‘ครึ่งก้าว’ ที่ไกลกว่าเดิม ของ ‘โอม ค็อกเทล’ โมเดลธุรกิจดนตรีทำเงินทั้งระบบมีอยู่จริง
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า โอม ค็อกเทล หรือ ‘ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ศิลปินและผู้บริหารค่ายเพลงดัง สิ้นสุดสัญญาการบริหารค่าย Gene Lab ภายใต้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ก่อนออกมาอัปเดตว่าเตรียมเปิดบริษัทบริหารค่ายเพลงของตัวเองในชื่อ “ครึ่งก้าว”
ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจในแวดวงธุรกิจดนตรี เมื่อ ‘โอม ค็อกเทล’ เปิดตัวบริษัทใหม่ “ครึ่งก้าว Group” อย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจคือ ครั้งนี้เขาประกาศโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนว่าอยากเข้ามา ‘รีเซ็ต’ วิธีคิดของอุตสาหกรรมเพลงไทย จากระบบค่ายเพลงแบบดั้งเดิม ไปสู่โมเดลที่ให้ความสำคัญกับ “ความยุติธรรม” ระหว่างศิลปิน คนเบื้องหลัง และผู้ลงทุนมากขึ้น
สำหรับชื่อของ “ครึ่งก้าว” โอม ค็อกเทล กล่าวว่า การล่วงหน้าแค่ครึ่งก้าว ดูไม่มากไม่น้อย แต่ยังนำอยู่ข้างหน้าเสมอ
TODAY Bizview ชวนถอดโมเดลธุรกิจเพลง ฉบับคนที่ผ่านมาทั้งบทบาทศิลปินและผู้บริหาร ว่ารายได้จะถูกออกแบบอย่างไรในวงจรธุรกิจดนตรียุคใหม่
- เปลี่ยนจากถือครองลิขสิทธิ์เป็นบริหารสิทธิ์
โดยปกติแล้วโมเดลเดิมของค่ายเพลงจำนวนมากคือค่ายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานเกือบทั้งหมด เพื่อควบคุมการสร้างรายได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสตรีมมิง ลิขสิทธิ์เผยแพร่ โฆษณา หรือการนำเพลงไปใช้เชิงพาณิชย์
แต่โมเดลของครึ่งก้าวเลือกอีกทาง คือให้ “เจ้าของงาน” เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตั้งแต่ต้น โดยค่ายทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสิทธิ์แทนในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อดึงรายได้จากทุกช่องทางและนำกลับมาคืนทุน พูดง่ายๆ คือ ค่ายไม่ได้หาเงินจากการ “ถือครองทรัพย์สิน” แต่หาเงินจาก “ค่าบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา”
“เราเคยเป็น Player มาก่อน อะไรที่เราเคยรู้สึกขัดข้องในเวลานั้น พอเราออกมาทำ ก็อยากทำให้มันไม่มีปัญหา” โอม ค็อกเทล กล่าวช่วงสัมภาษณ์
- รายได้ค่ายอยู่ที่ช่วง Recovery Period
หัวใจของโมเดลนี้คือช่วง Recovery Period หรือช่วงคืนทุน ในช่วงแรก ค่ายจะลงทุนให้ทั้งค่าผลิตเพลง โปรดักชัน มิวสิกวิดีโอ การตลาด ทีมงาน และระบบหลังบ้าน จากนั้นรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาหักคืนต้นทุนก่อน
รายได้ในช่วงนี้มาจากหลายทาง เช่น
- Streaming Revenue (Spotify, YouTube, Apple Music)
[* Performance Revenue \(เล่นสด/คอนเสิร์ต\) , * Sync Licensing \(เพลงประกอบโฆษณา หนัง ซีรีส์\) , * Publishing Revenue \(ค่าลิขสิทธิ์แต่งเพลง\) ]
และเมื่อถึงจุดคุ้มทุนแล้ว โครงสร้างสิทธิ์จะเปิดให้ศิลปินเลือกต่อได้ นี่ทำให้ค่ายต้องเร่งสร้างรายได้ให้ผลงานโตเร็ว เพราะยิ่งคืนทุนเร็ว ค่ายก็ยิ่งพิสูจน์คุณค่าตัวเองเร็ว
- ใช้บริการ รักษาศิลปิน แทนสัญญาผูกมัด
โมเดลนี้น่าสนใจตรงที่หลังคุ้มทุน ศิลปินมีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครบริหารสิทธิ์ต่อ แปลว่า retention ของค่ายจะไม่ได้อยู่ที่สัญญาระยะยาว แต่อยู่ที่คุณภาพการดูแล ถ้าดูแลดี หาโอกาสได้ดี โปร่งใส และทำเงินได้จริง ศิลปินก็มีแรงจูงใจจะอยู่ต่อเอง นี่ทำให้ “ความสัมพันธ์” กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญทางธุรกิจ
