กางผังแม่บท ‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่ พลิกโฉมเมืองวงกลมหนึ่งเดียวในโลก
ในวันที่เชียงใหม่กำลังทะยานสู่เมืองระดับโลก เราอาจหลงลืม “จิ๊กซอว์ชิ้นแรก” ที่สำคัญที่สุดไปหรือไม่
“เวียงเจ็ดลิน” เมืองต้นกำเนิด “ทรงกลม” หนึ่งเดียวในโลก ที่วางรากฐานมาก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณแห่งนี้อาจถูกบดบังด้วยกำแพงรั้วและกาลเวลา จนเหลือเพียงสถานะ “กำแพงดิน-คูน้ำที่เงียบเหงา”
ใจกลางเส้นทางสายหลักที่ผู้คนหลั่งไหลผ่านขึ้นสู่ดอยสุเทพทุกเมื่อเชื่อวัน น้อยคนนักจะรู้ว่ากำลังขับรถผ่านจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์
ทว่าในวันนี้จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปกำลังจะถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) ปั้น “ผังแม่บท” (Master Plan) ที่บ่มเพาะมานานหลายปี เพื่อเชื่อมรอยต่อที่เคยขาดหาย และเปลี่ยนมรดกพันปีให้กลายเป็น “Cultural Asset” สินทรัพย์ล้ำค่าของเมืองเชียงใหม่ ที่พร้อมจะกลายเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม
เมืองวงกลมหนึ่งเดียวในโลก
ดร.กนกวรรณ คชสีห์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) กล่าวว่า เวียงเจ็ดลินไม่ได้เป็นเพียงซากปรักหักพัง แต่คือรากเหง้าที่แท้จริงของล้านนา ด้วยสัณฐานเมืองรูปทรงกลม (Circular City Layout) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวที่แตกต่าง ในขณะที่เมืองโบราณอย่างลำพูนหรือแพร่ถูกออกแบบเป็นทรงมะละกอ ตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ หรือเมืองเชียงใหม่ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมชัดเจน แต่เวียงเจ็ดลินกลับมีแคแร็กเตอร์ (Character) ที่เด่นชัดด้วยทรงกลมซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่งในผังเมืองโบราณระดับสากล
สัณฐานวงกลมนี้คือจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงภูมิปัญญาการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ ‘ลัวะ’ และตำนานขุนหลวงวิลังคะ ยืนยันถึงการมีตัวตนของเมืองหน้าด่านแห่งนี้มานานกว่า 1,000 ปี
แม้สิ่งปลูกสร้างบนดินจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่หลักฐานทางโบราณคดี หรือสินทรัพย์ใต้ดิน เช่น อิฐโบราณ แนวกำแพงดิน และคูน้ำ ยังคงปรากฏอยู่ภายใต้ชั้นดินที่ต้องอาศัยการระมัดระวังอย่างสูงในการพัฒนา
เปิดผังแม่บท 3 ระดับ
มทร.ล้านนาให้ความสำคัญในรากประวัติศาสตร์เวียงเจ็ดลินมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะที่ มทร.ล้านนาตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองวงกลมแห่งนี้ ทั้งการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และได้จัดทำผังแม่บท “แนวทางการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมห้วยเจ็ดลิน” เสร็จสมบูรณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
สำหรับข้อมูลผังแม่บทชุดนี้ ได้วางแนวคิดในการออกแบบ (Conceptual Design) เพื่อฟื้นฟูเวียงเจ็ดลินอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ
1.ระดับย่าน ฟื้นฟูนิเวศวัฒนธรรมรอบเวียงเจ็ดลิน เป้าหมายสำคัญคือ การออกแบบและปรับปรุง “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” ของพื้นที่เวียงเจ็ดลินในภาพรวม โดยไม่ได้มองแค่เพียงซากปรักหักพัง แต่เป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยาให้กลับมาสมบูรณ์ เพื่อให้คุณค่าของประวัติศาสตร์พันปีดำรงอยู่คู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
2.ระดับวิทยาเขต สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่สากล โดยการยกระดับพื้นที่ริมห้วยเจ็ดลิน ภายในมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา มุ่งหวังจะเปลี่ยนจากพื้นที่ใช้งานทั่วไป ให้กลายเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดี (Learning Environment) และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าพัฒนาให้โบราณสถานเวียงเจ็ดลินกลายเป็น “สมบัติสาธารณะของเมืองเชียงใหม่” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
