โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กางผังแม่บท ‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่ พลิกโฉมเมืองวงกลมหนึ่งเดียวในโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ในวันที่เชียงใหม่กำลังทะยานสู่เมืองระดับโลก เราอาจหลงลืม “จิ๊กซอว์ชิ้นแรก” ที่สำคัญที่สุดไปหรือไม่

“เวียงเจ็ดลิน” เมืองต้นกำเนิด “ทรงกลม” หนึ่งเดียวในโลก ที่วางรากฐานมาก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณแห่งนี้อาจถูกบดบังด้วยกำแพงรั้วและกาลเวลา จนเหลือเพียงสถานะ “กำแพงดิน-คูน้ำที่เงียบเหงา”

ใจกลางเส้นทางสายหลักที่ผู้คนหลั่งไหลผ่านขึ้นสู่ดอยสุเทพทุกเมื่อเชื่อวัน น้อยคนนักจะรู้ว่ากำลังขับรถผ่านจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์

ทว่าในวันนี้จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปกำลังจะถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) ปั้น “ผังแม่บท” (Master Plan) ที่บ่มเพาะมานานหลายปี เพื่อเชื่อมรอยต่อที่เคยขาดหาย และเปลี่ยนมรดกพันปีให้กลายเป็น “Cultural Asset” สินทรัพย์ล้ำค่าของเมืองเชียงใหม่ ที่พร้อมจะกลายเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม

เมืองวงกลมหนึ่งเดียวในโลก

ดร.กนกวรรณ คชสีห์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) กล่าวว่า เวียงเจ็ดลินไม่ได้เป็นเพียงซากปรักหักพัง แต่คือรากเหง้าที่แท้จริงของล้านนา ด้วยสัณฐานเมืองรูปทรงกลม (Circular City Layout) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวที่แตกต่าง ในขณะที่เมืองโบราณอย่างลำพูนหรือแพร่ถูกออกแบบเป็นทรงมะละกอ ตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ หรือเมืองเชียงใหม่ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมชัดเจน แต่เวียงเจ็ดลินกลับมีแคแร็กเตอร์ (Character) ที่เด่นชัดด้วยทรงกลมซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่งในผังเมืองโบราณระดับสากล

สัณฐานวงกลมนี้คือจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงภูมิปัญญาการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ ‘ลัวะ’ และตำนานขุนหลวงวิลังคะ ยืนยันถึงการมีตัวตนของเมืองหน้าด่านแห่งนี้มานานกว่า 1,000 ปี

แม้สิ่งปลูกสร้างบนดินจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่หลักฐานทางโบราณคดี หรือสินทรัพย์ใต้ดิน เช่น อิฐโบราณ แนวกำแพงดิน และคูน้ำ ยังคงปรากฏอยู่ภายใต้ชั้นดินที่ต้องอาศัยการระมัดระวังอย่างสูงในการพัฒนา

เปิดผังแม่บท 3 ระดับ

มทร.ล้านนาให้ความสำคัญในรากประวัติศาสตร์เวียงเจ็ดลินมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในฐานะที่ มทร.ล้านนาตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองวงกลมแห่งนี้ ทั้งการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และได้จัดทำผังแม่บท “แนวทางการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมห้วยเจ็ดลิน” เสร็จสมบูรณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

สำหรับข้อมูลผังแม่บทชุดนี้ ได้วางแนวคิดในการออกแบบ (Conceptual Design) เพื่อฟื้นฟูเวียงเจ็ดลินอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ

1.ระดับย่าน ฟื้นฟูนิเวศวัฒนธรรมรอบเวียงเจ็ดลิน เป้าหมายสำคัญคือ การออกแบบและปรับปรุง “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” ของพื้นที่เวียงเจ็ดลินในภาพรวม โดยไม่ได้มองแค่เพียงซากปรักหักพัง แต่เป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยาให้กลับมาสมบูรณ์ เพื่อให้คุณค่าของประวัติศาสตร์พันปีดำรงอยู่คู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

2.ระดับวิทยาเขต สร้างพื้นที่เรียนรู้สู่สากล โดยการยกระดับพื้นที่ริมห้วยเจ็ดลิน ภายในมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา มุ่งหวังจะเปลี่ยนจากพื้นที่ใช้งานทั่วไป ให้กลายเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดี (Learning Environment) และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าพัฒนาให้โบราณสถานเวียงเจ็ดลินกลายเป็น “สมบัติสาธารณะของเมืองเชียงใหม่” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

