ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก : GOURMET OF ANOTHER WORLD [นิยายแปล]
ณ โลกแฟนตาซีที่มีผู้ฝึกยุทธซึ่งสามารถแยกภูเขา ผ่าลำธารด้วยคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือ
และทำลายแม่น้ำได้จากลูกเตะ มีร้านอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่
ซึ่งเป็นที่ที่มีพลังแห่งชีวิตนับไม่ถ้วนที่อยู่ภายใน
ที่นั่นท่านจะได้ลิ้มรสข้าวผัดที่ทำมาจากไข่ของนกฟินิกส์และข้าวเลือดมังกร
ที่นั่นท่านสามารถดื่มเหล้าที่ทำมาจากผลสีชาดและน้ำจากน้ำพุแห่งชีวิต
ที่นั่นท่านสามารถลิ้มรสเนื้อย่างของวัวระดับเก้าที่โรยพริกไทยดำ
อะไรนะ? อยากจะลักพาตัวพ่อครัว? ไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะที่นั่นมีสัตว์แห่งเทพระดับสิบ สุนัขล่าเนื้อของนรกเฝ้าอยู่ที่ทางเข้า
นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ฆ่านักฆ่าระดับเก้าได้ด้วยมือข้างเดียว
และมีกลุ่มผู้หญิงบ้าคลั่งหิวโหยที่จะต้องเอาชนะให้ได้
ระดับขั้นของการฝึกตน
ระดับ 1 : ขั้นนักรบ
ระดับ 2 : ขั้นเจ้ายุทธการ
ระดับ 3 : ขั้นคลั่งยุทธการ
ระดับ 4 : ขั้นจิตยุทธการ
ระดับ 5 : ขั้นราชันยุทธการ
ระดับ 6 : ขั้นจักรพรรดิยุทธการ
ระดับ 7 : ขั้นนักพรตยุทธการ
ระดับ 8 : ขั้นเทพแห่งสงคราม
ระดับ 9 : ขั้นเซียนเทพ
ระดับ 10 : ???
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก (GOURMET OF ANOTHER WORLD)
ผู้เขียน : หลี่หงเทียน
ผู้แปล : Kulin (Thunderbird Translators)
---
[异世界的美食家] / [李鸿天]
©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
บทที่ 1 ร้านอาหารเล็กๆ ณ ซอยแห่งหนึ่งในนครหลวง
ณ ทวีปมังกรซ่อนเร้น ที่นครหลวงแห่งจักรวรรดิวายุแผ่ว
ภายในเมืองอันวุ่นวายมีชีวิตชีวา ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่กำลังส่งเสียงเซ็งแซ่จากทั่วทุกสารทิศ สองข้างถนนขนาบไปด้วยตึกสูง ทั้งยังมีร้านอาหารและโรงเตี๊ยมมากมายกระจายตัวอยู่ กลิ่นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ จากเหล่าพ่อครัวแม่ครัวลอยล่องไปในอากาศ ส่งให้บริเวณนั้นหอมหวนชวนหิวอยู่เป็นเวลานาน
ท่ามกลางร้านอาหารเหล่านี้ มีอยู่ร้านหนึ่งที่ถือว่าขึ้นชื่อที่สุดในนครหลวง และมักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเสมอ แสดงให้เห็นถึงกิจการที่กำลังรุ่งเรืองเอาการ ร้านนี้มีนามว่าร้านอาหารปักษาเพลิงนิรันดร์
ตึกรามบ้านช่องในนครหลวงแห่งนี้ถูกสร้างอย่างประณีตเป็นระเบียบ มีตรอกซอกซอยอยู่ทุกหนแห่ง หากสัญจรทางถนนสายหลักโดยเดินผ่านร้านอาหารปักษาเพลิงนิรันดร์ไปสักสามจั้งกว่าๆ ก็จะพบตรอกลึก เมื่อเดินตรงเข้าตรอกแล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเห็นร้านอาหารขนาดเล็กดูเรียบง่ายร้านหนึ่ง
หน้าร้านมีสุนัขสีดำตัวใหญ่นอนลิ้นห้อยอยู่ ส่วนภายในนั้นไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว
ทันใดนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกจากร้านอาหาร เขามีรูปร่างผอมเพรียวและมีผิวขาวผ่อง ผมยาวสีดำรวมถึงลูกผมด้านหน้าถูกรวบขึ้นสูงด้วยเชือกขนสัตว์ที่ทั้งบางและยาว ชายหนุ่มผู้นี้ดูทั้งสะอาดและเรียบร้อยหมดจด
“เจ้าดำ ได้เวลาอาหารแล้ว” ชายหนุ่มผู้มีนามว่าปู้ฟางกำลังเดินออกมาจากร้านอาหาร พร้อมด้วยชามกระเบื้องที่อยู่ในมือ เขาวางชามนั้นลงตรงหน้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ เจ้าสุนัขที่ก่อนหน้านั้นกำลังนอนเอื่อยเฉื่อยพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาในบัดดล และเริ่มลงมือกินอาหารในชามทันที
ปู้ฟางลูบขนนุ่มลื่นสะอาดของเจ้าดำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้าน
ปู้ฟางผู้นี้เป็นชายหนุ่มแสนธรรมดาอายุยี่สิบปีจากดาวโลก ผู้ที่ฝันอยากเป็นพ่อครัวมากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด วันหนึ่งเขาลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในโลกใบอื่น และมี [ระบบนักชิม] อันแสนลึกลับปรากฏขึ้นในความคิดของเขา ในวันที่สองที่เขามาเยือนโลกใบใหม่ ระบบนี้ก็ช่วยให้ปู้ฟางสร้างร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือนแล้วนับจากวันแรกที่เขาได้สร้างร้านอาหารแห่งนี้ขึ้นมา แต่กลับไม่เคยมีลูกค้าเข้ามาเหยียบที่นี่แม้แต่ครั้งเดียว จนปู้ฟางเริ่มเคยชินกับเรื่องนี้เสียแล้ว เขาได้แต่ทำตามสิ่งที่ [ระบบนักชิม] บอกให้ทำในแต่ละวันเท่านั้น ซึ่งก็คือการฝึกทำอาหารและให้อาหารเจ้าสุนัขสีดำทุกวันไม่เคยขาด
ปู้ฟางไม่รู้ว่าเจ้าสุนัขสีดำตัวนี้มาจากไหน จำได้เพียงว่ามันปรากฏตัวขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ร้านอาหารแห่งนี้สร้างเสร็จเท่านั้น ระบบคอยบอกปู้ฟางให้ให้อาหารสุนัขอยู่เรื่อยๆ ด้วยวัตถุดิบที่เขาใช้ในการฝึก ทุกครั้งที่เขาเปิดร้าน สุนัขตัวนี้จะมาคอยท่าอยู่หน้าร้านเพื่อรออาหารจากชายหนุ่ม
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เจ้าสุนัขสีดำตัวนี้เป็นลูกค้ารายแรกของปู้ฟาง แม้ว่ามันจะไม่เคยจ่ายสตางค์เลยก็ตามที
เมื่อชายหนุ่มกลับเข้ามาในร้านเรียบร้อย เขาก็มองไปรอบๆ ร้านที่โล่งว่างแล้วถอนหายใจออกมา แม้ร้านนี้จะดูเรียบง่าย แต่ก็ยังสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ร้านอาหารแห่งนี้มีพื้นที่ราวสามผิงฟางจ้าง และมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ชุดเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารขนาดเล็กอย่างแท้จริง
เมื่อมองไปที่รายการอาหารซึ่งมีให้เลือกสามรายการ ปู้ฟางก็ถอนหายใจยาวอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
รายการอาหารที่ว่านี้เป็นแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งที่มีชื่ออาหารเขียนอยู่สามชื่อ และแขวนอยู่บนฝาผนังของร้าน
การที่ร้านแห่งนี้มีอาหารเพียงสามรายการให้เลือกก็นับว่าประหลาดแล้ว แต่ราคาของอาหารแต่ละอย่างนั้น… ยิ่งน่าหัวร่อเข้าไปใหญ่
ผัดผักและบะหมี่แห้งคลุกมีสนนราคาอยู่ที่จานละร้อยเหรียญทอง ส่วนข้าวผัดไข่นั้นยิ่งหนักเข้าไปอีก… มันมีราคาสูงถึงหนึ่งผลึกเลยทีเดียว
มีเพียงผู้ฝึกตนเท่านั้นที่จะมีผลึกไว้ในครอบครอง และผลึกหนึ่งชิ้นมีราคาขายอยู่ที่พันเหรียญทองเลยทีเดียว แต่ผลึกนั้นก็ใช่ว่าจะหาซื้อกันได้ง่ายๆ เรียกว่าแทบจะไม่มีขายเลยดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ราคาขายของข้าวผัดไข่ที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ จึงจัดได้ว่าแพงชนิดไร้สาระ
แม้แต่ตัวปู้ฟางเองยังไม่เชื่อว่าจะมีใครโง่พอมาสั่งอาหารที่ราคาแพงจับใจถึงเพียงนี้ ถึงเขาจะเห็นด้วยว่าอาหารทั้งสามรายการนั้นจัดว่าอร่อยเหาะเมื่อได้ลองกินดูก็ตามที แต่เมื่อหันกลับไปมองราคาแล้ว… ตีลังกาคิดก็ยังไม่น่าเป็นไปได้
“ในฐานะพ่อครัวเทพที่ต้องการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกในจินตนาการแห่งนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่ท่านจะไม่มีลูกค้ารายแรก หากท่านหาลูกค้ารายแรกมาได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ท่านจะได้รับรางวัลตอบแทนจากระบบนักชิม”
นี่เป็นภารกิจที่ระบบมอบให้เขาหลังจากเปิดร้านอาหารมาได้สองสามวัน และตอนนี้ก็เหลือเวลาอยู่เพียงสามวันเท่านั้น ปู้ฟางได้แต่มองตรอกอันแสนว่างเปล่าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ดูเหมือนว่าความฝันในการเป็นพ่อครัวเทพของข้าจะป่นปี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวแรกเสียแล้ว” ชายหนุ่มตรวจดูเวลาก่อนถอนใจอยู่ในอก เขาลุกขึ้นยืน นำแผ่นไม้ไปวางปิดทางเข้าร้านเพื่อปิดร้านในวันนี้
เขาไม่สามารถนำอาหารออกมาได้หากระบบไม่อนุญาต แถมยังมีกฎระเบียบเคร่งครัดเรื่องเวลาเปิดปิดอีกต่างหาก แม้ร้านนี้จะเป็นร้านอาหารเล็กๆ แต่ก็ยังมีกฎมากมายให้ต้องทำตาม และในเมื่อกฎเหล่านี้ระบบเป็นผู้ตั้งขึ้น ปู้ฟางจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องปฏิบัติตาม
ร้านอาหารของเขาปิดทำการเรียบร้อยแล้วสำหรับวันนี้ หลังจากปิดหน้าร้านเรียบร้อย ปู้ฟางก็กลับเข้าครัวไปฝึกทำอาหาร ความจริงแล้วการฝึกที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีกลเม็ดอะไรมากมายนัก เป็นเพียงการประกอบอาหารไปเรื่อยๆ เท่านั้น ระบบจะเติมวัตถุดิบให้เสร็จสรรพ ปู้ฟางมีหน้าที่เพียงนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาทำอาหาร
ที่มุมหนึ่งของห้องครัวมีหุ่นยนต์หน้าตาคล้ายมนุษย์อยู่ตัวหนึ่ง หุ่นยนต์ตัวนี้เป็นสิ่งที่ระบบสร้างขึ้นสำหรับเรียกคืนอาหารที่ปู้ฟางทำระหว่างการฝึกซ้อม นอกจากอาหารที่ตัวเขาและสุนัขสีดำตัวใหญ่กินแล้ว อาหารที่เหลือจากการฝึกซ้อมทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในท้องของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้
