โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 10.10 น. • Ink Stone
เขาทะลุมิติมายังโลกยุคจีนโบราณที่มีผู้ฝึกตนพร้อมกับ 'ระบบนักชิม' ที่จะช่วยให้เขากลายเป็น 'พ่อครัวเทพ'!

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก : GOURMET OF ANOTHER WORLD [นิยายแปล]

ณ โลกแฟนตาซีที่มีผู้ฝึกยุทธซึ่งสามารถแยกภูเขา ผ่าลำธารด้วยคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือ

และทำลายแม่น้ำได้จากลูกเตะ มีร้านอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่

ซึ่งเป็นที่ที่มีพลังแห่งชีวิตนับไม่ถ้วนที่อยู่ภายใน

ที่นั่นท่านจะได้ลิ้มรสข้าวผัดที่ทำมาจากไข่ของนกฟินิกส์และข้าวเลือดมังกร

ที่นั่นท่านสามารถดื่มเหล้าที่ทำมาจากผลสีชาดและน้ำจากน้ำพุแห่งชีวิต

ที่นั่นท่านสามารถลิ้มรสเนื้อย่างของวัวระดับเก้าที่โรยพริกไทยดำ

อะไรนะ? อยากจะลักพาตัวพ่อครัว? ไม่มีทางเป็นไปได้

เพราะที่นั่นมีสัตว์แห่งเทพระดับสิบ สุนัขล่าเนื้อของนรกเฝ้าอยู่ที่ทางเข้า

นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ฆ่านักฆ่าระดับเก้าได้ด้วยมือข้างเดียว

และมีกลุ่มผู้หญิงบ้าคลั่งหิวโหยที่จะต้องเอาชนะให้ได้

ระดับขั้นของการฝึกตน

ระดับ 1 : ขั้นนักรบ

ระดับ 2 : ขั้นเจ้ายุทธการ

ระดับ 3 : ขั้นคลั่งยุทธการ

ระดับ 4 : ขั้นจิตยุทธการ

ระดับ 5 : ขั้นราชันยุทธการ

ระดับ 6 : ขั้นจักรพรรดิยุทธการ

ระดับ 7 : ขั้นนักพรตยุทธการ

ระดับ 8 : ขั้นเทพแห่งสงคราม

ระดับ 9 : ขั้นเซียนเทพ

ระดับ 10 : ???

เขาทะลุมิติมายังโลกยุคจีนโบราณที่มีผู้ฝึกตนพร้อมกับ 'ระบบนักชิม' ที่จะช่วยให้เขากลายเป็น 'พ่อครัวเทพ'!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

เรื่อง : ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก (GOURMET OF ANOTHER WORLD)

ผู้เขียน : หลี่หงเทียน

ผู้แปล : Kulin (Thunderbird Translators)

---

[异世界的美食家] / [李鸿天]

©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

บทที่ 1 ร้านอาหารเล็กๆ ณ ซอยแห่งหนึ่งในนครหลวง

ณ ทวีปมังกรซ่อนเร้น ที่นครหลวงแห่งจักรวรรดิวายุแผ่ว

ภายในเมืองอันวุ่นวายมีชีวิตชีวา ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่กำลังส่งเสียงเซ็งแซ่จากทั่วทุกสารทิศ สองข้างถนนขนาบไปด้วยตึกสูง ทั้งยังมีร้านอาหารและโรงเตี๊ยมมากมายกระจายตัวอยู่ กลิ่นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ จากเหล่าพ่อครัวแม่ครัวลอยล่องไปในอากาศ ส่งให้บริเวณนั้นหอมหวนชวนหิวอยู่เป็นเวลานาน

ท่ามกลางร้านอาหารเหล่านี้ มีอยู่ร้านหนึ่งที่ถือว่าขึ้นชื่อที่สุดในนครหลวง และมักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเสมอ แสดงให้เห็นถึงกิจการที่กำลังรุ่งเรืองเอาการ ร้านนี้มีนามว่าร้านอาหารปักษาเพลิงนิรันดร์

ตึกรามบ้านช่องในนครหลวงแห่งนี้ถูกสร้างอย่างประณีตเป็นระเบียบ มีตรอกซอกซอยอยู่ทุกหนแห่ง หากสัญจรทางถนนสายหลักโดยเดินผ่านร้านอาหารปักษาเพลิงนิรันดร์ไปสักสามจั้งกว่าๆ ก็จะพบตรอกลึก เมื่อเดินตรงเข้าตรอกแล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเห็นร้านอาหารขนาดเล็กดูเรียบง่ายร้านหนึ่ง

หน้าร้านมีสุนัขสีดำตัวใหญ่นอนลิ้นห้อยอยู่ ส่วนภายในนั้นไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว

ทันใดนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกจากร้านอาหาร เขามีรูปร่างผอมเพรียวและมีผิวขาวผ่อง ผมยาวสีดำรวมถึงลูกผมด้านหน้าถูกรวบขึ้นสูงด้วยเชือกขนสัตว์ที่ทั้งบางและยาว ชายหนุ่มผู้นี้ดูทั้งสะอาดและเรียบร้อยหมดจด

“เจ้าดำ ได้เวลาอาหารแล้ว” ชายหนุ่มผู้มีนามว่าปู้ฟางกำลังเดินออกมาจากร้านอาหาร พร้อมด้วยชามกระเบื้องที่อยู่ในมือ เขาวางชามนั้นลงตรงหน้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ เจ้าสุนัขที่ก่อนหน้านั้นกำลังนอนเอื่อยเฉื่อยพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาในบัดดล และเริ่มลงมือกินอาหารในชามทันที

ปู้ฟางลูบขนนุ่มลื่นสะอาดของเจ้าดำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้าน

ปู้ฟางผู้นี้เป็นชายหนุ่มแสนธรรมดาอายุยี่สิบปีจากดาวโลก ผู้ที่ฝันอยากเป็นพ่อครัวมากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด วันหนึ่งเขาลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในโลกใบอื่น และมี [ระบบนักชิม] อันแสนลึกลับปรากฏขึ้นในความคิดของเขา ในวันที่สองที่เขามาเยือนโลกใบใหม่ ระบบนี้ก็ช่วยให้ปู้ฟางสร้างร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ

แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือนแล้วนับจากวันแรกที่เขาได้สร้างร้านอาหารแห่งนี้ขึ้นมา แต่กลับไม่เคยมีลูกค้าเข้ามาเหยียบที่นี่แม้แต่ครั้งเดียว จนปู้ฟางเริ่มเคยชินกับเรื่องนี้เสียแล้ว เขาได้แต่ทำตามสิ่งที่ [ระบบนักชิม] บอกให้ทำในแต่ละวันเท่านั้น ซึ่งก็คือการฝึกทำอาหารและให้อาหารเจ้าสุนัขสีดำทุกวันไม่เคยขาด

ปู้ฟางไม่รู้ว่าเจ้าสุนัขสีดำตัวนี้มาจากไหน จำได้เพียงว่ามันปรากฏตัวขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ร้านอาหารแห่งนี้สร้างเสร็จเท่านั้น ระบบคอยบอกปู้ฟางให้ให้อาหารสุนัขอยู่เรื่อยๆ ด้วยวัตถุดิบที่เขาใช้ในการฝึก ทุกครั้งที่เขาเปิดร้าน สุนัขตัวนี้จะมาคอยท่าอยู่หน้าร้านเพื่อรออาหารจากชายหนุ่ม

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เจ้าสุนัขสีดำตัวนี้เป็นลูกค้ารายแรกของปู้ฟาง แม้ว่ามันจะไม่เคยจ่ายสตางค์เลยก็ตามที

เมื่อชายหนุ่มกลับเข้ามาในร้านเรียบร้อย เขาก็มองไปรอบๆ ร้านที่โล่งว่างแล้วถอนหายใจออกมา แม้ร้านนี้จะดูเรียบง่าย แต่ก็ยังสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ร้านอาหารแห่งนี้มีพื้นที่ราวสามผิงฟางจ้าง และมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ชุดเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารขนาดเล็กอย่างแท้จริง

เมื่อมองไปที่รายการอาหารซึ่งมีให้เลือกสามรายการ ปู้ฟางก็ถอนหายใจยาวอีกครั้งอย่างอดไม่ได้

รายการอาหารที่ว่านี้เป็นแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งที่มีชื่ออาหารเขียนอยู่สามชื่อ และแขวนอยู่บนฝาผนังของร้าน

การที่ร้านแห่งนี้มีอาหารเพียงสามรายการให้เลือกก็นับว่าประหลาดแล้ว แต่ราคาของอาหารแต่ละอย่างนั้น… ยิ่งน่าหัวร่อเข้าไปใหญ่

ผัดผักและบะหมี่แห้งคลุกมีสนนราคาอยู่ที่จานละร้อยเหรียญทอง ส่วนข้าวผัดไข่นั้นยิ่งหนักเข้าไปอีก… มันมีราคาสูงถึงหนึ่งผลึกเลยทีเดียว

มีเพียงผู้ฝึกตนเท่านั้นที่จะมีผลึกไว้ในครอบครอง และผลึกหนึ่งชิ้นมีราคาขายอยู่ที่พันเหรียญทองเลยทีเดียว แต่ผลึกนั้นก็ใช่ว่าจะหาซื้อกันได้ง่ายๆ เรียกว่าแทบจะไม่มีขายเลยดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ราคาขายของข้าวผัดไข่ที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ จึงจัดได้ว่าแพงชนิดไร้สาระ

แม้แต่ตัวปู้ฟางเองยังไม่เชื่อว่าจะมีใครโง่พอมาสั่งอาหารที่ราคาแพงจับใจถึงเพียงนี้ ถึงเขาจะเห็นด้วยว่าอาหารทั้งสามรายการนั้นจัดว่าอร่อยเหาะเมื่อได้ลองกินดูก็ตามที แต่เมื่อหันกลับไปมองราคาแล้ว… ตีลังกาคิดก็ยังไม่น่าเป็นไปได้

“ในฐานะพ่อครัวเทพที่ต้องการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกในจินตนาการแห่งนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่ท่านจะไม่มีลูกค้ารายแรก หากท่านหาลูกค้ารายแรกมาได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ท่านจะได้รับรางวัลตอบแทนจากระบบนักชิม”

นี่เป็นภารกิจที่ระบบมอบให้เขาหลังจากเปิดร้านอาหารมาได้สองสามวัน และตอนนี้ก็เหลือเวลาอยู่เพียงสามวันเท่านั้น ปู้ฟางได้แต่มองตรอกอันแสนว่างเปล่าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“ดูเหมือนว่าความฝันในการเป็นพ่อครัวเทพของข้าจะป่นปี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวแรกเสียแล้ว” ชายหนุ่มตรวจดูเวลาก่อนถอนใจอยู่ในอก เขาลุกขึ้นยืน นำแผ่นไม้ไปวางปิดทางเข้าร้านเพื่อปิดร้านในวันนี้

เขาไม่สามารถนำอาหารออกมาได้หากระบบไม่อนุญาต แถมยังมีกฎระเบียบเคร่งครัดเรื่องเวลาเปิดปิดอีกต่างหาก แม้ร้านนี้จะเป็นร้านอาหารเล็กๆ แต่ก็ยังมีกฎมากมายให้ต้องทำตาม และในเมื่อกฎเหล่านี้ระบบเป็นผู้ตั้งขึ้น ปู้ฟางจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องปฏิบัติตาม

ร้านอาหารของเขาปิดทำการเรียบร้อยแล้วสำหรับวันนี้ หลังจากปิดหน้าร้านเรียบร้อย ปู้ฟางก็กลับเข้าครัวไปฝึกทำอาหาร ความจริงแล้วการฝึกที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีกลเม็ดอะไรมากมายนัก เป็นเพียงการประกอบอาหารไปเรื่อยๆ เท่านั้น ระบบจะเติมวัตถุดิบให้เสร็จสรรพ ปู้ฟางมีหน้าที่เพียงนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาทำอาหาร

ที่มุมหนึ่งของห้องครัวมีหุ่นยนต์หน้าตาคล้ายมนุษย์อยู่ตัวหนึ่ง หุ่นยนต์ตัวนี้เป็นสิ่งที่ระบบสร้างขึ้นสำหรับเรียกคืนอาหารที่ปู้ฟางทำระหว่างการฝึกซ้อม นอกจากอาหารที่ตัวเขาและสุนัขสีดำตัวใหญ่กินแล้ว อาหารที่เหลือจากการฝึกซ้อมทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในท้องของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้

ชายหนุ่มจุดไฟแล้วเริ่มฝึกทำอาหารตามวิถีประจำวัน

แม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในโลกจินตนาการ แต่ห้องครัวที่ระบบสร้างขึ้นกลับเหมือนห้องครัวสมัยใหม่บนโลกไม่มีผิด

ภายในห้องครัวมีอุปกรณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหม้อทำอาหารไร้ควัน มีดทำครัวสเตนเลส เขียง เครื่องดูดควัน ไมโครเวฟ และตู้เย็น… อันที่จริงแล้วอุปกรณ์เหล่านี้ทันสมัยยิ่งกว่าบนโลกเสียด้วยซ้ำ ปู้ฟางทำอาหารในห้องครัวได้อย่างไม่ติดขัด แถมยังชอบมากยิ่งกว่าอุปกรณ์บนโลกด้วยซ้ำ

ในที่สุดราตรีก็มาเยือน ดวงจันทร์สองดวงทอแสงล้อกันอยู่บนท้องฟ้า แสงจันทร์อาบไล้นภาเบื้องบนเหมือนม่านหมอกสีเงินยวง

ที่หน้าร้านอาหาร เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่กำลังนอนขี้เกียจอย่างมีความสุขหลังจากที่กินจนอิ่ม มันนอนเฝ้ายามหน้าร้านท่ามกลางเสียงแมลงร้องแหลมสูงเป็นจังหวะ

เช้าวันต่อมา ปู้ฟางลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ชายหนุ่มก็เปิดร้านอาหารของตนอีกครั้ง

ร้านของเขายังคงว่างเปล่าไร้วี่แววผู้คนเช่นเคย หน้าร้านมีสุนัขสีดำนอนอยู่บนพื้นเหมือนทุกวัน

ปู้ฟางรู้สึกอิจฉากิจการของร้านปักษาเพลิงนิรันดร์ด้านนอกตรอกที่กำลังรุ่งเรืองขึ้นมาจับใจ ร้านอาหารที่ว่านี้ดังพลุแตกจนทางเข้าแทบจะระเบิดเป็นชิ้นๆ ด้วยจำนวนลูกค้าที่ล้นหลาม

ชายหนุ่มเริ่มฝันหวานว่าวันหนึ่ง ร้านของเขาจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนร้านปักษาเพลิงนิรันดร์บ้าง

“นายท่าน ในฐานะพ่อครัวที่มาดหมายจะเป็นพ่อครัวเทพ ณ โลกในจินตนาการแห่งนี้ ท่านจะมามัวอิจฉาร้านอาหารอื่นไม่ได้ จงพยายามให้มากขึ้นอีกเพื่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของท่านเอง!”

เสียงจักรกลแสนเคร่งขรึมจากระบบนักชิมดังสะท้อนในศีรษะของปู้ฟางเพื่อเตือนสติ ชายหนุ่มชินกับปรากฏการณ์นี้เสียแล้ว ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขานึกอิจฉาร้านปักษาเพลิงนิรันดร์ เสียงนี้จะดังขึ้นให้กำลังใจเขาเสร็จสรรพ

ดูจากปฏิกิริยาตอบโต้นี้แล้ว ดูเหมือนว่าระบบนักชิมมีลักษณะค่อนข้างคล้ายมนุษย์ทีเดียว

ปู้ฟางกำลังนั่งบนเก้าอี้นอกร้าน ซึมซับแสงแดดอุ่นเข้าร่างกาย เขาอดไม่ได้ที่จะเลื่อนตัวลงไปเล็กน้อย พร้อมทั้งยกขาขึ้นมาขดไว้จนกลายเป็นนอนอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางแสนสบาย

ตอนนี้ไม่มีมนุษย์แม้แต่คนเดียวอยู่ในตรอก

“ผ่านไปอีกวันโดยไร้แม้แต่เงาลูกค้า” ปู้ฟางคิดเสียงดัง เขาเอียงคอแล้วหาวออกมา

เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่กำลังนอนอยู่บนพื้นพลันเหลือบตามองปู้ฟาง ก่อนจะหันกลับไปทำกิจวัตรของมันตามเดิม

ในตอนที่ชายหนุ่มกำลังจะผล็อยหลับไป เสียงฝีเท้าก็ทำให้เขาสะดุ้งตื่น ปู้ฟางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน เขามองเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังเดินผ่านไป ชายผู้นั้นสวมชุดจอมยุทธ์รัดรูปสำหรับการฝึกซ้อม

“อะไรกันนี่ มีคนโง่พอจะมาเปิดร้านอาหารในตรอกที่แทบไม่มีคนเดินผ่านด้วยรึ”

ชายเจ้าของเสียงนั้นมีหน้าตาหล่อเหล่าเอาการ ใบหน้าของเขาเรียวยาวเป็นรูปไข่ มีดวงตากลมโตมีชีวิตชีวาและริมฝีปากสีแดงสด หากชายผู้นี้ไม่ได้มีหน้าอกแบนราบและลูกกระเดือกแล้วละก็ ปู้ฟางอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นสตรีจำแลงกายมาก็เป็นได้

ดูเหมือนว่าสตรีในโลกจินตนาการนี้จะชอบจำแลงกายเป็นชายหนุ่มกัน

ชายหนุ่มหน้าสวยดูเหมือนจะสนใจร้านอาหารที่เปิดอยู่ในตรอกร้างผู้คนขึ้นมาเสียเฉยๆ จนเริ่มเดินเข้ามาดู

แต่ปู้ฟางก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับลูกค้าแต่อย่างใด เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แม้อีกฝ่ายจะเดินเข้าร้านไปแล้วก็ตามที นั่นเพราะชายผู้นี้ยังไม่ถือเป็นลูกค้าตราบใดที่เขายังไม่ได้สั่งอาหาร ปู้ฟางรู้ดีว่าการที่ร้านอาหารนี้จะมีลูกค้าได้ อันดับแรกต้องมีคนยอมจ่ายค่าอาหารที่แพงจนไร้สาระซึ่งติดอยู่บนผนังเสียก่อน

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทันทีที่ชายหนุ่มหน้าสวยเห็นราคาอาหารบนรายการ ดวงตาที่โตเป็นทุนเดิมของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอีก เสียงร้องแหลมดังก้องไปทั่วตรอกที่เงียบสงบ

“จะบ้ารึ! ผัดผักจานละร้อยเหรียญทอง ข้าวผัดไข่ชามละหนึ่งผลึก เจ้าโลภมากจนเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร”

บทที่ 2 ข้าวผัดไข่สำหรับเจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่

เสียงร้องดังกรีดก้องในหู แต่ปู้ฟางก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด เขายังคงนอนขดอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาว่างเปล่า อันที่จริงแล้ว ชายหนุ่มกำลังดูหน้าต่างระบบอยู่นั่นเอง

เป้าหมายของระบบ: ช่วยนายท่านให้กลายเป็นพ่อครัวเทพ ผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือพ่อครัวทั้งปวงในโลกหล้าแห่งจินตนาการ

นายท่าน: ปู้ฟาง

ระดับพลังปราณเที่ยงแท้: ไม่มี (ในฐานะพ่อครัวเทพแห่งโลกในจินตนาการ ท่านต้องใช้พลังปราณเที่ยงแท้ในการทำอาหาร จงฝึกอย่างหนักต่อไปนะ พ่อหนุ่ม)

พรสวรรค์การทำอาหาร: ยังไม่เปิดใช้งาน

ทักษะ: ยังไม่เปิดใช้งาน

อุปกรณ์: ยังไม่มี

คะแนนรวมการเป็นพ่อครัวเทพ: มือใหม่ (เส้นทางการเป็นพ่อครัวเทพของท่านเพิ่มจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น โปรดทำตามคำแนะนำของระบบ เพื่อก้าวขึ้นเป็นชายผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือพ่อครัวทั้งปวงในโลกหล้าแห่งจินตนาการ)

……

“นี่! เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่! ใช่เจ้าหรือเปล่าที่เป็นเจ้าของร้านอาหารนี้” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาจ้องเขม็งมาที่ปู้ฟาง

ปู้ฟางเหลือบไปมองชายหน้าตาดีผู้นั้นอย่างใจเย็น ก่อนจะลุกขึ้นด้วยท่าทางขี้เกียจและหาวออกมาหนึ่งที

“ราคาอาหารที่ร้านข้าก็เป็นเช่นนี้ละ หากเจ้าไม่อยากซื้อก็จากไปเสีย ร้านของข้าปฏิบัติกับลูกค้าอย่างเที่ยงธรรมเสมอ เราไม่เคยบังคับใครให้ซื้อสิ่งที่เขาไม่อยากได้”

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตกใจกับความคิดของปู้ฟางเป็นอันมาก หลังจากที่งุนงงอยู่ชั่วครู่ ใบหน้าขาวผ่องของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ชายหนุ่มพลันคิดขึ้นมาว่า “นี่น่ะหรือความคิดที่เจ้าของกิจการควรมี”

“เจ้า… ดูราคาอาหารร้านเจ้าก่อน! ยังมีหน้ามาบอกว่าเจ้าปฏิบัติกับลูกค้าอย่างเที่ยงธรรมอีกรึ พนันได้เลยว่าเจ้าหวังต้มลูกค้าแน่ๆ ! เจ้ามันชั่วช้า! อย่ามาทำเป็นอ้างนู่นอ้างนี่ ข้า เซียวเสี่ยวหลงคนนี้ รู้เช่นเห็นชาติเจ้าแล้ว!”

“สำหรับเจ้านี่ข้าดูโง่เง่าขนาดนั้นเชียวรึ” ปู้ฟางตอบ เขาเองก็เริ่มโกรธขึ้นมาเช่นกัน ในฐานะพ่อครัวที่เต็มไปด้วยความฝันและความทะเยอทะยาน เขาเกลียดการที่คนอื่นมาเรียกเขาว่าคนชั่วมากที่สุด

“ข้ามีเหตุผลของข้าที่ต้องตั้งราคาเช่นนี้ หากเจ้าไม่อยากสั่ง ก็จากไปเสีย ข้าไม่เคยบังคับให้เจ้าต้องอยู่เสียหน่อย”

ปู้ฟางรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายเหลือเกิน เขารอมาตั้งแต่เช้า แต่แทนที่จะมีลูกค้ามาเหยียบร้าน กลับกลายเป็นต้องมารับมือกับไอ้น่ารำคาญนี่ไปเสียได้ ชายหนุ่มคิดกับตนเอง “ทำไมการเป็นเจ้าของกิจการนี่มันยากจัง”

ชายหนุ่มหน้าหล่อยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เขากอดอก สายตาเย็นเยียบจ้องมองไปที่ปู้ฟาง “หึ! พยายามจะยั่วโมโหข้ารึ เจ้าคิดจะยั่วโมโหข้าให้สั่งอาหารร้านเจ้ากินใช่ไหมเล่า จากนั้นเจ้าจะได้ปอกลอกข้าได้ คิดว่าข้าโง่มากรึ!”