3.ระดับพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ริมห้วยเจ็ดลินในพื้นที่ มทร.ล้านนา ศึกษาแนวทางการออกแบบพื้นที่ทางกายภาพให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษาให้เกิดความเป็นสากล รวมถึงการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับมาโดดเด่นและคงคุณค่าดั้งเดิม
นอกจากนี้ มีแผนประเมินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่โบราณสถาน เพื่อคืนทัศนียภาพที่แท้จริง และการจัดสรรกิจกรรมใหม่ เพิ่มเติม การใช้ประโยชน์และกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้เวียงเจ็ดลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
โดยขณะนี้กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเปลี่ยนสู่พื้นที่เรียนรู้ (Learning Space) ได้แก่
1.ศูนย์ข้อมูลเวียงเจ็ดลิน (Wiang Chet Lin Information Center) มหาวิทยาลัยมีแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภายใน 1-3 ปีนี้ บริเวณด้านหน้าศาลาราชมงคล ติดถนนห้วยแก้ว เพื่อให้คนสัญจรและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย ภายในจะมีการจัดแสดงแบบจำลอง (Model) เมืองทรงกลม ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างการรับรู้ (Perception) ใหม่ให้คนตระหนักว่าพื้นที่ที่เขาขับรถผ่านทุกวันคือเมืองโบราณที่มีคุณค่ามหาศาล
2.นโยบายเปิดรั้ว (Open Fence Policy) การปรับปรุงภูมิทัศน์ตามผังแม่บท เพื่อทลายกำแพงทางกายภาพ เปิดมุมมองจากถนนสายหลักให้เห็นแนวกำแพงเมืองและคูน้ำโบราณ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นพื้นที่เปิดที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับชุมชน
3.การสร้างภาคีเครือข่ายบูรณาการ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานโดยรอบ ทั้งกรมป่าไม้ กรมปศุสัตว์ ฯลฯ เพื่อยกระดับเวียงเจ็ดลินให้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มประวัติศาสตร์การสร้างเมืองเชียงใหม่ให้สมบูรณ์
วางโซนนิ่ง Creative Economy
ดร.กนกวรรณกล่าวต่อว่า ในผังแม่บทมีการแบ่งโซนการใช้พื้นที่ (Zoning) อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ประกอบด้วย 1.โซนอนุรักษ์ (Preservation Zone) พื้นที่แนวกำแพงดินและคูน้ำโบราณ ซึ่งห้ามมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามคำแนะนำของกรมศิลปากร แต่จะพัฒนาให้เป็นเส้นทางเดินชมเมือง (Route) 2.โซนนันทนาการ (Recreation Zone) พื้นที่สำหรับการพักผ่อนและเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและนักท่องเที่ยว
3.โซนพาณิชย์สร้างสรรค์ พื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของ มทร.ล้านนา (Display/Showroom) เพื่อสร้างบรรยากาศเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับ Premium จากงานวิจัยมาวางจำหน่าย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่มือผู้บริโภคโดยตรง
ดึงพลังคนรุ่นใหม่ ดีไซน์ภูมิทัศน์
ขณะที่การออกแบบและแนวคิดสร้างสรรค์โครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ล้านนา เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและออกแบบแนวทางการพัฒนาเวียงเจ็ดลินอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการจัดกิจกรรมประกวดแบบ และรับฟังแนวคิดจากนักศึกษา เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) และพื้นที่เรียนรู้ (Learning Space) ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ผังแม่บทเวียงเจ็ดลินชุดนี้จะถูกนำเสนอเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ (CEO Plan) ของ มทร.ล้านนาในเร็ว ๆ นี้ เพื่อยกระดับโครงการให้มีสถานะเป็นนโยบายหลักขององค์กร ซึ่งจะช่วยให้การบูรณาการพื้นที่ประวัติศาสตร์เข้ากับเขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นโครงการเป็นรูปธรรมภายใน 1-3 ปีนี้
สินทรัพย์ที่ยังมีลมหายใจ
ดร.กนกวรรณได้กล่าวถึงความน่าสนใจของเวียงเจ็ดลินที่ผังแม่บทพยายามชูขึ้นมา คือความสมบูรณ์ของหลักฐานทางกายภาพที่ทรงคุณค่า อาทิ แนวกำแพงดินและคูน้ำโบราณที่ยังคงหลงเหลือเป็นช่วง ๆ แม้จะประสบปัญหาการไหลเวียนของน้ำจากการตัดถนน ส่วนตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ น้ำผุดธรรมชาติในพื้นที่ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งเคยใช้ในพิธีกรรมสำคัญของเชียงใหม่ และเป็นหัวใจของชื่อ “เจ็ดลิน” (สายน้ำทั้งเจ็ด) รวมถึงวัดหมูบุ่นและศาลขุนหลวงวิลังคะ จุดเชื่อมโยงความเชื่อและจิตวิญญาณที่ตั้งอยู่ภายในใจกลางเวียงเจ็ดลิน
ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม
แม้ มทร.ล้านนาจะมีผังแม่บทที่ชัดเจน แต่การพัฒนาเวียงเจ็ดลินยังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งการขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายระดับจังหวัดที่เข้มข้นพอ และสภาพเมืองที่ถูกตัดขาดด้วยถนนห้วยแก้ว รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง การขับเคลื่อนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคนเชียงใหม่ทุกคนที่จะต้องร่วมกันมองเห็นมูลค่าของสินทรัพย์ล้ำค่าชิ้นนี้
จากจุดเริ่มต้นของเมืองทรงกลมที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กำลังจะได้รับการปัดฝุ่นใหม่ผ่าน “ผังแม่บทเวียงเจ็ดลิน” (Master Plan) ของ มทร.ล้านนา ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างเชิงพื้นที่ (Spatial Design) ครั้งสำคัญ
โดยเน้นการจัดวางองค์ประกอบทางกายภาพ เพื่อเปลี่ยนมรดกพันปีให้กลายเป็น “Cultural Asset” หรือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า
“เวียงเจ็ดลิน” จึงไม่ใช่แค่ซากกำแพงที่รอวันเลือนหาย แต่คือขุมทรัพย์ที่รอเพียงการลงมือทำ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน
มทร.ล้านนา ปลุกอารยธรรมพันปี หมุดหมายท่องเที่ยววัฒนธรรม
นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กล่าวว่า เวียงเจ็ดลินไม่ได้เป็นเพียงเมืองโบราณทั่วไป แต่คือหมุดหมายสำคัญทั้งในเชิงกายภาพและประวัติศาสตร์ของแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน โดยตามตำนานการก่อเกิดบ้านเมือง เวียงแห่งนี้ถือเป็นเมืองแรกที่ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางอารยธรรม
ความโดดเด่นในเชิงประวัติศาสตร์ คือการเป็นรอยต่อระหว่างยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนภาพของกลุ่มชนในยุคดั้งเดิมที่เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการนับถือธรรมชาติไปสู่การรับเอาลัทธิความเชื่อทางศาสนาและระบบสังคมเข้ามาจัดการเมือง แม้ในท้ายที่สุดเมืองแห่งนี้จะล่มสลายไปก่อนที่ระบบศาสนาจะลงรากฐานมั่นคง แต่ก็ได้ทิ้งตำนานที่เชื่อมโยงไปสู่การเกิดเมืองใหม่อย่าง ‘หริภุญชัย’ ในเวลาต่อมา
ขณะที่ความโดดเด่นในเชิงกายภาพ เวียงเจ็ดลินมีผังเมืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือรูปวงกลมซึ่งพบได้เพียงแห่งเดียวในบรรดาเมืองโบราณของล้านนา แตกต่างจากเมืองอื่นที่มักวางผังแบบสี่เหลี่ยม หรือวางตามสภาพภูมิประเทศ กล่าวได้ว่าเอกลักษณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความแปลกตา แต่คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านจากสังคมธรรมชาติเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ที่มีการนำความเชื่อเชิงสัญลักษณ์มาใช้วางรากฐานการสร้างเมืองอย่างเป็นระบบ
ปริศนาอายุขัย-วิศวกรรมตาน้ำผุด
นายสายกลางชี้ให้เห็นว่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดและยังเป็นปริศนาที่รอการพิสูจน์ คืออายุขัยที่แท้จริงของเวียงเจ็ดลิน เนื่องจากปัจจุบันปรากฏหลักฐานที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ
1.หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ บ่งชี้ว่าเมืองแห่งนี้อาจมีความเก่าแก่ย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 14 (ประมาณ 1,200 ปีก่อน) ซึ่งหมายความว่าเวียงเจ็ดลินอาจถือกำเนิดขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรล้านนาเสียด้วยซ้ำ
2.หลักฐานเครื่องปั้นดินเผา จากการขุดค้นครั้งล่าสุด กลับพบเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาในล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 (ประมาณ 500-600 ปีก่อน)
ความย้อนแย้งของข้อมูลนี้เองที่ทำให้เวียงเจ็ดลินเป็นพื้นที่ที่น่าค้นหา เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งการเป็นเมืองโบราณยุคแรกเริ่มที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน หรืออาจมีการกลับมาใช้พื้นที่และพัฒนาจนรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งในช่วงกลางของยุคล้านนา
