ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุค80
ข้อมูลเบื้องต้น
วิ่งตามโจรวิ่งราวอยู่ดีๆ ทะลุมิติมาโผล่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นภรรยาของสามีที่แสนเย็นชาแถมยังมีลูกด้วยกันอีกหนึ่งคน มิหนำซ้ำแม่สามีก็ไม่ชอบหน้า ต้องทนอยู่ด้วยความกดดันเพื่อรอให้ประตูมิติเปิดอีกครั้ง
แต่ในระหว่างนี้เธอจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร นางเอกในนิยายทะลุมิติมาเป็นหมอ มาปลูกผัก ทำอาหารขาย แต่เธอทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
ก็แน่ล่ะสมัยที่เธออยู่มีแต่เครื่องอำนวยความสะดวก อาหารหรือก็มีเต็มสองข้างทาง อยากได้อะไรก็แค่ทำงานใช้เงินซื้อ พอมาอยู่ที่นี่แล้วใจก็เลยใจแป้วว่าจะรอดชีวิตไปได้สักกี่วัน
แต่จะอยู่ที่นี่ไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปสิ!!
นิยายซีรีส์ชุด ตัวร้าย80
1. ทะลุมิติมาเป็นแม่หม้ายตัวร้ายในยุค80 โดย ต้ายวี่ ( https://writer.dek-d.com/Madam-Fishy/writer/view.php?id=2533846 )
2. ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวร้ายในยุค80 โดย ชงเมิ่ง ( https://writer.dek-d.com/miyukao/writer/view.php?id=2533123 )
3. ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุค80 โดย ฝออ้าย ของไรต์เองค่ะ
****บางฉากมีการตัดเข้าโคมนะคะ ดูฉบับเต็มได้ที่ Ebook ค่ะ https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNjExNzAzNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3NjUyMiI7fQ ****
ประตูมิติ
“หยุดนะ ไอ้โจรชั่ว!” เสียงตะโกนของหญิงสาวที่กำลังวิ่งตามโจรวิ่งราว ทำให้วัยรุ่นชายที่ปิดหน้าปิดตานั้นเร่งเท้าให้ไวขึ้น
จางซูเจินในชุดกี่เพ้าสีชมพูลายดอกโบตั๋นที่สวมไปงานเลี้ยง เธอวิ่งตามคนร้ายไปจนถึงตรอกคับแคบ เห็นแผ่นหลังนั้นเลี้ยวเข้าไปในประตูไม้ผุพังที่อยู่สุดทางเดินก็วิ่งตามเข้าไป
ในจังหวะนั้นเธอกำลังจะเดินเข้าไปก็ชนเข้ากับผู้หญิงอีกคนที่วิ่งสวนออกมา ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ใบหน้าและชุดที่ทั้งคู่สวมใส่นั้นเหมือนกันราวกับฝาแฝด
ต่างคนต่างจ้องมองกันด้วยความตกใจ แล้วหญิงสาวคนนั้นก็ได้สติก่อนจึงรีบวิ่งไปอีกทางด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนก จางซูเจินเองก็ทำอะไรไม่ถูก เธอตัดสินใจที่จะตามโจรวิ่งราวต่อ
ตรงหน้าเป็นประตูไม้ที่เปิดอ้าอยู่ เห็นแสงสว่างส่องออกมาจนแสบตา เธอคิดว่าเป็นทางออกทะลุไปอีกด้านจึงรีบวิ่งเข้าประตูไปเพื่อตามคนร้าย
พอพ้นออกมาแสงสว่างที่เจิดจ้าพลันหายไป เธอขยี้ตามองอีกครั้ง ‘หรือว่าตาฝาดกันนะ’ หญิงสาวสะบัดหัวทิ้งความคิดเหลวไหล พลางรีบวิ่งตามคนร้ายต่อจนไปถึงถนนที่มีร้านค้าก็ไม่เห็นเขาแล้ว
“หายไปไหนแล้วนะ เจ็บใจนัก” จางซูเจินพูดด้วยความเจ็บใจ เงินในกระเป๋ามีไม่เท่าไร
แต่บัตรและเอกสารประจำตัวนี่สิเธอต้องเสียเวลาไปทำใหม่ทั้งหมด ทำให้เธอรู้สึกว่างานนี้โชคร้ายเสียแล้ว ทั้งเหนื่อยทั้งเสียเวลา!