ปู้ฟางจนด้วยคำพูดทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหน้าหล่อนิสัยเสียตรงหน้าพล่ามออกมา เขาพลันเดินกลับเข้าครัวไปฝึกทำอาหารต่อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“อะไรกัน! รู้สึกผิดรึ พอข้ารู้ทันและเปิดเผยความชั่วของเจ้า เจ้าก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อเลยสินะ! จะบอกอะไรให้ ข้า เซียวเสี่ยวหลง เป็นชายอัจฉริยะผู้จงเกลียดจงชังความอยุติธรรมเป็นที่สุด ข้าน่ะเกลียดไอ้พวกชั่วช้าเช่นเจ้าที่สุดแล้ว” ชายหนุ่มหน้าหล่อยังคงยืนด่าอยู่ตรงนั้นไม่ยอมเลิกรา แต่หลังจากรออยู่สักพัก เขาก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับใดๆ จากปู้ฟาง

“ข้าจะทำให้ทุกคนในนครหลวงรู้เช่นเห็นชาติเจ้า! ข้าจะทำให้ร้านของเจ้าปิดชนิดไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีก! อ๋อ… ความจริงข้าไม่ต้องกระดิกนิ้วทำก็ได้ ใครหน้าไหนที่ได้เห็นราคาเจ้าก็คงรู้อยู่แล้วว่าเจ้ามันเป็นไอ้โง่!”

เซียวเสี่ยวหลงหงุดหงิดเป็นอย่างมากที่ตนเองโดนเมิน เขาจึงตะโกนขู่ปู้ฟางต่อไป

เงียบ… ร้านอาหารเล็กๆ ตกอยู่ท่ามกลางความเงียบฉี่ แต่ไม่นานนักกลิ่นอาหารก็ลอยออกมาจากห้องครัว

เซียวเสี่ยวหลงยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก เขามองราคาที่เขียนอยู่บนรายการอาหาร สุดท้ายชายหนุ่มก็กระตุกริมฝีปาก เขาส่ายหน้า ก่อนจะตัดสินใจจากไป

ผัดผักราคาร้อยเหรียญทอง นี่มันช่าง… บ้าบอไร้สาระสิ้นดี!

ในจักรวรรดิวายุแผ่ว หน่วยเงินตราที่เล็กที่สุดคือเหรียญทองแดง เหรียญเงินนั้นมีค่ามากกว่าเหรียญทองแดง ส่วนเหรียญทองมีค่ามากที่สุด ลำพังเหรียญทองหนึ่งเหรียญก็มากเพียงพอแล้วสำหรับหนึ่งครอบครัวที่จะใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรได้ทั้งเดือน ราคาร้อยเหรียญทองนั้น… เป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาจะจ่ายไหว!

ที่แย่กว่านั้นคือ ข้าวผัดไข่ต้องจ่ายด้วยผลึกอีกต่างหาก! แล้วผลึกมันคืออะไรน่ะหรือ เจ้าผลึกที่ว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ฝึกตน ผลึกหนึ่งชิ้นมีค่าสูงถึงพันเหรียญทองเลยทีเดียว!

มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะตั้งราคาบ้าๆ เช่นนี้!

เซียวเสี่ยวหลงที่กำลังโกรธเกรี้ยวหันหลังกลับมา เดินตรงไปยังทางเข้าร้านอีกครั้ง ทันใดนั้นจมูกของเขาก็กระตุกเล็กน้อย

“หอมแฮะ!”

กลิ่นหอมปะทุออกจากห้องครัว ลอยมาเตะจมูกเซียวเสี่ยวหลง ราวกับว่ากลิ่นนั้นควบแน่นกลายเป็นของแข็งที่เคลื่อนผ่านใบหน้าของเขาไปอย่างนุ่มละมุนเหมือนผ้าไหม ไม่ต่างจากสัมผัสอ่อนโยนของคนรัก ทำให้ร่างทั้งร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยความสุข

ในที่สุดเซียวเสี่ยวหลงก็พบต้นตอของกลิ่น เขาหันตัวแล้วมองไปที่ท้ายครัว ร่างโปร่งร่างหนึ่งเดินออกมาจากครัวพร้อมด้วยชามกระเบื้องในมือขาว กลิ่นอาหารเข้มข้นหอมหวนโชยออกจากชามไม่หยุดยั้ง

“เจ้าจะยั่วข้ารึ หึ! ไม่ว่าอาหารของเจ้าจะอร่อยเพียงใด ข้าก็ไม่หลงกลเจ้าหรอก!”

เมื่อเซียวเสี่ยวหลงเห็นปู้ฟางเดินมาทางเขา ชายหนุ่มก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความยโส พร้อมทั้งพ่นลมออกมาอย่างเย็นชา หากไม่ได้เห็นจมูกของเขากระดิกตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากชาม ปู้ฟางอาจจะเชื่อจริงๆ ว่าอาหารอร่อยทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้

ในที่สุดเซียวเสี่ยวหลงก็ทนความอยากของตนเองไม่ไหวอีกต่อไป ท้องของเขาร้องเสียงดังลั่น

“ไหนๆ เจ้าก็อยากให้ข้าลองชิมฝีมือเจ้าดู เช่นนั้น… ข้าจะลองกินดูคำหนึ่งก็ได้”

เซียวเสี่ยวหลงหันไปมองปู้ฟางแล้วพูดออกมา แต่น้ำเสียงของเขานั้นช่างแสนสูงส่ง ราวกับว่าเป็นบุญของปู้ฟางเหลือเกินที่เขายอมลดตัวลงมาชิมอาหารให้

แต่อึดใจต่อมาเซียวเสี่ยวหลงก็ต้องตกใจ เมื่อปู้ฟางไม่ได้หยุดตรงหน้าเขาแต่กลับเมินเขาไปเสีย แล้วเดินไปที่ทางเข้าร้านแทน

เซียวเสี่ยวหลงที่กำลังงงงวยแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้นมาทันที เขาหันหลังไปจ้องปู้ฟางเขม็ง ภาพที่เห็นต่อจากนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มบันดาลโทสะขึ้นไปอีก

ปู้ฟางย่อตัวลงข้างๆ สุนัขสีดำตัวใหญ่ที่หน้าร้าน แล้ววางชามซึ่งเต็มไปด้วยอาหารกลิ่นหอมยั่วยวนใจลงเบื้องหน้าเจ้าสุนัข

“เจ้าดำ ได้เวลาอาหารแล้ว”

ปู้ฟางลูบขนนุ่มลื่นสะอาดสะอ้านของเจ้าสุนัขด้วยรอยยิ้ม

เมื่อเขาเห็นเจ้าสุนัขที่ก่อนหน้านี้นอนอืดเอื่อยเฉื่อย พลันผุดตัวลุกขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น แล้วรีบสวาปามอาหารที่เขาทำอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก

เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาด ชายหนุ่มรู้สึกว่าปู้ฟางเพิ่งฉีกหน้าตนด้วยการกระทำที่ร้ายกาจเป็นที่สุด!

