หยุดสูญเสีย‘เด็ก’ทุกฤดูร้อน ทักษะเอาตัวรอด‘จมน้ำ’จำเป็น
จากข้อมูลตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำสูงสุด ห้วงเดือนมี.ค.-พ.ค. พิกัดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง รองลง ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทะเล รวมถึงสระว่ายน้ำ
ขณะข้อมูลการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ของกองยุทธศาสตร์และแผนงานสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระยะ 10 ปี (ปี 59-68) ในเดือนเม.ย.ของทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 334 ราย หรือวันละ 11 ราย แต่หากเจาะเฉพาะช่วงสงกรานต์มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 15 ราย หรือสูงกว่าปกติ 1.5 เท่า ส่วนใหญ่สาเหตุมาจาการเล่นน้ำมากสุด
ตามข้อมูลระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ(Drowning Report) ของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค เฉพาะเดือนมี.ค. มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำ 28 ราย ใน 22 เหตุการณ์ กลุ่มอายุ 5-9 ปี เสียชีวิตสูงสุด 13 ราย รองมาเป็นกลุ่มอายุ 10-14 ปี เสียชีวิต 11 ราย
เพศชายเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า แหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเกิดเหตุมากที่สุดถึง 18 เหตุการณ์ เสียชีวิต 24 ราย สาเหตุหลักเกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 75.8 รองลงมาคือ พลัดตกลื่น ร้อยละ 18.2
ขณะเกิดเหตุพบเด็กอยู่กับเพื่อนมากที่สุด ร้อยละ 57.6 อยู่กับผู้ปกครองมากถึงร้อยละ 33.3 นอกจากนี้ ยังพบเด็กจมน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานสูงถึง 5 เหตุการณ์ เสียชีวิต 1 ราย
การจมน้ำแม้เป็นอุบัติเหตุ แต่เป็นอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะทักษะการว่ายน้ำ“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสพูดคุยหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทผลักดันทักษะว่ายน้ำในเด็กมาอย่างต่อเนื่อง อย่างกองบังคับการตำรวจน้ำ(บก.รน.) มีโครงการที่รู้จักคุ้นเคยกันในชื่อ“ตำรวจน้ำ สอนน้องว่ายน้ำ” ที่ร่วมกับภาคประชาชน และหน่วยงานสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงและวิธีป้องกันการจมน้ำที่ถูกต้อง
เริ่มตั้งแต่สอนทักษะว่ายน้ำเพื่อเอาตัวรอด วิธีช่วยคนตกน้ำ ตลอดจนการช่วยฟื้นคืนชีพ(CPR)…
พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผบก.รน. สะท้อนอุบัติเหตุจากการเล่นน้ำช่วงปิดภาคเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตเด็กไทย ทั้งที่สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ความระมัดระวัง สิ่งที่ตำรวจน้ำขับเคลื่อนคือรูปแบบการสอนว่ายน้ำให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่างๆไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยมอบหมายให้แต่ละสถานีตำรวจน้ำและกองกำกับการประสานผู้นำชุมชนและผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อสอนทักษะการเอาตัวรอด
กลุ่มเป้าหมายหลักจะเน้นไปในพื้นที่ชนบทที่มักมีเด็กไปเล่นน้ำตามคลอง หรือหนองน้ำ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กในเมืองที่เล่นน้ำในสระน้ำที่มีคนดูแล นอกจากนี้ ยังขยายโอกาสสอน“เด็กพิเศษ” กลุ่มออทิสติกและดาวน์ซินโดรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยในการดูแลเด็ก
หลักสูตรการป้องกันอุบัติเหตุเหตุจากการจมน้ำของเด็ก มีหลายทักษะสำคัญ ประกอบด้วย การฝึกลอยตัว อุปกรณ์การช่วยชีวิต การใช้งานอุปกรณ์ สาธิตการเอาตัวรอดเมื่อตกน้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ผบก.รน. ย้ำถึงข้อควรระวังในการช่วยเหลือคนตกน้ำหรือจมน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยทันที แต่ใช้วิธีที่ปลอดภัย คือ
1.ตะโกน ขอความช่วยเหลือคนที่อยู่แถวบริเวณที่เกิดเหตุ 2.โยน อุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ (ห่วงชูชีพ , ถังแกลลอน , ถังพลาสติกเปล่า) ให้เกาะลอยน้ำ 3.ยื่นอุปกรณ์ เช่น ไม้ เชือก เสื้อ เข็มขัด ให้จับและดึงขึ้นจากน้ำ
ทั้งนี้ เมื่อช่วยคนจมน้ำขึ้นมาแล้ว ห้ามอุ้มพาดบ่าหรือกระแทกเอาน้ำออก เพราะเป็นวิธีการช่วยเหลือที่“ผิด” และจะทำให้ขาดอากาศหายใจนานขึ้น หากพบว่าไม่หายใจ ให้รีบทำ CPR และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพทันที
ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเหลือตัวเอง แต่ยังเป็นทักษะพื้นที่ฐานที่อาจมีส่วนช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นด้วย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน