โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

หยุดสูญเสีย‘เด็ก’ทุกฤดูร้อน ทักษะเอาตัวรอด‘จมน้ำ’จำเป็น

เดลินิวส์

อัพเดต 11 เมษายน 2569 เวลา 17.20 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทุกปี”ประเทศไทยสูญเสียต้นทุนทรัพยากรบุคคลจากเหตุเด็กเสียชีวิตจากสาเหตุการ“จมน้ำ”เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ตรงกับการปิดภาคเรียน

จากข้อมูลตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำสูงสุด ห้วงเดือนมี.ค.-พ.ค. พิกัดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง รองลง ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทะเล รวมถึงสระว่ายน้ำ

ขณะข้อมูลการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ของกองยุทธศาสตร์และแผนงานสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระยะ 10 ปี (ปี 59-68) ในเดือนเม.ย.ของทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 334 ราย หรือวันละ 11 ราย แต่หากเจาะเฉพาะช่วงสงกรานต์มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 15 ราย หรือสูงกว่าปกติ 1.5 เท่า ส่วนใหญ่สาเหตุมาจาการเล่นน้ำมากสุด

ตามข้อมูลระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ(Drowning Report) ของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค เฉพาะเดือนมี.ค. มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำ 28 ราย ใน 22 เหตุการณ์ กลุ่มอายุ 5-9 ปี เสียชีวิตสูงสุด 13 ราย รองมาเป็นกลุ่มอายุ 10-14 ปี เสียชีวิต 11 ราย

เพศชายเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า แหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเกิดเหตุมากที่สุดถึง 18 เหตุการณ์ เสียชีวิต 24 ราย สาเหตุหลักเกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 75.8 รองลงมาคือ พลัดตกลื่น ร้อยละ 18.2

ขณะเกิดเหตุพบเด็กอยู่กับเพื่อนมากที่สุด ร้อยละ 57.6 อยู่กับผู้ปกครองมากถึงร้อยละ 33.3 นอกจากนี้ ยังพบเด็กจมน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานสูงถึง 5 เหตุการณ์ เสียชีวิต 1 ราย

การจมน้ำแม้เป็นอุบัติเหตุ แต่เป็นอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะทักษะการว่ายน้ำ“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสพูดคุยหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทผลักดันทักษะว่ายน้ำในเด็กมาอย่างต่อเนื่อง อย่างกองบังคับการตำรวจน้ำ(บก.รน.) มีโครงการที่รู้จักคุ้นเคยกันในชื่อ“ตำรวจน้ำ สอนน้องว่ายน้ำ” ที่ร่วมกับภาคประชาชน และหน่วยงานสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงและวิธีป้องกันการจมน้ำที่ถูกต้อง

เริ่มตั้งแต่สอนทักษะว่ายน้ำเพื่อเอาตัวรอด วิธีช่วยคนตกน้ำ ตลอดจนการช่วยฟื้นคืนชีพ(CPR)…

พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผบก.รน. สะท้อนอุบัติเหตุจากการเล่นน้ำช่วงปิดภาคเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตเด็กไทย ทั้งที่สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ความระมัดระวัง สิ่งที่ตำรวจน้ำขับเคลื่อนคือรูปแบบการสอนว่ายน้ำให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่างๆไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยมอบหมายให้แต่ละสถานีตำรวจน้ำและกองกำกับการประสานผู้นำชุมชนและผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อสอนทักษะการเอาตัวรอด

กลุ่มเป้าหมายหลักจะเน้นไปในพื้นที่ชนบทที่มักมีเด็กไปเล่นน้ำตามคลอง หรือหนองน้ำ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กในเมืองที่เล่นน้ำในสระน้ำที่มีคนดูแล นอกจากนี้ ยังขยายโอกาสสอน“เด็กพิเศษ” กลุ่มออทิสติกและดาวน์ซินโดรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยในการดูแลเด็ก

หลักสูตรการป้องกันอุบัติเหตุเหตุจากการจมน้ำของเด็ก มีหลายทักษะสำคัญ ประกอบด้วย การฝึกลอยตัว อุปกรณ์การช่วยชีวิต การใช้งานอุปกรณ์ สาธิตการเอาตัวรอดเมื่อตกน้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ผบก.รน. ย้ำถึงข้อควรระวังในการช่วยเหลือคนตกน้ำหรือจมน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยทันที แต่ใช้วิธีที่ปลอดภัย คือ

1.ตะโกน ขอความช่วยเหลือคนที่อยู่แถวบริเวณที่เกิดเหตุ 2.โยน อุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ (ห่วงชูชีพ , ถังแกลลอน , ถังพลาสติกเปล่า) ให้เกาะลอยน้ำ 3.ยื่นอุปกรณ์ เช่น ไม้ เชือก เสื้อ เข็มขัด ให้จับและดึงขึ้นจากน้ำ

ทั้งนี้ เมื่อช่วยคนจมน้ำขึ้นมาแล้ว ห้ามอุ้มพาดบ่าหรือกระแทกเอาน้ำออก เพราะเป็นวิธีการช่วยเหลือที่“ผิด” และจะทำให้ขาดอากาศหายใจนานขึ้น หากพบว่าไม่หายใจ ให้รีบทำ CPR และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพทันที

ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเหลือตัวเอง แต่ยังเป็นทักษะพื้นที่ฐานที่อาจมีส่วนช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นด้วย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...