ชายหนุ่มจุดไฟแล้วเริ่มฝึกทำอาหารตามวิถีประจำวัน
แม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในโลกจินตนาการ แต่ห้องครัวที่ระบบสร้างขึ้นกลับเหมือนห้องครัวสมัยใหม่บนโลกไม่มีผิด
ภายในห้องครัวมีอุปกรณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหม้อทำอาหารไร้ควัน มีดทำครัวสเตนเลส เขียง เครื่องดูดควัน ไมโครเวฟ และตู้เย็น… อันที่จริงแล้วอุปกรณ์เหล่านี้ทันสมัยยิ่งกว่าบนโลกเสียด้วยซ้ำ ปู้ฟางทำอาหารในห้องครัวได้อย่างไม่ติดขัด แถมยังชอบมากยิ่งกว่าอุปกรณ์บนโลกด้วยซ้ำ
ในที่สุดราตรีก็มาเยือน ดวงจันทร์สองดวงทอแสงล้อกันอยู่บนท้องฟ้า แสงจันทร์อาบไล้นภาเบื้องบนเหมือนม่านหมอกสีเงินยวง
ที่หน้าร้านอาหาร เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่กำลังนอนขี้เกียจอย่างมีความสุขหลังจากที่กินจนอิ่ม มันนอนเฝ้ายามหน้าร้านท่ามกลางเสียงแมลงร้องแหลมสูงเป็นจังหวะ
เช้าวันต่อมา ปู้ฟางลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ชายหนุ่มก็เปิดร้านอาหารของตนอีกครั้ง
ร้านของเขายังคงว่างเปล่าไร้วี่แววผู้คนเช่นเคย หน้าร้านมีสุนัขสีดำนอนอยู่บนพื้นเหมือนทุกวัน
ปู้ฟางรู้สึกอิจฉากิจการของร้านปักษาเพลิงนิรันดร์ด้านนอกตรอกที่กำลังรุ่งเรืองขึ้นมาจับใจ ร้านอาหารที่ว่านี้ดังพลุแตกจนทางเข้าแทบจะระเบิดเป็นชิ้นๆ ด้วยจำนวนลูกค้าที่ล้นหลาม
ชายหนุ่มเริ่มฝันหวานว่าวันหนึ่ง ร้านของเขาจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนร้านปักษาเพลิงนิรันดร์บ้าง
“นายท่าน ในฐานะพ่อครัวที่มาดหมายจะเป็นพ่อครัวเทพ ณ โลกในจินตนาการแห่งนี้ ท่านจะมามัวอิจฉาร้านอาหารอื่นไม่ได้ จงพยายามให้มากขึ้นอีกเพื่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของท่านเอง!”
เสียงจักรกลแสนเคร่งขรึมจากระบบนักชิมดังสะท้อนในศีรษะของปู้ฟางเพื่อเตือนสติ ชายหนุ่มชินกับปรากฏการณ์นี้เสียแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขานึกอิจฉาร้านปักษาเพลิงนิรันดร์ เสียงนี้จะดังขึ้นให้กำลังใจเขาเสร็จสรรพ
ดูจากปฏิกิริยาตอบโต้นี้แล้ว ดูเหมือนว่าระบบนักชิมมีลักษณะค่อนข้างคล้ายมนุษย์ทีเดียว
ปู้ฟางกำลังนั่งบนเก้าอี้นอกร้าน ซึมซับแสงแดดอุ่นเข้าร่างกาย เขาอดไม่ได้ที่จะเลื่อนตัวลงไปเล็กน้อย พร้อมทั้งยกขาขึ้นมาขดไว้จนกลายเป็นนอนอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางแสนสบาย
ตอนนี้ไม่มีมนุษย์แม้แต่คนเดียวอยู่ในตรอก
“ผ่านไปอีกวันโดยไร้แม้แต่เงาลูกค้า” ปู้ฟางคิดเสียงดัง เขาเอียงคอแล้วหาวออกมา
เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่กำลังนอนอยู่บนพื้นพลันเหลือบตามองปู้ฟาง ก่อนจะหันกลับไปทำกิจวัตรของมันตามเดิม
ในตอนที่ชายหนุ่มกำลังจะผล็อยหลับไป เสียงฝีเท้าก็ทำให้เขาสะดุ้งตื่น ปู้ฟางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน เขามองเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังเดินผ่านไป ชายผู้นั้นสวมชุดจอมยุทธ์รัดรูปสำหรับการฝึกซ้อม
“อะไรกันนี่ มีคนโง่พอจะมาเปิดร้านอาหารในตรอกที่แทบไม่มีคนเดินผ่านด้วยรึ”
ชายเจ้าของเสียงนั้นมีหน้าตาหล่อเหล่าเอาการ ใบหน้าของเขาเรียวยาวเป็นรูปไข่ มีดวงตากลมโตมีชีวิตชีวาและริมฝีปากสีแดงสด หากชายผู้นี้ไม่ได้มีหน้าอกแบนราบและลูกกระเดือกแล้วละก็ ปู้ฟางอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นสตรีจำแลงกายมาก็เป็นได้
ดูเหมือนว่าสตรีในโลกจินตนาการนี้จะชอบจำแลงกายเป็นชายหนุ่มกัน
ชายหนุ่มหน้าสวยดูเหมือนจะสนใจร้านอาหารที่เปิดอยู่ในตรอกร้างผู้คนขึ้นมาเสียเฉยๆ จนเริ่มเดินเข้ามาดู
แต่ปู้ฟางก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับลูกค้าแต่อย่างใด เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แม้อีกฝ่ายจะเดินเข้าร้านไปแล้วก็ตามที นั่นเพราะชายผู้นี้ยังไม่ถือเป็นลูกค้าตราบใดที่เขายังไม่ได้สั่งอาหาร ปู้ฟางรู้ดีว่าการที่ร้านอาหารนี้จะมีลูกค้าได้ อันดับแรกต้องมีคนยอมจ่ายค่าอาหารที่แพงจนไร้สาระซึ่งติดอยู่บนผนังเสียก่อน
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทันทีที่ชายหนุ่มหน้าสวยเห็นราคาอาหารบนรายการ ดวงตาที่โตเป็นทุนเดิมของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอีก เสียงร้องแหลมดังก้องไปทั่วตรอกที่เงียบสงบ