เมื่อเธอหันหลังจะเดินกลับไปยังประตูบานเดิมที่เดินออกมา ก็พบว่าตรอกเล็กๆ นั่นสุดทางเดินไม่มีประตูไม้บานนั้นแล้ว
หัวใจเธอเริ่มกระตุกเบาๆ ด้วยความตกใจ หรือเธอจำผิด ประตูนั่นอาจไม่ได้อยู่ตรงสุดทางเดิน แต่อาจเป็นประตูที่อยู่ด้านข้างสองบ้านนั้น จึงเดินเข้าไปในตรอกเพื่อลองเปิดดู แต่ก็กลายเป็นประตูหลังบ้านของคนอื่นไปเสียได้
“แย่แล้ว” เธอพึมพำด้วยความตกใจ
จากนั้นก็มีมือหนากำยำคว้าข้อมือเธอเอาไว้ ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมองใบหน้าที่เย็นชานั้นด้วยความตกใจ
“ปล่อยฉันนะ” นิ้วเรียวพยายามแกะมือของเขาออกไป ดิ้นรนไม่ให้ถูกเขาจับกุมตัว
“คุณจะหนีไปไหนซูเจิน กลับไปเดี๋ยวนี้” เขาพูดเสียงกร้าว แววตานั้นดูจริงจังจนเธอรู้สึกกลัว
“คุณรู้จักฉันได้ยังไง แล้วจะให้ฉันกลับไปไหน”
น้ำเสียงและท่าทางตื่นกลัวของเธอ ไม่ได้ทำให้เยี่ยหลี่เฉียงรู้สึกเห็นใจเลยแม้แต่นิด
“คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกล่ะ” เขากล่าวเสียงเรียบ แล้วดึงแขนเธอให้เดินตามไป
จางซูเจินกำลังจะร้องขอความช่วยเหลือเพราะเข้าใจว่ากำลังถูกคนไม่ดีฉุดคร่า แต่เด็กหญิงวัยสี่ขวบวิ่งเข้ามากอดขาตนเสียก่อนจึงไม่ได้ร้องโวยวายออกไป
“หนูขอโทษค่ะแม่ หนูไม่ได้ฟ้องพ่อนะคะ แต่พ่อรู้เอง แม่อย่าโกรธหนูเลยนะคะ” เสียงที่หวาดกลัวและอ้อนวอนขอการให้อภัยนั้นทำให้จางซูเจินงุนงงเป็นอย่างมาก
“แม่ไม่โกรธลูกหรอกเสี่ยวอิง เรากลับบ้านกันเถอะ” น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นต่างจากเมื่อครู่ที่พูดกับเธอโดยสิ้นเชิง
จางซูเจินมองไปรอบๆ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนบริเวณนี้ และรถยนต์รุ่นคลาสสิกสมัยโบราณที่จอดอยู่ตรงหน้ากับเครื่องแต่งกายของคนที่เดินผ่านไปมา ทำให้เธอเริ่มปะติดปะต่ออะไรบางอย่างได้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจมากนัก
หญิงสาวแกะมือเขาออกอย่างง่ายดายในตอนนี้แล้วเดินตามไปอย่างเงียบๆ มองเด็กหญิงจับมือบิดาเดินนำหน้าไปก่อนด้วยสายตาที่งุนงง
เยี่ยซิ่วอิงหันมามองมารดาเป็นระยะ สายตาของเด็กน้อยฉายแววที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกังวลอะไรบางอย่าง
จางซูเจินจึงส่งยิ้มให้เธอ เด็กหญิงตัวน้อยหันหน้ากลับไปด้วยความรู้สึกที่ลังเลใจ แล้วหันกลับไปอีกครั้งก็ยังพบรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่ตนไม่เคยเห็น
เธอตัดสินใจปล่อยมือจากบิดาแล้วเดินมาจับมือกับจางซูเจินแทน เพราะเผลอบอกบิดาว่ามารดาแอบเอาเงินเก็บไปเสี่ยงโชคอีกแล้ว ตอนนี้จึงกลัวความผิดและอยากเอาใจมารดา
เด็กน้อยเงยหน้ามองหญิงสาวที่ตนเข้าใจว่าเป็นมารดาแล้วยิ้มให้อย่างเอาใจ
“วันนี้แม่ยิ้มให้หนูด้วย” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น แม้จะถูกมารดาต่อว่าและอาละวาดใส่อยู่บ่อยครั้ง แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่เคยลงมือทุบตีตน หากเล่นพนันเสี่ยงโชคได้เงินมาก็ใจดีซื้อของเล่นและขนมให้บ้าง
เยี่ยซิ่วอิงจึงรักมารดาของตนมาก แม้จะหวาดกลัวยามที่อีกฝ่ายโมโหร้าย แต่สายใยแม่ลูกนั้นก็ไม่มีวันตัดขาด
ทั้งสามเดินไปจนถึงรถคลาสสิกสีดำ จางซูเจินขึ้นไปนั่งข้างๆ ชายแปลกหน้าคนนั้น เขาก็ดูหล่อดีอยู่หรอก แต่ก็เย็นชาเกินไปที่เธอจะเอื้อมถึง
