิงเวลา รวมถึงกำหนดให้การสมคบกันให้สินบนเป็นความผิดด้วย และปรับโทษจำคุกและโทษปรับให้ได้สัดส่วนกับโทษที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยพึงได้รับ
คุมเข้มความรับผิดนิติบุคคล ปิดช่องหนีคดีผ่านควบรวมกิจการ
ในส่วนความรับผิดของนิติบุคคล มีประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไข ได้แก่ การกำหนดให้ชัดว่านิติบุคคลมีความรับผิดแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวการถูกฟ้องหรือพิพากษาลงโทษก่อน รวมทั้งปิดช่องว่างกรณีที่นิติบุคคลพยายามหลุดพ้นความรับผิดด้วยการปรับโครงสร้าง ควบรวม หรือถูกซื้อกิจการ
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดเพิ่มเติม กล่าวคือ นอกจากการมีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมแล้ว นิติบุคคลยังต้องแสดงให้เห็นว่ามีการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพจริงด้วย พร้อมทั้งพิจารณาอายุความที่เหมาะสมในการดำเนินคดีกับนิติบุคคลด้วย
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชนที่ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของไทยให้เทียบเท่าสากล เสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ และสนับสนุนการก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์ในอีก 7 ปีข้างหน้า