มาชูปิกชูกู้โลก...นำร่องสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งแรกที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน
เมื่อปี 2016 องค์การยูเนสโกได้เพิ่ม มาชูปิกชู แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเปรูให้อยู่ในรายชื่อมรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย ด้วยปริมาณของนักท่องเที่ยวแต่ละวันที่มีมากถึงห้าพันคน ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าที่องค์การยูเนสโกกำหนดไว้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำลายโครงสร้างของโบราณสถาน
ไม่เพียงต้องการรักษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รัฐบาลเปรูยังต้องเจอกับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับการท่องเที่ยว นั่นคือการหาวิธีปรับเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเปรูในปี 2018 มีจำนวนถึง 1.70 ตัน และร้อยละ 5 มาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้สนามบินนานาชาติใหม่แห่งเมืองซิเซโรที่กำลังจะเปิดใช้งานในปี 2025 ยังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างถนนหนทาง และการแผ่ขยายของเมืองที่ส่งผลต่อการรุกล้ำธรรมชาติมากขึ้น
©Gabriel Rojas/Unsplash.com
ภารกิจเพื่อโลกของมาชูปิกชู
การกลายเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย ประกอบกับเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาโลกเพื่อความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ พันธมิตรทางด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่าง Green Initiative องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เทศบาลเขตมาชูปิกชู และ Inkaterra บริษัทส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน รวมทั้งอีกหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง จึงได้ร่วมมือกันสร้างโครงการเพื่อผลักดันให้มาชูปิกชูกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งแรกที่จะถูกบริหารจัดการด้วยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีเป้าหมายดังนี้
ติดตั้งเครื่องอัดขยะพลาสติกประเภทโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (Polyethylene terephthalate) ที่สามารถจัดการกับขวดพลาสติกได้มากถึงเจ็ดตันต่อวัน พร้อมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวลดการซื้อน้ำดื่มที่บรรจุขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และหันมาเติมน้ำดื่มจากจุดเติมน้ำตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างโรงแรมหรือสถานีรถไฟ ที่ต้องให้ความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกเรื่องน้ำดื่มสะอาดที่เพียงพอแก่นักท่องเที่ยว
เปลี่ยนน้ำมันเหลือทิ้งจากร้านอาหารและโรงแรมให้กลายเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล หรือกลีเซอรอล (Glycerol) จากธรรมชาติ เพื่อป้องกันน้ำมันที่เหลือทิ้งเหล่านี้รั่วซึมลงสู่แม่น้ำวิลคาโนตาในเปรู
©Azzedine Rouichi/Unsplash
ตั้งโรงงานจัดการขยะด้วยนวัตกรรมไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งเป็นการย่อยสลายขยะด้วยอุญหภูมิสูงในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และผลผลิตจากการย่อยสลายยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น การเพาะปลูกและการฟื้นฟูป่าที่สูญเสียไปจากการรุกล้ำของมนุษย์
ตั้งเป้าหมายการปลูกป่าทดแทนจำนวนหนึ่งล้านต้น โดยเป็นต้นไม้ที่เติบโตในป่าเมฆ (Cloud Forest) ซึ่งเป็นป่าดิบเขาเขตร้อนอันเป็นลักษณะทางภูมิประเทศในบริเวณที่ตั้งของมาชูปิกชู อย่างเช่นต้นชินโคนา (Cinchona) พันธุ์ไม้สำคัญของประเทศเปรูที่สามารถใช้เป็นยารักษาโรค และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งบนตราแผ่นดินของเปรู รวมทั้งพืชเฉพาะถิ่นชนิดอื่น ๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเป็นอันตรายต่อมาชูปิกชูได้อีกด้วย
©James Cheung/Unsplash
มาชูปิกชูเป็นเมืองโบราณของชาวอินคาที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 และถูกทิ้งให้กลายเป็นเมืองร้างจากการรุกรานของกองทัพสเปน ซึ่งเป็นเหตุให้ชาวอินคาเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากการสู้รบ หรือป่วยด้วยโรคฝีดาษที่มาจากชาวสเปน จนกระทั่งถูกค้นพบอีกครั้งโดยนักสำรวจชาวอเมริกันในปี 1911 และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเปรูจนถึงทุกวันนี้
การถูกค้นพบใหม่จากการทิ้งร้างมาเป็นเวลาหลายร้อยปีของมาชูปิกชูทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอินคา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของพวกเขา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างความเสี่ยงทั้งในเชิงโครงสร้างและผลกระทบต่อธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงมาชูปิกชูให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบยั่งยืนนี้ นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ก็ยังจะนำความอุดมสมบูรณ์มากลับสู่มาชูปิกชูและภูมิประเทศโดยรอบได้อีกครั้ง
ที่มา :
บทความ "MACHU PICCHU: THE FIRST CARBON NEUTRAL WONDER OF THE WORLD" จาก unwto.org
บทความ "Machu Picchu Certified as First Carbon-Neutral Wonder of the World" โดย Jacquie Whitt จาก adiosadventuretravel.com
บทความ "ไพโรไลซิส (Pyrolysis)" โดย กุลนันทน์ วีรณรงค์กร และ ดร.อมรชัย อาภรณ์วิชานพ จาก tpa.or.th
Chinchero International Airport จาก wikipedia.org
เรื่อง : นพกร คนไว