ในขณะที่รถวิ่ง หญิงสาวสังเกตไปรอบๆ ข้างทาง ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ชนเข้ากับผู้หญิงคนนั้นที่ดูเหมือนกับตนราวกับแกะ
อีกฝ่ายเดินออกมาจากประตูไม้ชนตนที่กำลังจะเดินเข้าไป เธอเดินออกไปจากตรงนั้นและตนก็เดินเข้าประตูไม้บานแรก มาทะลุประตูไม้บานที่สองแล้วมาโผล่ในสถานที่แปลกตานี้
แน่แล้วล่ะว่าเธอทะลุมิติมาอยู่อีกมิติหนึ่ง คนหน้าเหมือนกัน ชื่อเหมือนกัน สลับตัวกันเพราะประตูไม้บานนั้น ให้ตายสิแล้วเธอต้องมาติดอยู่ในยุคที่ล้าหลังแบบนี้นะหรือ
การแต่งตัวที่เริ่มเป็นสากลขึ้น และมีคนต่างชาติให้เห็นอยู่บ้าง ทำให้จางซูเจินเข้าใจว่าเธอน่าจะทะลุมิติมายังยุคหลังการปฏิวัติ แต่มันก็ไม่ใช่ยุคที่สุขสบายสำหรับเธออยู่ดี
เยี่ยหลี่เฉียงจอดรถแล้วยื่นคูปองอาหารให้แก่เธอ มีคูปองเนื้อหมู คูปองข้าวสาร และคูปองไข่ไก่
จางซูเจินมองดูคูปองอาหารตรงหน้า ตราประทับระบุปี ค.ศ.1982 ทำให้เธอมั่นใจแล้วว่าตนเองอยู่ในยุคที่อาหารบางอย่างต้องใช้คูปองซื้อเพื่อจำกัดอาหารให้ทั่วถึง
“ลงไปซื้อของ เราจะได้รีบกลับบ้านเสียที” เขาพูดเสียงเรียบ
“หนูขอลงไปซื้อของกับแม่ได้ไหมคะ” เยี่ยซิ่วอิงตัวน้อยถามบิดา
เยี่ยหลี่เฉียงมองหน้าภรรยาที่แสนร้ายกาจของตน ที่ตอนนี้เธอทำหน้าตาเหมือนคนกำลังพินิจพิเคราะห์อะไรบางอย่างอยู่
แววตาของเธอตอนนี้ไม่เหมือนคนเจ้าเล่ห์แสนร้าย ไม่รู้ว่าเธอเสแสร้งเป็นคนดีไปถึงแววตาแบบนี้ได้อย่างไร
“เสี่ยงอิงไปด้วย ดูแลลูกดีๆ อย่าดุอย่าด่าลูกให้ตกใจล่ะ เสี่ยวอิงรักคุณมากรู้ใช่ไหม” เขาพูดขึ้นมา ทำให้หญิงสาวมองสบตาที่จริงจังนั้น แล้วรับคูปองมาถือเอาไว้พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อของอย่างอื่น
“เสี่ยวอิง เราไปซื้อของกันเถอะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกับเด็กหญิง ทำให้เยี่ยซิ่วอิงยิ้มกว้าง
แววตาคู่น้อยๆ เป็นประกายที่สดใสกว่าทุกครั้ง แม้ไม่รู้ว่าวันนี้มารดาอารมณ์ดีเพราะเหตุใด แต่อยากให้มารดาใจดีแบบนี้กับตนทุกวัน
เยี่ยหลี่เฉียงมองภรรยาที่แสนชังกับลูกสาวที่เกิดมาจากความผิดพลาดของตนด้วยสายตาที่กังวล ว่าจางซูเจินจะพูดข่มขู่อะไรกับเยี่ยซิ่วอิงให้รู้สึกกลัวหรือไม่
จางซูเจินเป็นแม่ดอกบัวขาว ทำทุกอย่างเพื่อยั่วยวนเขาจนถึงขั้นเอาตัวเองเข้าแลกในวันที่เขาเมามายไร้สติ
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเขาต้องแต่งงานกับเธอเพื่อรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของอีกฝ่าย
ตั้งแต่ที่แต่งงานกันก็พยายามแล้วที่จะอยากทำให้ครอบครัวอบอุ่น แต่จางซูเจินเมื่อได้แต่งงานกับตนแล้วกลับชอบเที่ยวเตร่ไม่ทำงานบ้าน
พอท้องก็อาละวาดอย่างหนักว่าตัวเองมีลูกทำให้อึดอัดและลำบากตัวไปไหนไม่ได้ หลังคลอดลูกได้ไม่กี่เดือนก็ออกไปเล่นพนันเสี่ยงโชค ยังดีที่เธอฉลาดพอที่จะหยุดก่อนจะเสียเงินจนหมดตัว
ปล่อยให้เยี่ยหงแม่ของเขาต้องเลี้ยงหลานและทำงานบ้านแทน ขู่จะแจ้งทางการเรื่องเล่นพนันก็แอบไปเล่นอยู่บ่อยครั้ง เป็นแบบนี้จะเขาให้รักลงเธอได้อย่างไร
************************
แม่ใจร้าย
จางซูเจินพาเยี่ยซิ่วอิงตัวน้อยเดินลงจากรถอย่างระมัดระวัง แล้วตรงไปยังตลาดข้างหน้าที่มีการร้านค้าเรียงราย
