โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

อยากคง 'ความรักชาติ' ไว้ 'ชั่วฟ้าดินสลาย' ต้อง(ไม่)ใช้อะไรเป็นเครื่องมือสื่อสาร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ธ.ค. 2565 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2565 เวลา 10.57 น.

ในฐานะคนทำโฆษณา ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้มีโอกาสร่วมเสวนาหัวข้อ “ชีวิตของวัยรุ่นไทยที่เติบโตมากับเพลงหนักแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน จัดโดยโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ซึ่งเวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน นิทรรศการ 6 ตุลา เผชิญหน้าปิศาจ โดยทางผู้จัดได้ตั้งประเด็นของการเสวนาไว้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” ของวัยรุ่นเดือนตุลา

หลังจากการร่วมเวทีเสวนา ทำให้ผมมานั่งย้อนทบทวนถึงสื่อที่นิยมใช้กันและมีอิทธิพลจนทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ “ลืม” ตั้งคำถามเพื่อหาความจริงจากเหตุการณ์ที่รุนแรงป่าเถื่อนขนาดนั้นว่ามันมีอะไรบ้าง

และถ้าคิดจะนำมาใช้สร้างแบรนด์ “รักชาติ” ต้องทำอย่างไร

ใช้ “หนักแผ่นดิน” ยัดใส่หูคนไทย

ระวังถูกใส่ #เอาเพลงนี้ออกจากหัวกูเหอะ

เพลง “หนักแผ่นดิน” แต่งมาตั้งแต่ปี 2518 เพื่อใช้เป็นสื่อจูงใจให้คนไทยเพิ่มความเข้มข้นของเลือดรักชาติในตัว และร่วมกันต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งแน่นอนในสมัยนั้นมีอยู่จริง

ปี พ.ศ.2562 พรรคคอมมิวนิสต์ไม่มีแล้วในแผ่นดินไทย แต่ผู้นำกองทัพตอนนั้นก็ (กล้า) ออกคำสั่ง (แล้วก็เปลี่ยนใจยกเลิกไปในวันเดียวกันกับที่ออกคำสั่ง) ให้ทหารไทยทุกกรมกองได้ฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” ในบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งปี 2562 เนื่องจากพรรคเพื่อไทยหาเสียงโดยประกาศนโยบายปฏิรูปกองทัพให้มีทหารอาชีพ และลดงบประมาณการจัดซื้ออาวุธ

การประกาศให้เปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” ของผู้นำกองทัพในปี 2562 แถมด้วยความเห็นจากบุคคลเช่น ม.จ.จุลเจิม ยุคล ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมเพลง “หนักแผ่นดิน” ว่า “มิได้จะพูดถึงเรื่องการเมืองแต่อย่างใด มิได้ชี้นำแต่อย่างใด แค่จะบอกว่าเพลงนี้ แต่งมาสี่สิบกว่าปีแล้ว (ลูกหลานบางคนยังไม่เกิด) ร้องกันมาหลายเวอร์ชั่น แต่พอได้ยินอีกครั้ง ทำไมเนื้อร้องช่างเข้ายุคเข้าสมัยกับปัจจุบันจังเลย”

สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าในกลุ่มคนที่ยึดกุมความคิดเห็นของตนว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง และต้องคิดแบบตนเองเท่านั้นจึงจะนับญาติว่า “เป็นคนไทย” ซึ่งเรามักเรียกคนพวกนี้ให้อยู่รวมๆ กันว่า “สลิ่ม” ยังเชื่อมั่นในวิธีการแบ่งผู้คนให้แตกแยกด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกร้อยเป็นทำนองจนเข้าหูอย่างจงใจ อันเป็นผลจากการกระหน่ำเปิดซ้ำๆ เหมือนที่วาสนา นาน่วม ได้ทวีตถึงปรากฏการณ์การนำเพลง “หนักแผ่นดิน” กลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2019

แต่ยุคนี้ไม่ใช่ปี 2519 เมื่อมีคนชูธงอยากนำเพลง “หนักแผ่นดิน” กลับมาเป็นเครื่องมือเพราะคิดว่าจะทำให้ผู้คนในสังคมชี้นิ้วไปยังกลุ่มคนที่ออกมาขัดผลประโยชน์ของตนว่าเป็น “คนใดขายตนขายชาติ ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรู”