"เจ้า… เจ้า…"

ริมฝีปากของชายหนุ่มสั่นระริก เขาชี้หน้าปู้ฟางด้วยนิ้วเรียวสวยเหมือนผู้หญิง

“อ้าว เจ้ายังอยู่รึ” ปู้ฟางอุทานด้วยความตกใจ

สีหน้าตกใจชนิดมากเกินปกติของปู้ฟาง ทำให้เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกราวกับโดนลูกศรพุ่งเข้าปักกลางอก “โอ๊ย เจ็บเหลือทน!” เขาคิด

ริมฝีปากของเซียวเสี่ยวหลงสั่นด้วยความโกรธ เขาพ่นลมออกมาก่อนกระทืบเท้าด้วยโทสะ ราวกับว่า… ตัวเขานั้นเป็นเด็กที่ถูกบิดามารดาตามใจอย่างไรอย่างนั้น ชายหนุ่มรีบพุ่งออกจากร้านอาหารทันที

“ไอ้หมอนี่… มันบ้าไปแล้ว”

เซียวเสี่ยวหลงพุ่งไปที่ทางเข้าแล้วกำลังจะเดินออกไป แต่จมูกของเขาก็กระตุกอีกครั้ง เขาหันหน้าไปมองอาหารที่อยู่ภายในชามกระเบื้องซึ่งเจ้าสุนัขกำลังตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่รู้สึกตัว ชายหนุ่มเห็นเมล็ดขาวสวยงามเหมือนไข่มุกที่ห่อหุ้มด้วยไข่สีเหลืองทอง ช่างดูสวยงามราวกับเป็นงานศิลปะอย่างไรอย่างนั้น

ทว่าผู้ที่กำลังกินข้าวผัดไข่ซึ่งงดงามราวงานศิลปะนั้นคือสุนัขสีดำตัวใหญ่… สุนัขสีดำตัวใหญ่… สุนัข!

“หือ!” เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยชะงัก มันรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้นมามอง เมื่อมันเห็นชายหน้าเหมือนสาวน้อยกำลังจ้องมาที่ชามข้าวของมันเขม็ง ดวงตาของเจ้าสุนัขก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที

จากนั้นเซียวเสี่ยวหลงก็ได้แต่ยื่นดูสุนัขสีดำตัวใหญ่ตัวนั้นยื่นอุ้งเท้าเข้าหาชาม เพื่อดึงให้เข้าใกล้ตัวมันขึ้นไปอีก ก่อนจะแยกเขี้ยวขู่เซียวเสี่ยวหลงอย่างตื่นตัว บนฟันของมันมีเมล็ดข้าวขาววับเหมือนไข่มุกติดอยู่ประปราย

“ข้ากำลังโดนหมาดูแคลนเช่นนั้นรึ…”

เซียวเสี่ยวหลงเหม่อไปร่วมสองลมหายใจ ก่อนจะบันดาลโทสะ

ปัง ปัง ปัง!

หน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ด ดวงตาสว่างวาบด้วยเพลิงแห่งความโกรธ เขาเดินกลับเข้าไปในร้าน

ปู้ฟางมองเซียวเสี่ยวหลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“เอาข้าวผัดไข่มาชามนึง! ฮึ! ข้าจะชิมดูเอง หากไม่อร่อยละก็ ข้าจะเอาเจ้าหน้าที่มาปิดร้านเจ้าเสีย!”

เซียวเสี่ยวหลงขู่อาฆาตด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

บทที่ 3 ข้าวผัดไข่ที่สว่างเป็นประกาย

ใบหน้าของเซียวเสี่ยวหลงเป็นสีแดงแปร๊ด ทว่าก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงประสงค์ร้าย ปู้ฟางเหลือบตามองชายหนุ่มหน้าสวยด้วยสายตาแฝงความหมาย ก่อนยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะ

เซียวเสี่ยวหลงกะพริบตาปริบ ผิวขาวของเขาเป็นสีแดงก่ำ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอาฆาต “ข้าขอประกาศเอาไว้ก่อนเลยก็แล้วกัน ที่ข้าสั่งไม่ใช่เพราะยอมรับราคาของเจ้า ข้าเพียงอยากพิสูจน์ให้รู้ๆ กันไปเท่านั้น ว่าข้าวผัดไข่ของเจ้ามันได้ไม่คุ้มเสีย!”

“ได้ เอาข้าวผัดไข่ชามนึงใช่หรือไม่ รอสักครู่ก็แล้วกัน” ปู้ฟางตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ เขาโบกมือแล้วเดินเข้าครัวไปทันที “อ๋อใช่ ผัดผักกับบะหมี่แห้งคลุกของเราก็อร่อยนะ เจ้าอยากลองดูหรือไม่ล่ะ”

“เขาว่ากันว่าข้าวผัดไข่กินกับผัดผักแล้วจะอร่อยขึ้น” ปู้ฟางหยุดอยู่หน้าทางเข้าครัว เขาหันกลับไปมอง พร้อมพูดโฆษณาอาหารอีกสองรายการที่เหลือของตนเองอย่างไร้ยางอายและไม่ยี่หระ

เซียวเสี่ยวหลงงงงวยไปชั่วขณะ เขาเหลือบไปมองราคาอาหาร พลันรู้สึกถึงความเจ็บแน่นอกขึ้นมาทันที

“ไม่ต้อง! เอามาแค่ข้าวผัดไข่พอ”