ร้านขายข้าวสารมีคนเข้าแถวอยู่จำนวนหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจที่จะไปยืนต่อแถวซื้อข้าวสารที่ร้านนั้นก่อน พลางสังเกตว่าเด็กหญิงมองไปยังร้านขายขนมหวานด้วยสายตาที่เป็นประกาย
“เสี่ยวอิง อยากกินเหรอ” เธอถามเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม
“ไม่อยากกินค่ะ” เด็กหญิงตอบเสียงเบา รู้ว่าวันนี้มารดาใจดี แต่จะมีเงินซื้อให้เธอหรือไม่ และที่ใจดีก็อาจจะเป็นเพราะว่ามีบิดาอยู่ด้วยเลยไม่แสดงอาการหงุดหงิดโวยวายออกมาหรือเปล่า เด็กน้อยอดคิดไม่ได้
เมื่อถึงลำดับของเธอ หญิงสาวก็ใช้คูปองในการซื้อข้าวสารจากนั้น แบกมันด้วยความหนักอึ้ง อีกมือก็จูงมือเด็กหญิงเดินไปที่ร้านขายขนมหวานตรงหน้า
เด็กน้อยมองมารดาของตนเลือกลูกกวาดหลากสีใส่ตะกร้า แล้วยื่นให้กับเถ้าแก่ร้านขายขนมพร้อมกับจ่ายเงินที่ถือมา
ซึ่งปกติแล้วหากได้เงินมาจ่ายตลาด มารดาของเธอต้องเลือกซื้อเครื่องสำอางและข้าวของให้ตัวเองเป็นอันดับแรก หากเงินเหลือแล้วจึงจะมาซื้อของให้แก่เธอ
“เสร็จแล้ว เราไปซื้อเนื้อหมูกับไข่ไก่กันเถอะ” จางซูเจินพูดด้วยรอยยิ้มแล้วเดินไปที่แผงขายเนื้อหมู ซื้อห้าขีดตามจำนวนคูปองที่จำกัด แล้วให้เยี่ยซิ่งอิงช่วยถือเนื้อหมูนั้น
จากนั้นก็ไปยังร้านขายไข่ไก่ ซื้อตามจำนวนที่ระบุในคูปอง เงินส่วนที่เหลือจำนวนหนึ่งเธอก็ซื้อผักติดไม้ติดมือกลับไปด้วย
แม้จะทำอาหารไม่เก่ง แต่ก็พอรู้ว่าผักอันไหนที่ใช้ทำอาหารได้บ้างจึงไม่ใช่เรื่องยากนัก
จางซูเจินคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือความฝันในการที่เธอทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ แต่การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันน่าจะเป็นทางรอดเดียวของเธอในตอนนี้
ในเมื่อเธอกับจางซูเจินในยุคนี้สลับมิติกัน ดังนั้นจนกว่าประตูมิติจะเปิดขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่รอดจนกว่าจะถึงตอนนั้นให้ได้
เยี่ยซิ่งอิงมองมารดาที่พูดจาอ่อนโยนกับคนอื่นด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยินดีที่มารดาเปลี่ยนไป
ริมฝีปากน้อยๆ ผุดรอยยิ้มที่มีความสุขออกมา ภาพมารดาที่เกรี้ยวกราดดุร้าย กำลังถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนนี้
ในขณะที่ขับรถกลับบ้าน เยี่ยหลี่เฉียงตั้งใจขับรถมองทางข้างหน้าอย่างใช้สมาธิ มีแวบหนึ่งที่เขาแอบมองลูกสาวด้วยหางตา
วันนี้เด็กน้อยดูอารมณ์ดีและสดใสขึ้นมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน เพราะหากเขาไปทำงานจางซูเจินก็จะอารมณ์เสียใส่ลูก แผดเสียงด่าจนเด็กน้อยต้องกลัวจนตัวสั่นอย่างที่ผ่านมา
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แปลกใจอยู่มากที่ลูกสาวไม่เคยจะโกรธมารดาเลยสักครั้ง กลับทั้งรักและปกป้องมารดาแม้ตนเองจะถูกดุด่าอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
รถของเยี่ยหลี่เฉียงจอดที่ข้างรั้วไม้ของบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะเป็นบ้านที่กลางเก่ากลางใหม่ไม่ได้ดูร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ถือว่ายากจนนัก
เยี่ยซิ่วอิงหลับไปในอ้อมแขนของภรรยา เขาจึงเปิดประตูให้และช่วยเธอถือของเข้าไปในบ้าน
