โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Mayday ที่ไม่ใช่วันแรงงาน! เปิดที่มา สัญญาณขอความช่วยเหลือบนเครื่องบิน ที่มา ?

SpringNews

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อ May Day ไม่ใช่การฉลองวันหยุด แต่มันคือลุ้นเอาชีวิตรอด

"เมย์เดย์, เมย์เดย์, เมย์เดย์!" นี่คือประโยคที่เราอาจจะคุ้นเคยจากในภาพยนตร์ ประโยคนี้มันมี ความเป็นความตายที่กัปตันและนักบินทุกคนทั่วโลกหวาดกลัวที่สุดที่จะต้องเอ่ยปากพูดออกมาในสถานการณ์จริง

ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังพักผ่อนและเพลิดเพลินกับวันหยุดยาวช่วงสุดสัปดาห์เนื่องในวันแรงงานสากล หรือที่คนในโลกฝั่งตะวันตก เรียกกันคุ้นปากว่า "May Day" (May Day Bank Holiday) มันกลับมีอีกหนึ่งความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำๆนี้

ในอีกมุมหนึ่งของโลก โดยเฉพาะบนน่านฟ้า "Mayday" ไม่ได้หมายถึงการเฉลิมฉลองของชนชั้นแรงงานแต่อย่างใด

แต่มันคือ "การร้องขอความช่วยเหลือขั้นสูงสุด" เมื่อวิกฤตมาเยือนและชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

จุดเริ่มต้นจากลอนดอนสู่ปารีส กำเนิดสัญญาณ Mayday

หากเราย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อุตสาหกรรมการบินและการจราจรทางอากาศในทวีปยุโรปเริ่มเฟื่องฟู เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างก้าวกระโดด การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องบินและหอควบคุมการบินมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 1923 เฟรเดอริก สแตนลีย์ ม็อกฟอร์ด (Frederick Stanley Mockford) พนักงานวิทยุอาวุโสประจำสนามบินครอยดอน (Croydon Airport) ในลอนดอน ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญระดับชาติ นั่นคือการคิดค้น "คำหรือรหัส" ที่บ่งบอกถึงความเดือดร้อนขั้นสุดยอด เป็นคำที่สั้น กระชับ และนักบินหรือเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินทุกสัญชาติสามารถเข้าใจได้ตรงกันทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เนื่องจากในยุคบุกเบิกนั้น เที่ยวบินส่วนใหญ่ที่เข้าและออกสนามบินครอยดอน ล้วนเป็นเที่ยวบินที่เชื่อมต่อกับสนามบินเลอบูร์เกต์ (Le Bourget) ในปารีส ประเทศฝรั่งเศส ม็อกฟอร์ดมักจะได้ยินนักบินชาวฝรั่งเศสตะโกนผ่านวิทยุสื่อสารว่า "m'aider" (อ่านออกเสียงว่า เม-เดอร์) ซึ่งเป็นวลีภาษาฝรั่งเศสที่แปลตรงตัวว่า "มาช่วยฉันด้วย" เขาจึงปิ๊งไอเดียและนำคำนี้มาเพี้ยนเสียงให้เข้ากับภาษาอังกฤษ กลายเป็นคำว่า "Mayday" เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียง ฟังชัดเจน ที่สำคัญคือ ไม่ซ้ำซ้อนกับคำศัพท์ทั่วไปในการสื่อสารประจำวัน

8 ประเด็น สัญญาณ Mayday ที่เราควรรู้

เทคนิคการสื่อสารของลูกเรือและนักบินนั้นเต็มไปด้วยความแม่นยำ และนี่คือ 8 กฎเหล็กที่ทำให้ Mayday กลายเป็นรหัสสากลที่ในแวดวงต้องเข้าใจให้ตรงกัน

1. จุดกำเนิดจากความบังเอิญ: อย่างที่ได้กล่าวไป คำนี้มาจากภาษาฝรั่งเศส 'm'aider' ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเดือนพฤษภาคม (May) แต่อย่างใด

2. คำๆนี้เก็บไว้สำหรับ "วิกฤตถึงชีวิต" เท่านั้น: นักบินจะประกาศ Mayday เฉพาะในกรณีฉุกเฉินขั้นร้ายแรงที่คุกคามต่อชีวิตและตัวเครื่องบินเท่านั้น หากเป็นปัญหาขัดข้องเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาจะใช้รหัสเรียกขานว่า 'Pan Pan' (แพน แพน) ซึ่งเป็นเสมือน Mayday ในเวอร์ชันที่เบาลงมา

3. กฎแห่งการย้ำ 3 ครั้ง: ทำไมต้องพูดว่า "Mayday, Mayday, Mayday!"? การพูดซ้ำสามครั้งจะทำให้วลีนี้โดดเด่น ตัดผ่านเสียงสัญญาณรบกวน (Noise) ในวิทยุ และป้องกันความสับสนจากการสนทนาของช่องสัญญาณอื่นที่อาจแค่กำลัง "พูดถึง" คำนี้โดยไม่ได้เกิดเหตุจริง