“รับทราบ น่าเสียดายจริง” ปู้ฟางพยักหน้าก่อนเดินเข้าครัวไป

เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของปู้ฟาง เซียวเสี่ยวหลงก็รู้สึกคันมืออยากต่อยหน้าอีกฝ่ายขึ้นมาทันที ชายหนุ่มคิดด่าในใจ “ผัดผักจานละร้อยเหรียญเนี่ยนะ คิดว่าข้าโง่บรมหรืออย่างไร หน้าด้านตั้งราคาร้อยเหรียญทองทั้งๆ ที่ซื้อกินได้ในราคาสิบเหรียญทองแดง คงมีแค่ร้านเจ้าร้านเดียวในทวีปกระมังที่กล้าทำอะไรชั่วช้าเช่นนี้”

ขณะที่ปู้ฟางกำลังทำข้าวผัดไข่ เซียวเสี่ยวหลงก็รู้สึกเบื่ออย่างมาก เขาหันไปมองเจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงทางเข้าร้าน ไม่สิ ต้องบอกว่าสายตาของเขาจับจ้องชามอาหารของมันถึงจะถูก

เซียวเสี่ยวหลงนึกย้อนไปถึงกลิ่นของข้าวผัดไข่เมื่อครู่ กลิ่นอาหารนั้นเหมือนผ้าไหมนุ่มลื่น ให้สัมผัสราวกับเป็นคนรัก ทันใดนั้นความอยากอาหารของชายหนุ่มก็พุ่งสูงขึ้น ท้องของเขาร้องลั่นเหมือนท้องฟ้าคำราม เคราะห์ดีที่ไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่ในร้าน มิเช่นนั้นนายน้อยเซียวผู้โด่งดังในนครหลวงในฐานะชายผู้แต่งตัวทันสมัยที่สุดและมีมารยาทงดงามที่สุด คงต้องอายม้วนต้วนยกใหญ่เป็นแน่

สุนัขสีดำตัวใหญ่ที่ยังกินข้าวจากชามไม่หมดหยุดชะงักอีกครั้ง มันเงยหน้าขึ้นเพราะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อสายตาของมันเคลื่อนมาสบเซียวเสี่ยวหลง เจ้าสุนัขก็รู้ทันทีว่ามนุษย์หน้าโง่ผู้นี้ยังคงจ้องชามข้าวของมันไม่เลิก มันจึงเริ่มโมโหขึ้นมา!

เจ้าสุนัขดึงชามเข้าใกล้ตัว มันลุกขึ้นยืน ก่อนนั่งลงกับพื้นอีกครั้งโดยหันก้นของมันให้เซียวเสี่ยวหลง จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตากินต่อไปโดยเอาตัวเองบังชามข้าวไม่ให้ชายหนุ่มมองเห็น

เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกเหมือนโดนศรปักอกอีกครั้ง… เขาถูกสุนัขดูแคลนเข้าอีกแล้ว!

“ฮึ่ม! เจ้าคิดว่าข้าอยากกินข้าวหมารึ! เป็นแค่หมาแท้ๆ แต่กลับมีหน้ามาดูถูกคน! ฮึ่ม!” เซียวเสี่ยวหลงคิดฟึดฟัดอยู่คนเดียว

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ กลิ่นหอมหวนก็โชยออกจากครัวอีกครั้ง กลิ่นไข่ทอดกลมกล่อมที่ผสานรวมเข้ากับกลิ่นจางๆ ของข้าวหอมทำให้เซียวเสี่ยวหลงรู้สึกดื่มด่ำเหมือนกำลังเมาสุรา เพียงแค่ได้สูดดมเข้าไป น้ำลายเขาก็สออย่างควบคุมไม่อยู่

“ก็หอมจริงๆ นั่นละ แต่ตั้งราคาหนึ่งผลึกชนิดกะฟันหัวแตกนี่มันก็บ้าเกินไป!” เซียวเสี่ยวหลงคิด ขณะพยายามกลืนน้ำลายลงคอ

ในที่สุดปู้ฟางก็เดินออกจากครัวพร้อมถือชามอยู่ในมือ กลิ่นอาหารจากชามนั้นลอยล่องอบอวลไปในอากาศ ปกคลุมไปทั่วทั้งร้าน

“นี่ข้าวผัดไข่ที่สั่ง กินให้อร่อย”

ปู้ฟางพูดอย่างไร้อารมณ์ ขณะวางชามข้าวผัดไข่ลงตรงหน้าเซียวเสี่ยวหลง

ควันขาวลอยล่องเป็นไอขึ้นมาจากชาม ม้วนตลบไปในอากาศเบื้องหน้าเซียวเสี่ยวหลง ก่อนจะสลายหายไป กลิ่นอาหารที่ถาโถมขึ้นมานั้นทำให้เซียวเสี่ยวหลงอดสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้

เซียวเสี่ยวหลงจ้องข้าวผัดไข่ตรงหน้าไม่วางตา โดยไม่สนใจปู้ฟางเลยแม้แต่น้อย “กล้าเก็บเงินหนึ่งผลึกกับแค่ข้าวผัดไข่ชามเดียว… มันต้องไม่ใช่ข้าวผัดไข่ธรรมดาๆ แน่นอน!”

เมล็ดข้าวที่อยู่ในชามกระเบื้องสีขาวนั้นดูขาวสว่างเหมือนไข่มุก ข้าวทุกเมล็ดถูกห่อหุ้มด้วยไข่สีเหลืองทอง ไข่เหล่านั้นยังไม่สุกดี ยังคงความข้นอยู่ ราวกับว่าเมล็ดข้าวเหล่านี้ถูกพรมด้วยน้ำซอสไข่สีเหลืองทองอย่างไรอย่างนั้น ความข้นของไข่จัดได้ว่าสมบูรณ์แบบ มันถูกทำให้สุกราวร้อยละแปดสิบ เมื่อนำมาผสมกับเมล็ดข้าวก็ดูราวกับเป็นผ้าทอสีทองอร่ามจับจีบสวย ส่องประกายสว่างเรืองรองระยับจับตา