แม่สามีวัยห้าสิบมองดูลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่ชิงชัง แล้วเดินไปถือของช่วยลูกชายพร้อมกับรอยยิ้มที่ต้อนรับการกลับมาของเขา
“ไปเจอนางงูพิษนั่นที่ไหนล่ะ”
“แม่ครับ” เขาส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงเตือนมารดาของตนไม่ให้พูดคำพูดไม่ดีออกมาเพราะลูกสาวอาจจะได้ยิน
“ไปเจอในตรอกเล็กๆ ที่อยู่ใกล้บ้านสกุลเจียง ขากลับก็เลยแวะตลาดซื้อของเข้ามาเก็บเอาไว้”
จางซูเจินมองหญิงวัยกลางคนด้วยสายตาที่งุนงงกับท่าทางนั้น แต่ฟังจากคำพูดนั้นก็พอเดาได้ว่านี่คือแม่สามี และทั้งแม่สามีกับสามีของเธอดูเหมือนว่าจะไม่ชอบหน้าเธอเอาเสียเลย
“จะให้วางเสี่ยวอิงไว้ที่ไหน” เธอหันไปถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ชายหนุ่มในชุดสูททำงานจึงเดินนำหน้าเธอเข้าไปในห้องนอนใหญ่ เพื่อให้เธอวางลูกลงบนเตียงพี่อยู่กลางห้อง
“ฉันขอถามหน่อยได้ไหม คุณไม่คิดจะยิ้มให้ฉันหน่อยเลยเหรอ ไม่ทราบว่าเราโกรธเคืองกันด้วยเรื่องอะไร” หญิงสาวถามออกมาตรงๆ ในเมื่อเป็นภรรยาของเขาแล้วเธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าทั้งคู่มีเรื่องบาดหมางอะไรกันนักหนา
เยี่ยหลี่เฉียงมองหน้าเธอที่ถามด้วยแววตาที่ดูเหมือนไม่รับรู้อะไรนั้น เขาบังเกิดความหมั่นไส้อย่างจริงจัง ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะเสแสร้งไปจนถึงเมื่อไหร่
“ตั้งแต่ที่แต่งงานกันมา ผมพยายามทำทุกอย่างให้เราเป็นครอบครัวที่รักใคร่กัน ให้โอกาสคุณได้รับความรักจากผม” เขาพูดเสียงเรียบ แล้วเริ่มสูดลมหายใจเข้าเหมือนกำลังสะกดกลั้นความขุ่นเคืองใจ
“คุณกลับทิ้งขว้างลูกของเรา เอาแต่ออกไปเสี่ยงโชคและเที่ยวเล่นไม่สนใจทำงานบ้าน ปล่อยให้แม่ผมต้องเลี้ยงหลานและทำงานบ้านคนเดียว ไหนจะเจ้าอารมณ์ เจ้าเล่ห์ เป็นคุณเองฝ่ายเดียวที่ไม่พยายามทำอะไรนอกจาก…”
เขาอยากจะบอกว่าตั้งแต่แต่งงานกันแล้วคลอดลูกให้เขา ก็ไม่พยายามทำอะไรเลยนอกจากเรื่องบนเตียง ที่อีกฝ่ายมักเป็นฝ่ายปลุกเร้าเขาก่อนเสมอ แต่ก็ไม่พูดเพราะก็รู้สึกกระดากปาก
“แล้วคุณมาแต่งงานกับฉันทำไม ถ้าฉันนิสัยแย่ขนาดนั้น” เธอกอดอก ใบหน้าสวยมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ถ้าวันนั้นคุณไม่มอมเหล้าผมแล้วเอาตัวเข้าแลก มีหรือว่าผมจะต้องมารับผิดชอบโดยการแต่งงานกับคุณแบบนี้” น้ำเสียงนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับการกัดฟันแสดงความโกรธขึ้ง
จางซูเจินนิ่งไป นี่จางซูเจินในยุคนี้เจ้าเล่ห์และไร้ยางอายถึงขนาดมอมเหล้าผู้ชายแล้วปล้ำทำสามีเลยหรือ หากเป็นยุคปัจจุบันของเธอ เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเรื่องปกติ
แต่นี่มันปี 1982 ผู้หญิงไร้ยางอายเท่านั้นที่ทำกัน
“คุณจะอารมณ์ร้ายเกรี้ยวกราดใส่ผม ผมทนมาตลอด แต่คุณชอบดุด่าลูก เสี่ยวอิงก็เหลือเกินถูกแม่ทำขนาดนั้นยังรักและปกป้องคุณ ลูกหวังแค่อยากให้คุณเป็นอย่างแม่คนอื่นๆ ที่ใจดีมีเมตตา”
เยี่ยหลี่เฉียงยังคงพูดวีรกรรมของหญิงสาวออกมาไม่หยุด “แต่ยิ่งลูกยอมคุณ รักคุณ คุณกลับใช้เสี่ยวอิงมาปกป้องตัวเอง พอดุด่าจนลูกเสียใจก็ค่อยซื้อขนมซื้อของเล่นมาล่อ ให้ลูกยิ่งรักคุณเพื่อไม่ให้ผมหย่าด้วย คุณมันเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกชิงชังมากกว่าจะโกรธเธอ จางซูเจินถึงกับทำตัวไม่ถูก ทะลุมิติมาทั้งทีก็ต้องมาเจอแต่ปัญหาที่หนักอึ้งที่ต้องเผชิญ