3.ระดับพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ริมห้วยเจ็ดลินในพื้นที่ มทร.ล้านนา ศึกษาแนวทางการออกแบบพื้นที่ทางกายภาพให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษาให้เกิดความเป็นสากล รวมถึงการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับมาโดดเด่นและคงคุณค่าดั้งเดิม

นอกจากนี้ มีแผนประเมินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่โบราณสถาน เพื่อคืนทัศนียภาพที่แท้จริง และการจัดสรรกิจกรรมใหม่ เพิ่มเติม การใช้ประโยชน์และกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้เวียงเจ็ดลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่

โดยขณะนี้กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเปลี่ยนสู่พื้นที่เรียนรู้ (Learning Space) ได้แก่

1.ศูนย์ข้อมูลเวียงเจ็ดลิน (Wiang Chet Lin Information Center) มหาวิทยาลัยมีแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภายใน 1-3 ปีนี้ บริเวณด้านหน้าศาลาราชมงคล ติดถนนห้วยแก้ว เพื่อให้คนสัญจรและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย ภายในจะมีการจัดแสดงแบบจำลอง (Model) เมืองทรงกลม ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างการรับรู้ (Perception) ใหม่ให้คนตระหนักว่าพื้นที่ที่เขาขับรถผ่านทุกวันคือเมืองโบราณที่มีคุณค่ามหาศาล

2.นโยบายเปิดรั้ว (Open Fence Policy) การปรับปรุงภูมิทัศน์ตามผังแม่บท เพื่อทลายกำแพงทางกายภาพ เปิดมุมมองจากถนนสายหลักให้เห็นแนวกำแพงเมืองและคูน้ำโบราณ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นพื้นที่เปิดที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับชุมชน

3.การสร้างภาคีเครือข่ายบูรณาการ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานโดยรอบ ทั้งกรมป่าไม้ กรมปศุสัตว์ ฯลฯ เพื่อยกระดับเวียงเจ็ดลินให้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มประวัติศาสตร์การสร้างเมืองเชียงใหม่ให้สมบูรณ์

วางโซนนิ่ง Creative Economy

ดร.กนกวรรณกล่าวต่อว่า ในผังแม่บทมีการแบ่งโซนการใช้พื้นที่ (Zoning) อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ประกอบด้วย 1.โซนอนุรักษ์ (Preservation Zone) พื้นที่แนวกำแพงดินและคูน้ำโบราณ ซึ่งห้ามมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามคำแนะนำของกรมศิลปากร แต่จะพัฒนาให้เป็นเส้นทางเดินชมเมือง (Route) 2.โซนนันทนาการ (Recreation Zone) พื้นที่สำหรับการพักผ่อนและเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและนักท่องเที่ยว

3.โซนพาณิชย์สร้างสรรค์ พื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของ มทร.ล้านนา (Display/Showroom) เพื่อสร้างบรรยากาศเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับ Premium จากงานวิจัยมาวางจำหน่าย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่มือผู้บริโภคโดยตรง

ดึงพลังคนรุ่นใหม่ ดีไซน์ภูมิทัศน์

ขณะที่การออกแบบและแนวคิดสร้างสรรค์โครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ล้านนา เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและออกแบบแนวทางการพัฒนาเวียงเจ็ดลินอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการจัดกิจกรรมประกวดแบบ และรับฟังแนวคิดจากนักศึกษา เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) และพื้นที่เรียนรู้ (Learning Space) ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ผังแม่บทเวียงเจ็ดลินชุดนี้จะถูกนำเสนอเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ (CEO Plan) ของ มทร.ล้านนาในเร็ว ๆ นี้ เพื่อยกระดับโครงการให้มีสถานะเป็นนโยบายหลักขององค์กร ซึ่งจะช่วยให้การบูรณาการพื้นที่ประวัติศาสตร์เข้ากับเขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นโครงการเป็นรูปธรรมภายใน 1-3 ปีนี้

‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่

สินทรัพย์ที่ยังมีลมหายใจ

ดร.กนกวรรณได้กล่าวถึงความน่าสนใจของเวียงเจ็ดลินที่ผังแม่บทพยายามชูขึ้นมา คือความสมบูรณ์ของหลักฐานทางกายภาพที่ทรงคุณค่า อาทิ แนวกำแพงดินและคูน้ำโบราณที่ยังคงหลงเหลือเป็นช่วง ๆ แม้จะประสบปัญหาการไหลเวียนของน้ำจากการตัดถนน ส่วนตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ น้ำผุดธรรมชาติในพื้นที่ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งเคยใช้ในพิธีกรรมสำคัญของเชียงใหม่ และเป็นหัวใจของชื่อ “เจ็ดลิน” (สายน้ำทั้งเจ็ด) รวมถึงวัดหมูบุ่นและศาลขุนหลวงวิลังคะ จุดเชื่อมโยงความเชื่อและจิตวิญญาณที่ตั้งอยู่ภายในใจกลางเวียงเจ็ดลิน

ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

แม้ มทร.ล้านนาจะมีผังแม่บทที่ชัดเจน แต่การพัฒนาเวียงเจ็ดลินยังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งการขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายระดับจังหวัดที่เข้มข้นพอ และสภาพเมืองที่ถูกตัดขาดด้วยถนนห้วยแก้ว รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง การขับเคลื่อนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคนเชียงใหม่ทุกคนที่จะต้องร่วมกันมองเห็นมูลค่าของสินทรัพย์ล้ำค่าชิ้นนี้

จากจุดเริ่มต้นของเมืองทรงกลมที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กำลังจะได้รับการปัดฝุ่นใหม่ผ่าน “ผังแม่บทเวียงเจ็ดลิน” (Master Plan) ของ มทร.ล้านนา ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างเชิงพื้นที่ (Spatial Design) ครั้งสำคัญ

โดยเน้นการจัดวางองค์ประกอบทางกายภาพ เพื่อเปลี่ยนมรดกพันปีให้กลายเป็น “Cultural Asset” หรือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า

“เวียงเจ็ดลิน” จึงไม่ใช่แค่ซากกำแพงที่รอวันเลือนหาย แต่คือขุมทรัพย์ที่รอเพียงการลงมือทำ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน

มทร.ล้านนา ปลุกอารยธรรมพันปี หมุดหมายท่องเที่ยววัฒนธรรม

นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กล่าวว่า เวียงเจ็ดลินไม่ได้เป็นเพียงเมืองโบราณทั่วไป แต่คือหมุดหมายสำคัญทั้งในเชิงกายภาพและประวัติศาสตร์ของแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน โดยตามตำนานการก่อเกิดบ้านเมือง เวียงแห่งนี้ถือเป็นเมืองแรกที่ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านทางอารยธรรม

ความโดดเด่นในเชิงประวัติศาสตร์ คือการเป็นรอยต่อระหว่างยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนภาพของกลุ่มชนในยุคดั้งเดิมที่เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการนับถือธรรมชาติไปสู่การรับเอาลัทธิความเชื่อทางศาสนาและระบบสังคมเข้ามาจัดการเมือง แม้ในท้ายที่สุดเมืองแห่งนี้จะล่มสลายไปก่อนที่ระบบศาสนาจะลงรากฐานมั่นคง แต่ก็ได้ทิ้งตำนานที่เชื่อมโยงไปสู่การเกิดเมืองใหม่อย่าง ‘หริภุญชัย’ ในเวลาต่อมา

ขณะที่ความโดดเด่นในเชิงกายภาพ เวียงเจ็ดลินมีผังเมืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือรูปวงกลมซึ่งพบได้เพียงแห่งเดียวในบรรดาเมืองโบราณของล้านนา แตกต่างจากเมืองอื่นที่มักวางผังแบบสี่เหลี่ยม หรือวางตามสภาพภูมิประเทศ กล่าวได้ว่าเอกลักษณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความแปลกตา แต่คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านจากสังคมธรรมชาติเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ที่มีการนำความเชื่อเชิงสัญลักษณ์มาใช้วางรากฐานการสร้างเมืองอย่างเป็นระบบ

ปริศนาอายุขัย-วิศวกรรมตาน้ำผุด

นายสายกลางชี้ให้เห็นว่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดและยังเป็นปริศนาที่รอการพิสูจน์ คืออายุขัยที่แท้จริงของเวียงเจ็ดลิน เนื่องจากปัจจุบันปรากฏหลักฐานที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ

1.หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ บ่งชี้ว่าเมืองแห่งนี้อาจมีความเก่าแก่ย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 14 (ประมาณ 1,200 ปีก่อน) ซึ่งหมายความว่าเวียงเจ็ดลินอาจถือกำเนิดขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรล้านนาเสียด้วยซ้ำ

2.หลักฐานเครื่องปั้นดินเผา จากการขุดค้นครั้งล่าสุด กลับพบเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาในล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 (ประมาณ 500-600 ปีก่อน)