“จะบ้ารึ! ผัดผักจานละร้อยเหรียญทอง ข้าวผัดไข่ชามละหนึ่งผลึก เจ้าโลภมากจนเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร”
บทที่ 2 ข้าวผัดไข่สำหรับเจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่
เสียงร้องดังกรีดก้องในหู แต่ปู้ฟางก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด เขายังคงนอนขดอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาว่างเปล่า อันที่จริงแล้ว ชายหนุ่มกำลังดูหน้าต่างระบบอยู่นั่นเอง
เป้าหมายของระบบ: ช่วยนายท่านให้กลายเป็นพ่อครัวเทพ ผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือพ่อครัวทั้งปวงในโลกหล้าแห่งจินตนาการ
นายท่าน: ปู้ฟาง
ระดับพลังปราณเที่ยงแท้: ไม่มี (ในฐานะพ่อครัวเทพแห่งโลกในจินตนาการ ท่านต้องใช้พลังปราณเที่ยงแท้ในการทำอาหาร จงฝึกอย่างหนักต่อไปนะ พ่อหนุ่ม)
พรสวรรค์การทำอาหาร: ยังไม่เปิดใช้งาน
ทักษะ: ยังไม่เปิดใช้งาน
อุปกรณ์: ยังไม่มี
คะแนนรวมการเป็นพ่อครัวเทพ: มือใหม่ (เส้นทางการเป็นพ่อครัวเทพของท่านเพิ่มจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น โปรดทำตามคำแนะนำของระบบ เพื่อก้าวขึ้นเป็นชายผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือพ่อครัวทั้งปวงในโลกหล้าแห่งจินตนาการ)
……
“นี่! เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่! ใช่เจ้าหรือเปล่าที่เป็นเจ้าของร้านอาหารนี้” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาจ้องเขม็งมาที่ปู้ฟาง
ปู้ฟางเหลือบไปมองชายหน้าตาดีผู้นั้นอย่างใจเย็น ก่อนจะลุกขึ้นด้วยท่าทางขี้เกียจและหาวออกมาหนึ่งที
“ราคาอาหารที่ร้านข้าก็เป็นเช่นนี้ละ หากเจ้าไม่อยากซื้อก็จากไปเสีย ร้านของข้าปฏิบัติกับลูกค้าอย่างเที่ยงธรรมเสมอ เราไม่เคยบังคับใครให้ซื้อสิ่งที่เขาไม่อยากได้”
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตกใจกับความคิดของปู้ฟางเป็นอันมาก หลังจากที่งุนงงอยู่ชั่วครู่ ใบหน้าขาวผ่องของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ชายหนุ่มพลันคิดขึ้นมาว่า “นี่น่ะหรือความคิดที่เจ้าของกิจการควรมี”
“เจ้า… ดูราคาอาหารร้านเจ้าก่อน! ยังมีหน้ามาบอกว่าเจ้าปฏิบัติกับลูกค้าอย่างเที่ยงธรรมอีกรึ พนันได้เลยว่าเจ้าหวังต้มลูกค้าแน่ๆ ! เจ้ามันชั่วช้า! อย่ามาทำเป็นอ้างนู่นอ้างนี่ ข้า เซียวเสี่ยวหลงคนนี้ รู้เช่นเห็นชาติเจ้าแล้ว!”
“สำหรับเจ้านี่ข้าดูโง่เง่าขนาดนั้นเชียวรึ” ปู้ฟางตอบ เขาเองก็เริ่มโกรธขึ้นมาเช่นกัน ในฐานะพ่อครัวที่เต็มไปด้วยความฝันและความทะเยอทะยาน เขาเกลียดการที่คนอื่นมาเรียกเขาว่าคนชั่วมากที่สุด
“ข้ามีเหตุผลของข้าที่ต้องตั้งราคาเช่นนี้ หากเจ้าไม่อยากสั่ง ก็จากไปเสีย ข้าไม่เคยบังคับให้เจ้าต้องอยู่เสียหน่อย”
ปู้ฟางรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายเหลือเกิน เขารอมาตั้งแต่เช้า แต่แทนที่จะมีลูกค้ามาเหยียบร้าน กลับกลายเป็นต้องมารับมือกับไอ้น่ารำคาญนี่ไปเสียได้ ชายหนุ่มคิดกับตนเอง “ทำไมการเป็นเจ้าของกิจการนี่มันยากจัง”
ชายหนุ่มหน้าหล่อยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เขากอดอก สายตาเย็นเยียบจ้องมองไปที่ปู้ฟาง “หึ! พยายามจะยั่วโมโหข้ารึ เจ้าคิดจะยั่วโมโหข้าให้สั่งอาหารร้านเจ้ากินใช่ไหมเล่า จากนั้นเจ้าจะได้ปอกลอกข้าได้ คิดว่าข้าโง่มากรึ!”
ปู้ฟางจนด้วยคำพูดทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหน้าหล่อนิสัยเสียตรงหน้าพล่ามออกมา เขาพลันเดินกลับเข้าครัวไปฝึกทำอาหารต่อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“อะไรกัน! รู้สึกผิดรึ พอข้ารู้ทันและเปิดเผยความชั่วของเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อเลยสินะ! จะบอกอะไรให้ ข้า เซียวเสี่ยวหลง เป็นชายอัจฉริยะผู้จงเกลียดจงชังความอยุติธรรมเป็นที่สุด ข้าน่ะเกลียดไอ้พวกชั่วช้าเช่นเจ้าที่สุดแล้ว” ชายหนุ่มหน้าหล่อยังคงยืนด่าอยู่ตรงนั้นไม่ยอมเลิกรา แต่หลังจากรออยู่สักพัก เขาก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับใดๆ จากปู้ฟาง
“ข้าจะทำให้ทุกคนในนครหลวงรู้เช่นเห็นชาติเจ้า! ข้าจะทำให้ร้านของเจ้าปิดชนิดไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีก! อ๋อ… ความจริงข้าไม่ต้องกระดิกนิ้วทำก็ได้ ใครหน้าไหนที่ได้เห็นราคาเจ้าก็คงรู้อยู่แล้วว่าเจ้ามันเป็นไอ้โง่!”