“เอาเป็นว่าต่อไปฉันจะปรับปรุงตัวก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่สำนึกผิด
เธอหันไปมองดูหน้าเยี่ยซิ่วอิงที่หลับอยู่ก็พลันเกิดความสงสาร อย่างน้อยช่วงเวลาที่ติดอยู่ในมิตินี้เธอก็จะขอเป็นแม่ที่ดีให้อีกฝ่ายสักครั้ง แม้จะเป็นเมียและลูกสะใภ้ที่ดีไม่ได้ก็ตามทีเถอะ
“ขอให้คุณทำได้อย่างที่พูดเถอะ” เยี่ยหลี่เฉียงพูดทิ้งท้ายเอาไว้แล้วเดินออกไปจากห้อง
หญิงสาวนั่งลงที่เตียงข้างลูกสาวอย่างสิ้นหวัง เธอซื้อชุดกี่เพ้าและทำทรงผมสั้นเป็นลอนคลื่นแบบย้อนยุคเพื่อไปงานเลี้ยงหมดไปตั้งหลายหยวน เดินอยู่ก็ถูกโจรวิ่งราวกระเป๋าแล้วมาโผล่ในยุคโบราณแบบนี้
มิหนำซ้ำยังมีลูกสาวที่น่าสงสาร มีแม่สามีที่เกลียดชัง และสามีที่ไม่เคยรักใคร่ ชีวิตวันนี้จะบัดซบไปถึงไหนกันแน่
************************
สะใภ้เยี่ย
ในขณะที่เยี่ยซิ่วอิงนอนกลางวันอยู่ จางซูเจินที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็เดินออกไปที่โถงบ้าน
เธอมองหาสามีแต่ก็ไม่เจอ มีเพียงแม่สามีที่กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่
“ให้ฉันช่วยอะไรไหมคะ”
“ไม่ต้อง” น้ำเสียงที่เย็นชาแผ่ความกดดันมายังเธอจนหญิงสาวรู้สึกอึดอัด
“อาหลี่กลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน พอรู้ว่าเธอแอบไปเล่นพนันก็เลยรีบตามออกไป ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิดก็ต้องออกไปทำงานต่อแล้ว เธอมันเป็นภรรยาที่แย่มาก” แม่สามีต่อว่าออกมาตรงๆ อย่างเปิดเผย เอือมระอากับลูกสะใภ้คนนี้เต็มแก่
“ถ้าไม่มีอะไรให้ช่วย งั้นฉันออกไปเดินเล่นข้างนอกนะคะ” เธอบอกเป็นทำนองขออนุญาต เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ว่าอะไรจึงเดินออกไปนอกบ้าน
เยี่ยหงเอามือเท้าเอวมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่เกลียดชัง อยากให้ถูกทางการจับไปเสียให้พ้นจะได้ไม่เป็นเสนียดของบ้านนี้
‘อุตส่าห์แอบแจ้งตำรวจไปแล้ว ยังรอดมาได้ คอยดูเถอะครั้งหน้าเธอต้องติดคุกแน่ คราวนี้อาหลี่ก็ทำเรื่องขอหย่าได้โดยไม่ต้องรู้สึกติดค้างในใจแล้ว’
จางซูเจินยืนอยู่ประตูหน้าบ้าน สายตาช่างสงสัยนั้นสำรวจไปรอบๆ บริเวณภายนอกของบ้านก่อนเป็นอันดับแรก
พื้นที่ของบริเวณหน้าบ้านค่อนข้างคับแคบ เฉพาะตัวบ้านก็แทบเต็มพื้นที่แล้ว
แม้มีพื้นที่เล็กๆ ขนาดหนึ่งตารางวาอยู่ที่หน้าบ้านด้านซ้ายมือ แต่ก็ไม่พอให้รถเข้ามาจอดได้ โชคดีที่ถนนหน้าบ้านค่อนข้างกว้าง คนส่วนใหญ่จึงจอดรถไว้ที่ริมถนนใกล้กับบ้านของตัวเอง
เมื่อสำรวจจนพอใจแล้ว จากนั้นเธอก็เดินออกนอกรั้วบ้าน เดินสำรวจถนนสายนั้นจนเจอเข้ากับป้ายบอกชื่อถนน พร้อมทั้งป้ายบอกทางที่ติดอยู่ จึงเข้าไปอ่านรายละเอียดนั้นจนรู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตชนบททางตอนใต้ของเซี่ยงไฮ้
ตอนที่นั่งรถกลับมา เธอสังเกตว่าแถวนี้ยังไม่ค่อยมีตึกสูงในบริเวณนี้มากนัก แต่ถ้าพูดถึงความเจริญแล้วก็ถือว่ามีความเจริญมากพอสมควร
“ช่วงปลายปี70 ถึงต้นปี 80 เป็นช่วงปฏิรูปใหม่ เศรษฐกิจช่วงนี้เริ่มดีขึ้นและมีการติดต่อกับต่างชาติ…เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองที่สุด ขนาดชนบทก็ยังดูเจริญหูเจริญตา ถ้าฉันจำไม่ผิดน่าจะประมาณนี้” จางซูเจินพึมพำทบทวนความรู้ที่เคยร่ำเรียน