ความย้อนแย้งของข้อมูลนี้เองที่ทำให้เวียงเจ็ดลินเป็นพื้นที่ที่น่าค้นหา เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งการเป็นเมืองโบราณยุคแรกเริ่มที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน หรืออาจมีการกลับมาใช้พื้นที่และพัฒนาจนรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งในช่วงกลางของยุคล้านนา

ปัจจุบันเวียงเจ็ดลินมีสถานะเป็นโบราณสถานตามกฎหมาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญของพัฒนาการและการเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง โดยคุณค่าที่แท้จริงของเมืองวงกลมแห่งนี้กลับไม่ใช่เพียงแค่ซากอิฐหรือกำแพงดิน แต่คือระบบจัดการน้ำที่ล้ำสมัย ด้วยชัยภูมิที่ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ เวียงเจ็ดลินจึงถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่รับน้ำและจัดการน้ำจากยอดเขาอย่างแยบยล โดยมีจุดสังเกตคือ คูเมืองที่มีขนาดใหญ่และลึกมากเป็นพิเศษ เพื่อใช้ในการชะลอน้ำและป้องกันน้ำหลาก

หัวใจสำคัญของงานวิศวกรรมโบราณแห่งนี้คือ “ตาน้ำผุด” ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางเมือง ถูกใช้เป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบเมือง เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำหลักหล่อเลี้ยงผู้คน ความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่าง “มนุษย์ ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม” จึงถูกร้อยเรียงผ่านผังเมืองรูปวงกลมนี้อย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งหากระบบน้ำธรรมชาติกระแสนี้ถูกทำลายหรือละเลย ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณค่าในภาพรวมของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คืนชีวิตมรดกที่จับต้องได้

นายสายกลางเน้นย้ำว่า ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการ Raise หรือการยกระดับคุณค่าในเชิงกายภาพให้ประจักษ์ชัด เพราะปัจจุบันเวียงเจ็ดลินกลายเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ บนเส้นทางขึ้นดอยสุเทพที่ผู้คนสัญจรผ่านไปโดยไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ แม้สภาพพื้นที่ฝั่งสวนรุกขชาติและ มทร.ล้านนาจะสิ้นสภาพไปบ้างตามกาลเวลา แต่หัวใจสำคัญคือการ Re-Value หรือการขับเน้นคุณค่าที่ยังหลงเหลืออยู่ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเริ่มจากการรักษาและปกป้องหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่ม

ต่อมาการสื่อความหมายเชิงกายภาพ โดยเฉพาะในส่วนคันดินที่สิ้นสภาพไป ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทับซ้อน แต่ควรใช้วิธีเปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้คนเห็นแนวคันดินเดิม โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างใหม่มาบดบัง

‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่

สุดท้ายคือการสร้างการรับรู้และการเชื่อมโยง โดยการนำองค์ความรู้มาเผยแพร่ผ่านนิทรรศการ และเชื่อมโยงเวียงเจ็ดลินเข้ากับโครงข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่สัมพันธ์กับเวียงสวนดอกและเมืองเชียงใหม่ เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวแบบจุดให้เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงกัน

‘ซากกำแพง’ สู่ ‘มรดกโลก’

สำหรับการยกระดับเวียงเจ็ดลินสู่มาตรฐานสากล หรือมรดกโลก เป็นโจทย์ใหญ่และมีความท้าทาย 3 ประการที่เป็นมาตรวัดสำคัญคือ 1.คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล จากการพิสูจน์ความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว 2.ความครบถ้วน หรือการบริหารจัดการพื้นที่ท่ามกลางความเติบโตของเมือง และ 3.ความเป็นของแท้ โดยการรักษารากเหง้าและหลักฐานเดิมให้คงอยู่ ทั้งนี้ แม้การพัฒนาเมืองที่รวดเร็วจะทำให้องค์ประกอบบางส่วนของเวียงเจ็ดลินเลือนหายไป แต่คุณค่าที่ซ่อนอยู่นั้นยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

“ในอีก 10 ปีข้างหน้าภาพที่อยากให้เกิดขึ้นคือ การยกระดับเวียงเจ็ดลินให้เป็นพื้นที่สื่อความหมายที่ทรงพลัง เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับรู้ถึงรากเหง้าผ่านแนวคันดินโบราณที่เชื่อมโยงกัน และเมื่อคุณค่าเชิงกายภาพได้รับการฟื้นฟูจนประจักษ์ชัด เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจะกลายเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาอย่างยั่งยืนเอง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กางผังแม่บท ‘เวียงเจ็ดลิน’ เชียงใหม่ พลิกโฉมเมืองวงกลมหนึ่งเดียวในโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...