- กระจายรายได้ถึงคนเบื้องหลังมากขึ้น
อีกจุดที่ ‘โอม ค็อกเทล’ พยายามแก้คือการกระจายรายได้ไปถึง ecosystem ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ศิลปินหน้าเวที ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ คนเขียนเพลง ผู้เรียบเรียง หรือทีมสร้างสรรค์อื่นๆ จะถูกวางอยู่ในระบบแบ่งรายได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ในเชิงธุรกิจ นี่คือการทำให้ supply chain ของเพลงแข็งแรงขึ้น เพราะคนเบื้องหลังมีแรงจูงใจสร้างงานคุณภาพต่อเนื่อง
- โตแบบ Entertainment Ecosystem
สำหรับ “ครึ่งก้าว” ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ “ค่ายเพลง” แต่เป็น Entertainment Group นั่นหมายถึงรายได้ในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดแค่เพลง แต่รวมถึง live event, artist management, brand partnership, content production และ intellectual property monetization รูปแบบอื่นๆ
พูดอีกแบบคือ เพลงอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่รายได้จริงอาจขยายไปได้ไกลกว่านั้น
ถ้ามองในภาพใหญ่ โมเดลของครึ่งก้าวคือการเปลี่ยนธุรกิจเพลงจากระบบ “เจ้าของควบคุม” ไปสู่ระบบ “พาร์ทเนอร์ร่วมโต” ซึ่งถ้าทำได้จริง อาจเป็นหนึ่งในโมเดลใหม่ที่เขย่าวิธีคิดของวงการเพลงไทยในระยะยาว
เพราะสุดท้าย ธุรกิจเพลงยุคนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ปั้นเพลงฮิต แต่แข่งกันว่าใครออกแบบระบบที่ทำให้คนอยากอยู่ด้วยได้นานที่สุด
- กระจายพอร์ตผ่าน 4 ค่ายเพลง ลดความเสี่ยง-ขยายฐานรายได้
อีกจุดที่ทำให้โมเดลของ “ครึ่งเก้า GROUP” น่าสนใจ คือการไม่ได้ทำธุรกิจแบบค่ายเดียว แต่แตกออกเป็น 4 ค่ายย่อย เพื่อจับตลาดคนฟังที่หลากหลายขึ้น
ฝั่งแมสมี BRIDGE ภายใต้การดูแลของ ‘ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ที่รวมศิลปินกระแสหลักอย่าง Three Man Down, Tilly Birds และ Flure ซึ่งมีศักยภาพสร้างรายได้จากสตรีมมิง คอนเสิร์ต และแบรนด์พาร์ตเนอร์ชิปสูง
ฝั่งเพลงไทยและลูกทุ่งคือ MACHg ที่มี ‘ก้อง ห้วยไร่’ เป็นแกนนำ โมเดลนี้เปิดทางไปสู่ตลาดภูมิภาค งานโชว์สด และฐานแฟนเพลงขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดที่ยังแข็งแรงมากในไทย
ฝั่ง alternative และอินดี้อยู่ที่ 9 Arkkhan นำโดย ‘อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี’ และมี TaitosmitH เป็นหัวหอก ซึ่งตอบโจทย์ตลาดแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มที่มี loyalty สูงและพร้อมสนับสนุนทั้ง merchandise และ live performance
ส่วน Ennead เป็นโมเดลที่ขยายจากเพลงไปสู่ Entertainment Ecosystem ผ่านความร่วมมือกับ BeOnCloud เพื่อปั้นศิลปินให้โตข้ามไปสู่งานแสดง ซีรีส์ ภาพยนตร์ และคอนเทนต์รูปแบบอื่น
ถ้ามองในเชิงธุรกิจ การมีหลายค่ายภายใต้บริษัทเดียว เท่ากับเป็นการกระจายความเสี่ยงของรายได้ เพราะแต่ละค่ายจับคนละตลาด ใช้คนละโมเดลสร้างเงิน และช่วยให้รายได้ของกลุ่มไม่ผูกกับเพลงฮิตหรือศิลปินรายใดรายหนึ่งมากเกินไป
สุดท้าย โมเดลของครึ่งเก้า GROUP จึงไม่ได้เป็นแค่ “ค่ายเพลง” แต่กำลังวางตัวเองเป็น Holding Company ด้านบันเทิง ที่มีทั้งรายได้จากเพลง ลิขสิทธิ์ คอนเสิร์ต การบริหารศิลปิน และการต่อยอด IP ไปสู่ธุรกิจบันเทิงรูปแบบอื่น ซึ่งอาจเป็นภาพใหม่ของธุรกิจเพลงไทยในยุคที่การเป็นแค่ผู้ผลิตเพลงอาจไม่พออีกต่อไป
“พวกเราทำธุรกิจแบบที่สามารถทำงานได้กับทุกคนและทุกค่าย อยากให้วงการบันเทิงเปิดกว้างต่อกันและกัน” โอม ค็อกเทลสรุปสั้นๆ แต่เห็นถึงความหวังที่มีต่ออุตสาหกรรมธุรกิจดนตรีไทย