แต่เธอไม่เก่งวิชาประวัติศาสตร์เสียด้วยสิ จะทะลุมิติมาแล้วเปลี่ยนแปลงอดีตก็คงไม่ใช่เรื่องที่เธอจะสามารถทำได้
ในนิยายนางเอกทะลุมิติมาเป็นหมอ มาปลูกผัก ทำอาหารขาย แต่เธอทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ก็แน่ล่ะสมัยที่เธออยู่มีแต่เครื่องอำนวยความสะดวก
อาหารหรือก็มีเต็มสองข้างทาง อยากได้อะไรก็แค่ทำงานใช้เงินซื้อ พอมาอยู่ที่นี่แล้วใจก็เลยใจแป้วว่าจะรอดชีวิตไปได้สักกี่วัน
“สะใภ้เยี่ยจะออกไปไหน วันนี้ได้ยินข่าวว่าบ่อนใต้ดินที่เคยไปโดนบุกค้น โชคดีนะที่ไม่ได้ไปไม่อย่างนั้นคุณนายเยี่ยกับหลี่เฉียงคงอายจนไม่รู้จะแทรกหน้ามุดลงตรงไหนแล้ว” หญิงวัยประมาณสี่สิบต้นๆ พูดจาถากถางด้วยน้ำเสียงที่น่าหมั่นไส้
ในตอนนั้นเธอจึงรู้ว่าบ้านที่เธออยู่คือบ้านสกุลเยี่ย และสามีชื่อเยี่ยหลี่เฉียง ‘หลี่เฉียงที่แปลว่าแข็งแกร่ง หึ..น่าจะชื่อคนเย็นชาเสียมากกว่า’
เธอนึกในใจแล้วพิจารณาหญิงวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไปเพราะอยากใช้ชีวิตหลังจากนี้ให้สงบสุขที่สุด
จางซูเจินเมินคำพูดส่อเสียดนั้นแล้วเดินกลับไปยังบ้านสกุลเยี่ย หญิงคนนั้นก็เดินตามมาแล้วทั้งสองก็หยุดตรงประตูรั้วที่อยู่ข้างๆ กัน ทำให้เธอรู้ว่านี่คือเพื่อนบ้านสกุลเฉิน
“สะใภ้เยี่ย บ้านเธอแม้ไม่ได้ยากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยพอให้เธอสุขสบายหรอกนะ ทนไม่ได้ก็หย่าไปเถอะ สงสารหลี่เฉียง” ประโยคนั้นฟังเหมือนจะหวังดีแต่ก็ไม่ใช่
“อากาศที่เมืองนี้ดีมากเลยค่ะ แต่ตอนนี้มันเริ่มเน่าเหม็นแล้ว” จางซูเจินพูดแล้วเอานิ้วบีบจมูกของตน พร้อมกับใช้มืออีกข้างปัดไล่อากาศโดยรอบออก
เฉินเหม่ยถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดเลยว่าจะถูกอีกฝ่ายต่อว่าตนว่าคำพูดเน่าเหม็น
แต่ก่อนที่เพื่อนบ้านสกุลเฉินจะพูดอะไรออกมาอีก จางซูเจินก็เดินเข้าไปในบ้านก่อน ทำให้หญิงวัยกลางคนได้แต่เข่นเขี้ยวด้วยความหมั่นไส้
เมื่อเข้าไปถึงภายในบ้าน หญิงสาวเห็นแม่สามีนั่งเย็บผ้าอยู่ที่เก้าอี้ไม้ในห้องนั่งเล่นก็ส่งยิ้มให้ แต่อีกฝ่ายมองผ่านแล้วก้มหน้าปักเย็บต่อโดยไม่สนใจ เธอจึงเดินขึ้นห้องไปอยู่กับลูกสาวแทน
“ให้ตายสิซูเจิน เธอทำอะไรไว้กันแน่ ทำไมมีแต่คนจงเกลียดจงชังเธอขนาดนี้” เสียงบ่นพึมพำปลุกให้เยี่ยซิ่วอิงตื่นขึ้นมา
พอเห็นว่าแม่ทำสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นักเด็กหญิงก็เริ่มกลัว คิดว่ามารดาคงอารมณ์ไม่ดีแล้ว อาจจะเพิ่งนึกออกว่าเธอเผลอบอกบิดาเรื่องที่อีกฝ่ายขโมยเงินไปที่บ่อนแน่
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว จึงหลับตาลงไปอีกครั้งแม้จะปวดปัสสาวะแต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ เพราะกลัวถูกมารดาเกรี้ยวกราดใส่
“นั่นลูกตื่นแล้วหรือ”
เปลือกตาที่ขยับเล็กน้อยนั้นทำให้จางซูเจินสังเกตเห็นว่าลูกสาวของตนในมิตินี้รู้สึกตัวแล้ว
เมื่อถูกจับได้เยี่ยซิ่วอิงจึงลืมตาขึ้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความกลัวว่าตนเองจะถูกตำหนิ “แม่คะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะบอกพ่อ แม่อย่าโกรธหนูได้ไหม” น้ำเสียงนั้นแสดงถึงความกลัวและกังวลใจ