4. อภิสิทธิ์สูงสุดแห่งน่านฟ้า (Priority): ทันทีที่เสียง Mayday ดังขึ้น นักบินคนนั้นจะได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ช่องสัญญาณแต่เพียงผู้เดียว การสื่อสารอื่นต้องเงียบลงทันที และเครื่องบินลำอื่นสามารถทำตัวเป็นเสารับส่งสัญญาณที่เรียกว่า 'Mayday relay' เพื่อช่วยกระจายเสียงกู้ภัยได้

5. การล้อเล่นที่มีราคาแพง: การแจ้งเหตุฉุกเฉิน Mayday อันเป็นเท็จ ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงระดับสากล มีความผิดทางกฎหมายและอาจมีโทษถึงขั้นจำคุก

6. คลื่นความถี่แห่งความหวัง: 121.5 MHz คือความถี่ฉุกเฉินสากล หากนักบินหลงทางหรือเครื่องขัดข้อง การปรับวิทยุมาที่คลื่นนี้และส่งสัญญาณ Mayday จะรับประกันได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ทั่วโลกคอยเฝ้าฟังและพร้อมตอบรับตลอด 24 ชั่วโมง

7. การตอบสนองในเสี้ยววินาที: ใน UK หน่วยงาน Distress and Diversion cell ของ NATS จะเข้าควบคุมสถานการณ์ทันทีที่ได้ยินสัญญาณ พวกเขาเปิดกว้างและพร้อมช่วยเหลือตั้งแต่เหตุเครื่องยนต์ดับ ไปจนถึงนักบินมือใหม่ที่แค่บินหลงทิศ

8. สัญลักษณ์ 7700 บนจอเรดาร์: ในโลกการบินยุคใหม่ เมื่อเกิดเหตุร้าย นักบินจะป้อนรหัสตัวเลข 4 หลัก (Squawk Code) ลงในเครื่อง Transponder โดยรหัส 7700 คือรหัสพิเศษของ Mayday ทันทีที่กด รหัสนี้จะกะพริบแจ้งเตือนสีแดงพร้อมเสียงสัญญาณเตือนภัยในหอควบคุมการจราจรทางอากาศทันที

ไขความลับ SOS และ Pan Pan เมื่อวิกฤตมีหลายระดับ

นอกเหนือจาก Mayday แล้ว โลกของเรายังมีสัญญาณขอความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับบริบทและระดับของวิกฤตการณ์:

SOS (…---…): หลายคนมักเข้าใจผิดว่าย่อมาจาก Save Our Soul หรือ Save Our Ship แต่แท้จริงแล้ว SOS ไม่ได้ย่อมาจากอะไรเลย! มันถือกำเนิดขึ้นในยุคโทรเลข (ราวปี 1830) เนื่องจากรหัสมอร์สของตัวอักษร S (จุด 3 ครั้ง) และ O (ขีด 3 ครั้ง) นั้นส่งง่าย ฟังชัดเจน และไม่มีทางสับสน เมื่อกดต่อเนื่องเป็น "…---…" มันจึงกลายเป็นจังหวะฉุกเฉินที่สะดุดตาและสะดุดหูที่สุด ไม่ว่าจะใช้เสียง แสงไฟ หรือการสะท้อนกระจก

Pan Pan: คำนี้มาจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า 'Panne' ที่แปลว่า เสียหาย หรือ ขัดข้อง ใช้ในสถานการณ์ที่เกิดปัญหาแต่ยังสามารถควบคุมได้ ไม่เร่งด่วนถึงชีวิต เช่น ผู้โดยสารป่วยกะทันหัน หรือเครื่องยนต์บางส่วนมีปัญหา ต้องพูดย้ำ 3 ครั้งเช่นกันคือ "Pan pan, pan pan, pan pan" เพื่อให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินเตรียมสแตนด์บายรับมือ

Mayday = รหัสช่วยชีวิต

จากวันวิทยุสื่อสารที่ยังอยู่ในยุคบุกเบิก จนถึงทุกวันนี้ วันที่เราหายใจเข้าออกเป็น AI สิ่งที่ม็อกฟอร์ดคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าวันนั้น ได้ถูกพัฒนา นำไปใช้จริง

และกลายมาเป็นมรดกทางภาษาที่เป็นสัญลักษณ์สากลในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ว่าจะเป็นนักบิน กัปตันเรือเดินสมุทร ยามฝั่ง หรือนักดับเพลิง เสียงตะโกนว่า "Mayday" จะยังคงเป็นเสียงที่หยุดทุกความเคลื่อนไหว และรวมพลังของมนุษยชาติเพื่อเข้าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอ

ดังนั้น ในวัน May Day ครั้งต่อไป ขณะที่เราที่กำลังพักผ่อนในวันแรงงาน วันที่ 1 พ.ค. ลองแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วคิดไว้ว่า คำๆเดียวกันนี้ อาจจะเป็น แสงสว่างและฟางเส้นสุดท้ายของผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตบนเครื่องบินลำใดลำหนึ่งอยู่

ที่มา : archiveMayday

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...