กลายเป็นว่ามีคนทำเพลง “หนักแผ่นดิน 2019” ออกมาเผยแพร่ทั้งเพลงแร็ปที่แต่งใหม่กับเพลงที่ยังคงทำนองเดียวกับต้นฉบับ แต่แปลงเนื้อเพลงให้กลายเป็นเนื้อหาที่ตรงข้ามกับเพลงเดิมไป เช่น “คนใดขายชาติให้คนอื่นชาติเดียวกัน พวกมึงยืนข่มเหง”

ในฐานะครีเอทีฟขออนุญาตแนะนำผู้ที่เชื่อว่าตนเองมีอิทธิพลทางความคิด สามารถจูงจมูกคนส่วนใหญ่ให้เชื่อตามท่านว่า จงอย่านำเพลงชุด“หนักแผ่นดิน” มาใช้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเตอร์เน็ตและมือถือที่มักได้ใช้โปรโมชั่นกันแบบเป็นแพ็กเกจ เพราะจะยิ่งทำให้#หนักแผ่นดิน ขึ้นเทรนด์ติดอันดับ แต่ในทางไหน ก็กลับไปไล่หาอ่านกันดูเอง

ย้าก…อยากให้คนรักชาติจับใจ

ต้องใส่เนื้อหาเนียนๆ เหมือน “สี่แผ่นดิน”

อีกหนึ่งเครื่องมือที่รัฐมักนำมาใช้กันบ่อยมากเพื่อปลุกใจคนให้รักชาติ คือ ละครและภาพยนตร์

ผมถามหลายคนว่าคิดถึงหนังหรือละครเรื่องไหนที่ดูแล้วรู้สึก “รักชาติขึ้นมาจับใจ” คนไทยวัยเจน X พากันตอบเป็นเสียงเดียวว่าละคร “สี่แผ่นดิน”

ความสงสัยที่ชวนให้ผมต้องนั่งคิดถึงสื่อประเภทละครและหนังกับความ “รักชาติ” ก็คือ ทำไม “สี่แผ่นดิน” ถึงจับใจคนดูมากกว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

ผมไม่คิดว่าละคร “บุพเพสันนิวาส” ทำงานด้านความคิดเรื่องความเป็นไทย นอกจากเห่อแต่งชุดไทยแบบเดียวกับตัวละคร แล้วก็ไปเดินถ่ายรูปตามโลเกชั่น อารมณ์ก็น่าจะเหมือนแฟนคลับซีรีส์เกาหลีที่ไปเดินตามรอยกองถ่ายละครเรื่องโปรดของตัวเอง

แต่กับ “สี่แผ่นดิน” ที่ถูกหยิบมาสร้างเป็นละครทีวีถึง 5 ครั้ง และละครเวที 2 ครั้ง รวมทั้งละครวิทยุ ผมคิดว่าเป็นเพราะเนื้อหาที่ยึดโยงเรื่องราวที่เกิดในรั้วในวัง ไล่มาจนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยโดยคณะราษฎรสะท้อนภาพการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายของสังคมไทยอย่างชัดเจน

จนคนจำนวนมากฝังใจจำว่า ระบอบการปกครองที่คณะราษฎรนำเข้ามานั้นเป็นของเลว ทั้งที่ไทยมีของดีอยู่แล้วคือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

“ชั่วฟ้าดินสลาย” นิทรรศการศิลปะ

บอกวิธีทำให้เชื่อ(ง) ว่าต้องสื่อสารด้วย “ภาษาเดียวกัน”

ขออ้างถึงงานนิทรรศการเดี่ยว “ชั่วฟ้าดินสลาย” ของ ตะวัน วัตุยา ที่ X space Gallery ที่ทำให้เห็นว่ายังมีวิธีการแสดงออกถึงการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่ได้ผลิตโดยรัฐ แต่ประชาชนก็ทำได้เช่นกัน

ในนิทรรศการครั้งนี้ ตะวันแสดงให้เห็นความสำเร็จและความล้มเหลวของโฆษณาชวนเชื่อผ่านสภาพแวดล้อมและถ้อยคำ

เขาเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานศิลปะชุดนี้ไว้ในนิตยสารสารคดี สัมภาษณ์โดยคุณสุชาดา ลิมป์ ผมขอตัดบางช่วงมาไว้ในที่นี้เพื่อให้เห็นถึงการสื่อสารความคิดในเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อของศิลปิน

การแสดงงานครั้งนี้ ตะวันแบ่งห้องจัดแสดงเป็นสองฝั่งโดยใช้ ‘กำแพง’ กั้นกลางเป็นสัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ‘กำแพงของคนไทย’ ที่เปลี่ยนกันไม่ได้” สื่อความคิดว่าเวลานี้บ้านเมืองมีแต่เรื่องห้ามพูด กระทั่งเรื่องควรแลกเปลี่ยนก็กลับไม่สามารถคุยกันได้ ในที่สุดก็ต้องต่างคนต่างอยู่หรือตายไปข้าง

เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ “ภาษา” ที่ใช้ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งสานต่อภารกิจสร้างชาติมาจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะสำหรับเขา “ภาษาคืออาวุธที่ทรงพลัง”

กำแพงฝั่งที่สีสว่างไสวเป็นตัวแทนของ “เสรีภาพ” จึงประกอบด้วยภาพที่สื่อถึงสังคมด้านดีงาม มีวาทกรรมฮิตอย่าง ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป’ โปสเตอร์บนกำแพงตั้งใจวางในระดับสายตา สื่อถึงบ้านเมืองยุคสงครามเย็นที่ไปไหนมาไหนก็พบเห็นข่าวสารโดยง่าย มีชีวิตโก้เก๋ภายใต้การเดินตามผู้นำที่ขยันจัดระเบียบคนในประเทศ

แต่วิธีโฆษณาชวนเชื่อไม่ถูกจำกัดเพียงการใช้งานโดยรัฐ ทั้งรูปและคำบนโปสเตอร์ที่ติดตามท้องถนนกลายเป็นอาวุธสำคัญที่นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าก็ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับมวลชนเพื่อปลุกใจ เรียกร้อง ต่อต้าน เผยความไม่ชอบธรรมของรัฐที่เกิดขึ้นแบบซุกซ่อน โดยตะวันบอกว่า “ผมคุมโทนกำแพงฝั่งที่เป็นภาพสะท้อนฝ่าย ‘คอมมิวนิสต์’ ด้วยเฉดขาวดำสื่อถึงความจริงอีกด้านที่สวนทาง”

การถ่ายทอดวัฒนธรรมคลั่งชาติและการเวียนว่ายตายเกิดของผู้มีอำนาจกับผู้ที่ถูกบังคับให้อยู่ใต้อำนาจอย่างไม่มีวันหลุดพ้นดั่งนรกอเวจี เส้นทางที่ไม่สิ้นสุด ตลอดความยาวของกำแพงฝั่งคอมมิวนิสต์จึงวนเวียนไปด้วยบรรยากาศของผีร้ายตามหลอกหลอนที่ตะวันรับแรงบันดาลใจมาจากรูปปั้นผีในท่าต่างๆ ที่เขานำมาจากการ์ตูนเล่มละบาท

ในส่วนของกราฟิตี้นั้น “ถ้าอยากรู้ว่าศิลปินคิดอะไรให้ดูที่รูปแบบงานของเขา อย่างกราฟิตี้ถ้าทำออกมาใสๆ เรารักกันเถิด อย่าทะเลาะกันเลย ไม่มีเนื้อหาต่อต้านอะไร ก็อย่าเรียกกราฟิตี้ มันปลอม” ตะวันบอกไว้อย่างนั้น

ความรู้สึกของผมหลังอ่านเบื้องหลังความคิดของนิทรรศการนี้คือ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด หากคุณต้องการได้คนในสังคมมาเป็น “พวกเดียวกัน” การใช้ “ภาษา” ทั้งในเพลง ละคร โปสเตอร์ แม้กระทั่งคำที่ถูกพ่นบนกำแพง ทั้งหมดนี้จะ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ได้ ต้องถูกเลือกใช้เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมให้เกิดขึ้นกับคนในชาติอย่างแนบเนียนให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าสำหรับยุคนี้ •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...