ปัจจุบันเวียงเจ็ดลินมีสถานะเป็นโบราณสถานตามกฎหมาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญของพัฒนาการและการเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง โดยคุณค่าที่แท้จริงของเมืองวงกลมแห่งนี้กลับไม่ใช่เพียงแค่ซากอิฐหรือกำแพงดิน แต่คือระบบจัดการน้ำที่ล้ำสมัย ด้วยชัยภูมิที่ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ เวียงเจ็ดลินจึงถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่รับน้ำและจัดการน้ำจากยอดเขาอย่างแยบยล โดยมีจุดสังเกตคือ คูเมืองที่มีขนาดใหญ่และลึกมากเป็นพิเศษ เพื่อใช้ในการชะลอน้ำและป้องกันน้ำหลาก
หัวใจสำคัญของงานวิศวกรรมโบราณแห่งนี้คือ “ตาน้ำผุด” ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางเมือง ถูกใช้เป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบเมือง เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำหลักหล่อเลี้ยงผู้คน ความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่าง “มนุษย์ ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม” จึงถูกร้อยเรียงผ่านผังเมืองรูปวงกลมนี้อย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งหากระบบน้ำธรรมชาติกระแสนี้ถูกทำลายหรือละเลย ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณค่าในภาพรวมของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คืนชีวิตมรดกที่จับต้องได้
นายสายกลางเน้นย้ำว่า ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการ Raise หรือการยกระดับคุณค่าในเชิงกายภาพให้ประจักษ์ชัด เพราะปัจจุบันเวียงเจ็ดลินกลายเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ บนเส้นทางขึ้นดอยสุเทพที่ผู้คนสัญจรผ่านไปโดยไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ แม้สภาพพื้นที่ฝั่งสวนรุกขชาติและ มทร.ล้านนาจะสิ้นสภาพไปบ้างตามกาลเวลา แต่หัวใจสำคัญคือการ Re-Value หรือการขับเน้นคุณค่าที่ยังหลงเหลืออยู่ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเริ่มจากการรักษาและปกป้องหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่ม
ต่อมาการสื่อความหมายเชิงกายภาพ โดยเฉพาะในส่วนคันดินที่สิ้นสภาพไป ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทับซ้อน แต่ควรใช้วิธีเปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้คนเห็นแนวคันดินเดิม โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างใหม่มาบดบัง
สุดท้ายคือการสร้างการรับรู้และการเชื่อมโยง โดยการนำองค์ความรู้มาเผยแพร่ผ่านนิทรรศการ และเชื่อมโยงเวียงเจ็ดลินเข้ากับโครงข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่สัมพันธ์กับเวียงสวนดอกและเมืองเชียงใหม่ เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวแบบจุดให้เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงกัน
‘ซากกำแพง’ สู่ ‘มรดกโลก’
สำหรับการยกระดับเวียงเจ็ดลินสู่มาตรฐานสากล หรือมรดกโลก เป็นโจทย์ใหญ่และมีความท้าทาย 3 ประการที่เป็นมาตรวัดสำคัญคือ 1.คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล จากการพิสูจน์ความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว 2.ความครบถ้วน หรือการบริหารจัดการพื้นที่ท่ามกลางความเติบโตของเมือง และ 3.ความเป็นของแท้ โดยการรักษารากเหง้าและหลักฐานเดิมให้คงอยู่ ทั้งนี้ แม้การพัฒนาเมืองที่รวดเร็วจะทำให้องค์ประกอบบางส่วนของเวียงเจ็ดลินเลือนหายไป แต่คุณค่าที่ซ่อนอยู่นั้นยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
“ในอีก 10 ปีข้างหน้าภาพที่อยากให้เกิดขึ้นคือ การยกระดับเวียงเจ็ดลินให้เป็นพื้นที่สื่อความหมายที่ทรงพลัง เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับรู้ถึงรากเหง้าผ่านแนวคันดินโบราณที่เชื่อมโยงกัน และเมื่อคุณค่าเชิงกายภาพได้รับการฟื้นฟูจนประจักษ์ชัด เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจะกลายเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาอย่างยั่งยืนเอง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กางผังแม่บท ‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่ พลิกโฉมเมืองวงกลมหนึ่งเดียวในโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net