เซียวเสี่ยวหลงหงุดหงิดเป็นอย่างมากที่ตนเองโดนเมิน เขาจึงตะโกนขู่ปู้ฟางต่อไป
เงียบ… ร้านอาหารเล็กๆ ตกอยู่ท่ามกลางความเงียบฉี่ แต่ไม่นานนักกลิ่นอาหารก็ลอยออกมาจากห้องครัว
เซียวเสี่ยวหลงยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก เขามองราคาที่เขียนอยู่บนรายการอาหาร สุดท้ายชายหนุ่มก็กระตุกริมฝีปาก เขาส่ายหน้า ก่อนจะตัดสินใจจากไป
ผัดผักราคาร้อยเหรียญทอง นี่มันช่าง… บ้าบอไร้สาระสิ้นดี!
ในจักรวรรดิวายุแผ่ว หน่วยเงินตราที่เล็กที่สุดคือเหรียญทองแดง เหรียญเงินนั้นมีค่ามากกว่าเหรียญทองแดง ส่วนเหรียญทองมีค่ามากที่สุด ลำพังเหรียญทองหนึ่งเหรียญก็มากเพียงพอแล้วสำหรับหนึ่งครอบครัวที่จะใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรได้ทั้งเดือน ราคาร้อยเหรียญทองนั้น… เป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาจะจ่ายไหว!
ที่แย่กว่านั้นคือ ข้าวผัดไข่ต้องจ่ายด้วยผลึกอีกต่างหาก! แล้วผลึกมันคืออะไรน่ะหรือ เจ้าผลึกที่ว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ฝึกตน ผลึกหนึ่งชิ้นมีค่าสูงถึงพันเหรียญทองเลยทีเดียว!
มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะตั้งราคาบ้าๆ เช่นนี้!
เซียวเสี่ยวหลงที่กำลังโกรธเกรี้ยวหันหลังกลับมา เดินตรงไปยังทางเข้าร้านอีกครั้ง ทันใดนั้นจมูกของเขาก็กระตุกเล็กน้อย
“หอมแฮะ!”
กลิ่นหอมปะทุออกจากห้องครัว ลอยมาเตะจมูกเซียวเสี่ยวหลง ราวกับว่ากลิ่นนั้นควบแน่นกลายเป็นของแข็งที่เคลื่อนผ่านใบหน้าของเขาไปอย่างนุ่มละมุนเหมือนผ้าไหม ไม่ต่างจากสัมผัสอ่อนโยนของคนรัก ทำให้ร่างทั้งร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยความสุข
ในที่สุดเซียวเสี่ยวหลงก็พบต้นตอของกลิ่น เขาหันตัวแล้วมองไปที่ท้ายครัว ร่างโปร่งร่างหนึ่งเดินออกมาจากครัวพร้อมด้วยชามกระเบื้องในมือขาว กลิ่นอาหารเข้มข้นหอมหวนโชยออกจากชามไม่หยุดยั้ง
“เจ้าจะยั่วข้ารึ หึ! ไม่ว่าอาหารของเจ้าจะอร่อยเพียงใด ข้าก็ไม่หลงกลเจ้าหรอก!”
เมื่อเซียวเสี่ยวหลงเห็นปู้ฟางเดินมาทางเขา ชายหนุ่มก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความยโส พร้อมทั้งพ่นลมออกมาอย่างเย็นชา หากไม่ได้เห็นจมูกของเขากระดิกตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากชาม ปู้ฟางอาจจะเชื่อจริงๆ ว่าอาหารอร่อยทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
ในที่สุดเซียวเสี่ยวหลงก็ทนความอยากของตนเองไม่ไหวอีกต่อไป ท้องของเขาร้องเสียงดังลั่น
“ไหนๆ เจ้าก็อยากให้ข้าลองชิมฝีมือเจ้าดู เช่นนั้น… ข้าจะลองกินดูคำหนึ่งก็ได้”
เซียวเสี่ยวหลงหันไปมองปู้ฟางแล้วพูดออกมา แต่น้ำเสียงของเขานั้นช่างแสนสูงส่ง ราวกับว่าเป็นบุญของปู้ฟางเหลือเกินที่เขายอมลดตัวลงมาชิมอาหารให้
แต่อึดใจต่อมาเซียวเสี่ยวหลงก็ต้องตกใจ เมื่อปู้ฟางไม่ได้หยุดตรงหน้าเขาแต่กลับเมินเขาไปเสีย แล้วเดินไปที่ทางเข้าร้านแทน
เซียวเสี่ยวหลงที่กำลังงงงวยแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้นมาทันที เขาหันหลังไปจ้องปู้ฟางเขม็ง ภาพที่เห็นต่อจากนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มบันดาลโทสะขึ้นไปอีก
ปู้ฟางย่อตัวลงข้างๆ สุนัขสีดำตัวใหญ่ที่หน้าร้าน แล้ววางชามซึ่งเต็มไปด้วยอาหารกลิ่นหอมยั่วยวนใจลงเบื้องหน้าเจ้าสุนัข
“เจ้าดำ ได้เวลาอาหารแล้ว”
ปู้ฟางลูบขนนุ่มลื่นสะอาดสะอ้านของเจ้าสุนัขด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเขาเห็นเจ้าสุนัขที่ก่อนหน้านี้นอนอืดเอื่อยเฉื่อย พลันผุดตัวลุกขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น แล้วรีบสวาปามอาหารที่เขาทำอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก
เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาด ชายหนุ่มรู้สึกว่าปู้ฟางเพิ่งฉีกหน้าตนด้วยการกระทำที่ร้ายกาจเป็นที่สุด!