ประโยคนี้เด็กหญิงเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง คงเป็นเรื่องที่ค้างคาใจและกังวลอยู่ในตอนนี้
“ลูกบอกอะไรพ่อ”
“หนูบอกพ่อว่าแม่เอาเงินในกล่องนั้นแล้วออกไปข้างนอก” เด็กหญิงสารภาพด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาเริ่มไหลลงมาที่หางตาด้วยความกลัวจับใจว่าแม่จะไม่รักตน แล้วจะถูกด่าและตะคอกด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอต้องหวาดกลัวกับอารมณ์ที่แปรปรวนนั้น
จางซูเจินรู้สึกสะท้อนใจมาก ซูเจินคนก่อนหน้านี้ทำอะไรลงไป ทำไมเด็กน้อยถึงกลัวมารดาขนาดนี้
“แม่ไม่โกรธเสี่ยวอิงหรอก ลุกเถอะ ไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย” เธอช่วยพยุงเด็กหญิงให้ลุกนั่ง แล้วใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยน
เยี่ยซิ่วอิงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ เมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้วแต่มารดาก็ยังคงอ่อนโยนเหมือนก่อนหน้านี้ รอยยิ้มของเธอสดใสขึ้นแล้วลุกขึ้นยืนโอบกอดรอบคอมารดาที่นั่งอยู่บนเตียง
“แม่รักหนูไหมคะ” เธอถามคำถามนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ หากเป็นเมื่อก่อนมารดาจะบอกว่า จะถามอะไรนักหนา เธอเป็นลูกฉันอย่างไรฉันก็ต้องรักอยู่แล้ว
“รักสิ เพราะเสี่ยวอิงเป็นเด็กดี ใครเห็นใครๆ ก็ต้องรัก” คำตอบนั้นทำให้เยี่ยซิ่วอิงร้องไห้ออกมา แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ
น้ำอุ่นๆ สัมผัสเข้าไปในชุดกี่เพ้า ในตอนนั้นเองเด็กหญิงเพิ่งนึกออกว่าตนเองปวดเบาอยู่ แล้วพอร้องไห้ออกมาก็เผลอปล่อยมันออกมาด้วย
“แม่ หนูขอโทษ” คราวนี้เด็กน้อยคิดว่าต้องโดนดุแน่แล้ว เพราะชุดนี้เป็นชุดโปรดของมารดาที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานนี้
“ไม่เป็นไร งั้นเราไปอาบน้ำพร้อมกันนะ” จางซูเจินบอกอย่างใจเย็นและไม่ถือสา ดูจากที่แค่เพียงบอกรักแล้วเด็กหญิงก็ร้องไห้ แสดงว่าอีกฝ่ายน่าจะมีปมในใจเรื่องแม่อยู่พอสมควร
เด็กหญิงไม่รู้ว่าทำไมมารดาถึงใจดีผิดไปเป็นคนละคนแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ดีใจ และอยากให้จางซูเจินดีกับตนแบบนี้ตลอดไป
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเสี่ยวอิงร้องไห้”
เสียงของผู้เป็นย่ารีบเข้ามาในห้องเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้แว่วๆ ของหลานสาว
“ไม่มีอะไรค่ะ” เยี่ยซิ่งอิงรีบอธิบาย
เยี่ยหงดูสภาพที่หลานสาวปัสสาวะรดใส่ชุดโปรดของลูกสะใภ้แสนชัง ก็พอเดาสถานการณ์ออก
“แค่ลูกเยี่ยวรดชุด เธอถึงกับต่อว่าหลานฉันจนร้องไห้เลยหรือซูเจิน แล้วนี่ยังให้เสี่ยวอิงโกหกปกป้องแม่ จิตใจเธอมันชั่วช้าจริงๆ”
จางซูเจินไม่เถียงออกมาแม้แต่คำเดียว เธออุ้มลูกสาวผ่านหน้าแม่สามีไปยังห้องน้ำโดยไม่สนใจสายตาที่มองด้วยอคตินั้น
มั่นใจแล้วว่าไม่มีใครสักคนที่ชอบหน้าจางซูเจินคนเดิม นอกจากเด็กน้อยเสี่ยวอิงคนนี้
************************
มีebook ใน meb นะคะ สามารถอุดหนุนไรต์ได้ค่ะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNTI1MjE0MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3NjUyMiI7fQ