"เจ้า… เจ้า…"
ริมฝีปากของชายหนุ่มสั่นระริก เขาชี้หน้าปู้ฟางด้วยนิ้วเรียวสวยเหมือนผู้หญิง
“อ้าว เจ้ายังอยู่รึ” ปู้ฟางอุทานด้วยความตกใจ
สีหน้าตกใจชนิดมากเกินปกติของปู้ฟาง ทำให้เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกราวกับโดนลูกศรพุ่งเข้าปักกลางอก “โอ๊ย เจ็บเหลือทน!” เขาคิด
ริมฝีปากของเซียวเสี่ยวหลงสั่นด้วยความโกรธ เขาพ่นลมออกมาก่อนกระทืบเท้าด้วยโทสะ ราวกับว่า… ตัวเขานั้นเป็นเด็กที่ถูกบิดามารดาตามใจอย่างไรอย่างนั้น ชายหนุ่มรีบพุ่งออกจากร้านอาหารทันที
“ไอ้หมอนี่… มันบ้าไปแล้ว”
เซียวเสี่ยวหลงพุ่งไปที่ทางเข้าแล้วกำลังจะเดินออกไป แต่จมูกของเขาก็กระตุกอีกครั้ง เขาหันหน้าไปมองอาหารที่อยู่ภายในชามกระเบื้องซึ่งเจ้าสุนัขกำลังตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่รู้สึกตัว ชายหนุ่มเห็นเมล็ดขาวสวยงามเหมือนไข่มุกที่ห่อหุ้มด้วยไข่สีเหลืองทอง ช่างดูสวยงามราวกับเป็นงานศิลปะอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าผู้ที่กำลังกินข้าวผัดไข่ซึ่งงดงามราวงานศิลปะนั้นคือสุนัขสีดำตัวใหญ่… สุนัขสีดำตัวใหญ่… สุนัข!
“หือ!” เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยชะงัก มันรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้นมามอง เมื่อมันเห็นชายหน้าเหมือนสาวน้อยกำลังจ้องมาที่ชามข้าวของมันเขม็ง ดวงตาของเจ้าสุนัขก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที
จากนั้นเซียวเสี่ยวหลงก็ได้แต่ยื่นดูสุนัขสีดำตัวใหญ่ตัวนั้นยื่นอุ้งเท้าเข้าหาชาม เพื่อดึงให้เข้าใกล้ตัวมันขึ้นไปอีก ก่อนจะแยกเขี้ยวขู่เซียวเสี่ยวหลงอย่างตื่นตัว บนฟันของมันมีเมล็ดข้าวขาววับเหมือนไข่มุกติดอยู่ประปราย
“ข้ากำลังโดนหมาดูแคลนเช่นนั้นรึ…”
เซียวเสี่ยวหลงเหม่อไปร่วมสองลมหายใจ ก่อนจะบันดาลโทสะ
ปัง ปัง ปัง!
หน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ด ดวงตาสว่างวาบด้วยเพลิงแห่งความโกรธ เขาเดินกลับเข้าไปในร้าน
ปู้ฟางมองเซียวเสี่ยวหลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“เอาข้าวผัดไข่มาชามนึง! ฮึ! ข้าจะชิมดูเอง หากไม่อร่อยละก็ ข้าจะเอาเจ้าหน้าที่มาปิดร้านเจ้าเสีย!”
เซียวเสี่ยวหลงขู่อาฆาตด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
บทที่ 3 ข้าวผัดไข่ที่สว่างเป็นประกาย
ใบหน้าของเซียวเสี่ยวหลงเป็นสีแดงแปร๊ด ทว่าก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงประสงค์ร้าย ปู้ฟางเหลือบตามองชายหนุ่มหน้าสวยด้วยสายตาแฝงความหมาย ก่อนยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะ
เซียวเสี่ยวหลงกะพริบตาปริบ ผิวขาวของเขาเป็นสีแดงก่ำ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอาฆาต “ข้าขอประกาศเอาไว้ก่อนเลยก็แล้วกัน ที่ข้าสั่งไม่ใช่เพราะยอมรับราคาของเจ้า ข้าเพียงอยากพิสูจน์ให้รู้ๆ กันไปเท่านั้น ว่าข้าวผัดไข่ของเจ้ามันได้ไม่คุ้มเสีย!”
“ได้ เอาข้าวผัดไข่ชามนึงใช่หรือไม่ รอสักครู่ก็แล้วกัน” ปู้ฟางตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ เขาโบกมือแล้วเดินเข้าครัวไปทันที “อ๋อใช่ ผัดผักกับบะหมี่แห้งคลุกของเราก็อร่อยนะ เจ้าอยากลองดูหรือไม่ล่ะ”
“เขาว่ากันว่าข้าวผัดไข่กินกับผัดผักแล้วจะอร่อยขึ้น” ปู้ฟางหยุดอยู่หน้าทางเข้าครัว เขาหันกลับไปมอง พร้อมพูดโฆษณาอาหารอีกสองรายการที่เหลือของตนเองอย่างไร้ยางอายและไม่ยี่หระ
เซียวเสี่ยวหลงงงงวยไปชั่วขณะ เขาเหลือบไปมองราคาอาหาร พลันรู้สึกถึงความเจ็บแน่นอกขึ้นมาทันที
“ไม่ต้อง! เอามาแค่ข้าวผัดไข่พอ”
“รับทราบ น่าเสียดายจริง” ปู้ฟางพยักหน้าก่อนเดินเข้าครัวไป
เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของปู้ฟาง เซียวเสี่ยวหลงก็รู้สึกคันมืออยากต่อยหน้าอีกฝ่ายขึ้นมาทันที ชายหนุ่มคิดด่าในใจ “ผัดผักจานละร้อยเหรียญเนี่ยนะ คิดว่าข้าโง่บรมหรืออย่างไร หน้าด้านตั้งราคาร้อยเหรียญทองทั้งๆ ที่ซื้อกินได้ในราคาสิบเหรียญทองแดง คงมีแค่ร้านเจ้าร้านเดียวในทวีปกระมังที่กล้าทำอะไรชั่วช้าเช่นนี้”
ขณะที่ปู้ฟางกำลังทำข้าวผัดไข่ เซียวเสี่ยวหลงก็รู้สึกเบื่ออย่างมาก เขาหันไปมองเจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงทางเข้าร้าน ไม่สิ ต้องบอกว่าสายตาของเขาจับจ้องชามอาหารของมันถึงจะถูก
เซียวเสี่ยวหลงนึกย้อนไปถึงกลิ่นของข้าวผัดไข่เมื่อครู่ กลิ่นอาหารนั้นเหมือนผ้าไหมนุ่มลื่น ให้สัมผัสราวกับเป็นคนรัก ทันใดนั้นความอยากอาหารของชายหนุ่มก็พุ่งสูงขึ้น ท้องของเขาร้องลั่นเหมือนท้องฟ้าคำราม เคราะห์ดีที่ไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่ในร้าน มิเช่นนั้นนายน้อยเซียวผู้โด่งดังในนครหลวงในฐานะชายผู้แต่งตัวทันสมัยที่สุดและมีมารยาทงดงามที่สุด คงต้องอายม้วนต้วนยกใหญ่เป็นแน่
สุนัขสีดำตัวใหญ่ที่ยังกินข้าวจากชามไม่หมดหยุดชะงักอีกครั้ง มันเงยหน้าขึ้นเพราะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อสายตาของมันเคลื่อนมาสบเซียวเสี่ยวหลง เจ้าสุนัขก็รู้ทันทีว่ามนุษย์หน้าโง่ผู้นี้ยังคงจ้องชามข้าวของมันไม่เลิก มันจึงเริ่มโมโหขึ้นมา!
เจ้าสุนัขดึงชามเข้าใกล้ตัว มันลุกขึ้นยืน ก่อนนั่งลงกับพื้นอีกครั้งโดยหันก้นของมันให้เซียวเสี่ยวหลง จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตากินต่อไปโดยเอาตัวเองบังชามข้าวไม่ให้ชายหนุ่มมองเห็น
เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกเหมือนโดนศรปักอกอีกครั้ง… เขาถูกสุนัขดูแคลนเข้าอีกแล้ว!
“ฮึ่ม! เจ้าคิดว่าข้าอยากกินข้าวหมารึ! เป็นแค่หมาแท้ๆ แต่กลับมีหน้ามาดูถูกคน! ฮึ่ม!” เซียวเสี่ยวหลงคิดฟึดฟัดอยู่คนเดียว
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ กลิ่นหอมหวนก็โชยออกจากครัวอีกครั้ง กลิ่นไข่ทอดกลมกล่อมที่ผสานรวมเข้ากับกลิ่นจางๆ ของข้าวหอมทำให้เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกดื่มด่ำเหมือนกำลังเมาสุรา เพียงแค่ได้สูดดมเข้าไป น้ำลายเขาก็สออย่างควบคุมไม่อยู่
“ก็หอมจริงๆ นั่นละ แต่ตั้งราคาหนึ่งผลึกชนิดกะฟันหัวแตกนี่มันก็บ้าเกินไป!” เซียวเสี่ยวหลงคิด ขณะพยายามกลืนน้ำลายลงคอ
ในที่สุดปู้ฟางก็เดินออกจากครัวพร้อมถือชามอยู่ในมือ กลิ่นอาหารจากชามนั้นลอยล่องอบอวลไปในอากาศ ปกคลุมไปทั่วทั้งร้าน
“นี่ข้าวผัดไข่ที่สั่ง กินให้อร่อย”
ปู้ฟางพูดอย่างไร้อารมณ์ ขณะวางชามข้าวผัดไข่ลงตรงหน้าเซียวเสี่ยวหลง
ควันขาวลอยล่องเป็นไอขึ้นมาจากชาม ม้วนตลบไปในอากาศเบื้องหน้าเซียวเสี่ยวหลง ก่อนจะสลายหายไป กลิ่นอาหารที่ถาโถมขึ้นมานั้นทำให้เซียวเสี่ยวหลงอดสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้
เซียวเสี่ยวหลงจ้องข้าวผัดไข่ตรงหน้าไม่วางตา โดยไม่สนใจปู้ฟางเลยแม้แต่น้อย “กล้าเก็บเงินหนึ่งผลึกกับแค่ข้าวผัดไข่ชามเดียว… มันต้องไม่ใช่ข้าวผัดไข่ธรรมดาๆ แน่นอน!”
เมล็ดข้าวที่อยู่ในชามกระเบื้องสีขาวนั้นดูขาวสว่างเหมือนไข่มุก ข้าวทุกเมล็ดถูกห่อหุ้มด้วยไข่สีเหลืองทอง ไข่เหล่านั้นยังไม่สุกดี ยังคงความข้นอยู่ ราวกับว่าเมล็ดข้าวเหล่านี้ถูกพรมด้วยน้ำซอสไข่สีเหลืองทองอย่างไรอย่างนั้น ความข้นของไข่จัดได้ว่าสมบูรณ์แบบ มันถูกทำให้สุกราวร้อยละแปดสิบ เมื่อนำมาผสมกับเมล็ดข้าวก็ดูราวกับเป็นผ้าทอสีทองอร่ามจับจีบสวย ส่องประกายสว่างเรืองรองระยับจับตา
“ข้าว… ข้าวมันส่องประกายนี่!” เซียวเสี่ยวหลงมองจ้องไปที่ชามข้าวผัดไข่ตรงหน้า สมองโล่งโจ้งว่างเปล่า
เขาไม่เคยคิดเลยว่าข้าวผัดไข่จะกลายมาเป็นงานศิลปะได้ด้วย
ชายหนุ่มเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ เขาเป็นลูกชายคนที่สามของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศมากมายอยู่เสมอ เขาเคยกินข้าวผัดไข่ฝีมือพ่อครัวประจำตระกูล ทั้งยังเคยกินข้าวผัดไข่ฝีมือพ่อครัวในวังหลวงอีกด้วย… ทว่าในบรรดาข้าวผัดไข่ทั้งหมดที่เขาเคยลิ้มลองนั้น เทียบอะไรกับข้าวผัดไข่ชามตรงหน้าเขาไม่ได้เลยทั้งด้านรูปลักษณ์และกลิ่น
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความจริงที่ว่าข้าวผัดไข่ชามตรงหน้าเขานี้มีเพียงไข่และข้าวเป็นวัตถุดิบเท่านั้น มิได้มีอย่างอื่นเพิ่มเติมเลยแม้กระทั่งต้นหอม แต่ชายหนุ่มก็ยังรู้สึกได้จากก้นบึ้งของจิตใจ ว่าข้าวผัดไข่ชามนี้ต้องเลิศรสกว่าชามที่พ่อครัววังหลวงเคยทำให้เขากินแน่นอน!
เซียวเสี่ยวหลงหยิบช้อนกระเบื้องสีฟ้าขาวบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ในมือ เลียริมฝีปาก ก่อนจะตักลงไปในชามข้าวผัดไข่ ทันทีที่ช้อนตักข้าวผัดไข่ขึ้นจากชาม กลิ่นหอมหวนของอาหารก็ถาโถมเข้าใส่จมูกของเขาทันที ชายหนุ่มค่อยๆ ตักไข่และข้าวขึ้นมาจนพูนช้อน ทิ้งสายไข่ข้นที่ยังไม่สุกไว้เป็นทาง
เซียวเสี่ยวหลงตักข้าวผัดไข่พูนช้อนเข้าปาก ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกแล้วในโลกใบนี้
ทันทีที่ช้อนเข้าปาก รสชาติอร่อยล้ำลึกก็ทำให้ต่อมรับรสของเขาตื่นตะลึง ไข่ข้นพลันจับตัวแข็งผสานเข้ากับเมล็ดข้าวไข่มุกที่นุ่มละมุน ก่อให้เกิดเป็นการระเบิดของรสชาติในปากของชายหนุ่ม!
“สวรรค์โปรด! ข้าวผัดไข่ที่อร่อยเลิศถึงเพียงนี้มีอยู่ในโลกด้วยหรือ! ข้ารู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ !”
เซียวเสี่ยวหลงตกหลุมรักรสชาติที่เขาได้รับเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างของตนกำลังแหวกว่ายอยู่ในทะเลที่มีแต่รสชาติเลิศล้ำของข้าวห่อไข่อย่างไรอย่างนั้น
ชายหนุ่มตักข้าวห่อไข่ขึ้นมาคำแล้วคำเล่า แม้ความร้อนจากข้าวจะทำให้เขาจาม แต่ก็หยุดกินไม่ได้
"กร้วม กร้วม!"
ใบหน้าของชายหนุ่มแทบจะจมลงไปในชาม ท่าทางดูละม้ายเจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ตอนที่มันกินข้าวผัดไข่ไม่มีผิด
“อร่อยมาก!” เซียวเสี่ยวหลงทั้งตักและกินในคราวเดียวกัน ขณะตะโกนออกมา เมล็ดข้าวสีทองสองสามเมล็ดก็กระเด็นออกจากปาก ชายหนุ่มตาเบิกกว้าง เขารีบหยิบเมล็ดข้าวที่ตกอยู่บนโต๊ะยัดเข้าปากทันที
ปู้ฟางนั่งลงตรงข้ามเซียวเสี่ยวหลง เขามองภาพตรงหน้าอย่างใจเย็น ท่าทางการกินของชายหนุ่มรูปงามนั้นไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เขาคิดไว้มากนัก ตอนที่เขาได้กินข้าวผัดไข่นี้เป็นครั้งแรก ก็มีสภาพไม่ต่างจากเซียวเสี่ยวหลงเท่าไร
เซียวเสี่ยวหลงเลียวนผิวชามจนสะอาดเกลี้ยง ชายหนุ่มหายใจออกด้วยสีหน้าสุขสบายอารมณ์ หลังจากที่กลืนข้าวเมล็ดสุดท้ายเข้าไปเรียบร้อยแล้ว
“มันคือข้าวผัดไข่จริงๆ หรือนี่! น่าทึ่งมาก! แม้แต่พ่อครัวบ้านข้า… ไม่สิ แม้แต่พ่อครัววังหลวงยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย!” เซียวเสี่ยวหลงพูดพึมพำกับตนเอง ปู้ฟางนั่งเงียบอย่างเฉยเมยอยู่ตรงนั้น
“เอาละ เจ้าคิดว่ามันมีค่าสมกับหนึ่งผลึกหรือไม่เล่า” ปู้ฟางถาม
ทว่าเซียวเสี่ยวหลงทำเพียงขมวดคิ้วและจิ๊ปากเท่านั้น ชายหนุ่มตอบกลับ “ข้าวผัดไข่ชามนี้จัดเป็นอาหารชั้นเลิศจริงแท้แน่นอน แต่เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าผลึกหนึ่งชิ้นนั้นมีค่ามากมายเพียงใด”
“ผลึกแม้เพียงหนึ่งชิ้นสามารถช่วยผู้ฝึกตนในการฝึกพลังปราณได้ แล้วข้าวผัดไข่ของเจ้าทำได้หรือไม่ ทั้งสองอย่างนี้มีคุณค่าต่างกันโดยสิ้นเชิง! แต่ข้าขอยอมรับว่าข้าวผัดไข่ของเจ้านั้นอร่อยมากจริงๆ !”
ปู้ฟางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาไม่ได้คาดคิดว่าเซียวเสี่ยวหลงจะให้เหตุผลเช่นนั้น แม้จะฟังดูถูกต้องตามตรรกะ แต่ชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้ “หมอนี่มันจะกินแล้วชิ่งรึ!”
แต่ขณะที่ปู้ฟางกำลังจะตอบกลับ ผิวขาวใสของเซียวเสี่ยวหลงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างฉับพลัน ร่างทั้งร่างของเขาเรืองแสงออกมา ราวกับมีพลังงานรุนแรงเคลื่อนไหวปั่นป่วนอยู่ภายในกาย
"เอิ๊ก~~"
ใบหน้าของเซียวเสี่ยวหลงกลับเป็นปกติหลังจากเรอออกมา แต่สีหน้าของเขาที่มองปู้ฟางอยู่นั้นกลับดูทั้งประหลาดและสนอกสนใจ
เสียงของชายหนุ่มสั่นสะท้าน…
“บอก… บอกข้ามานะ เจ้าใส่… อะไรลงไปในข้าวผัดไข่!