“ข้าว… ข้าวมันส่องประกายนี่!” เซียวเสี่ยวหลงมองจ้องไปที่ชามข้าวผัดไข่ตรงหน้า สมองโล่งโจ้งว่างเปล่า

เขาไม่เคยคิดเลยว่าข้าวผัดไข่จะกลายมาเป็นงานศิลปะได้ด้วย

ชายหนุ่มเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ เขาเป็นลูกชายคนที่สามของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศมากมายอยู่เสมอ เขาเคยกินข้าวผัดไข่ฝีมือพ่อครัวประจำตระกูล ทั้งยังเคยกินข้าวผัดไข่ฝีมือพ่อครัวในวังหลวงอีกด้วย… ทว่าในบรรดาข้าวผัดไข่ทั้งหมดที่เขาเคยลิ้มลองนั้น เทียบอะไรกับข้าวผัดไข่ชามตรงหน้าเขาไม่ได้เลยทั้งด้านรูปลักษณ์และกลิ่น

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความจริงที่ว่าข้าวผัดไข่ชามตรงหน้าเขานี้มีเพียงไข่และข้าวเป็นวัตถุดิบเท่านั้น มิได้มีอย่างอื่นเพิ่มเติมเลยแม้กระทั่งต้นหอม แต่ชายหนุ่มก็ยังรู้สึกได้จากก้นบึ้งของจิตใจ ว่าข้าวผัดไข่ชามนี้ต้องเลิศรสกว่าชามที่พ่อครัววังหลวงเคยทำให้เขากินแน่นอน!

เซียวเสี่ยวหลงหยิบช้อนกระเบื้องสีฟ้าขาวบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ในมือ เลียริมฝีปาก ก่อนจะตักลงไปในชามข้าวผัดไข่ ทันทีที่ช้อนตักข้าวผัดไข่ขึ้นจากชาม กลิ่นหอมหวนของอาหารก็ถาโถมเข้าใส่จมูกของเขาทันที ชายหนุ่มค่อยๆ ตักไข่และข้าวขึ้นมาจนพูนช้อน ทิ้งสายไข่ข้นที่ยังไม่สุกไว้เป็นทาง

เซียวเสี่ยวหลงตักข้าวผัดไข่พูนช้อนเข้าปาก ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกแล้วในโลกใบนี้

ทันทีที่ช้อนเข้าปาก รสชาติอร่อยล้ำลึกก็ทำให้ต่อมรับรสของเขาตื่นตะลึง ไข่ข้นพลันจับตัวแข็งผสานเข้ากับเมล็ดข้าวไข่มุกที่นุ่มละมุน ก่อให้เกิดเป็นการระเบิดของรสชาติในปากของชายหนุ่ม!

“สวรรค์โปรด! ข้าวผัดไข่ที่อร่อยเลิศถึงเพียงนี้มีอยู่ในโลกด้วยหรือ! ข้ารู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ !”

เซียวเสี่ยวหลงตกหลุมรักรสชาติที่เขาได้รับเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างของตนกำลังแหวกว่ายอยู่ในทะเลที่มีแต่รสชาติเลิศล้ำของข้าวห่อไข่อย่างไรอย่างนั้น

ชายหนุ่มตักข้าวห่อไข่ขึ้นมาคำแล้วคำเล่า แม้ความร้อนจากข้าวจะทำให้เขาจาม แต่ก็หยุดกินไม่ได้

"กร้วม กร้วม!"

ใบหน้าของชายหนุ่มแทบจะจมลงไปในชาม ท่าทางดูละม้ายเจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ตอนที่มันกินข้าวผัดไข่ไม่มีผิด

“อร่อยมาก!” เซียวเสี่ยวหลงทั้งตักและกินในคราวเดียวกัน ขณะตะโกนออกมา เมล็ดข้าวสีทองสองสามเมล็ดก็กระเด็นออกจากปาก ชายหนุ่มตาเบิกกว้าง เขารีบหยิบเมล็ดข้าวที่ตกอยู่บนโต๊ะยัดเข้าปากทันที

ปู้ฟางนั่งลงตรงข้ามเซียวเสี่ยวหลง เขามองภาพตรงหน้าอย่างใจเย็น ท่าทางการกินของชายหนุ่มรูปงามนั้นไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เขาคิดไว้มากนัก ตอนที่เขาได้กินข้าวผัดไข่นี้เป็นครั้งแรก ก็มีสภาพไม่ต่างจากเซียวเสี่ยวหลงเท่าไร

เซียวเสี่ยวหลงเลียวนผิวชามจนสะอาดเกลี้ยง ชายหนุ่มหายใจออกด้วยสีหน้าสุขสบายอารมณ์ หลังจากที่กลืนข้าวเมล็ดสุดท้ายเข้าไปเรียบร้อยแล้ว

“มันคือข้าวผัดไข่จริงๆ หรือนี่! น่าทึ่งมาก! แม้แต่พ่อครัวบ้านข้า… ไม่สิ แม้แต่พ่อครัววังหลวงยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย!” เซียวเสี่ยวหลงพูดพึมพำกับตนเอง ปู้ฟางนั่งเงียบอย่างเฉยเมยอยู่ตรงนั้น

“เอาละ เจ้าคิดว่ามันมีค่าสมกับหนึ่งผลึกหรือไม่เล่า” ปู้ฟางถาม

ทว่าเซียวเสี่ยวหลงทำเพียงขมวดคิ้วและจิ๊ปากเท่านั้น ชายหนุ่มตอบกลับ “ข้าวผัดไข่ชามนี้จัดเป็นอาหารชั้นเลิศจริงแท้แน่นอน แต่เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าผลึกหนึ่งชิ้นนั้นมีค่ามากมายเพียงใด”

“ผลึกแม้เพียงหนึ่งชิ้นสามารถช่วยผู้ฝึกตนในการฝึกพลังปราณได้ แล้วข้าวผัดไข่ของเจ้าทำได้หรือไม่ ทั้งสองอย่างนี้มีคุณค่าต่างกันโดยสิ้นเชิง! แต่ข้าขอยอมรับว่าข้าวผัดไข่ของเจ้านั้นอร่อยมากจริงๆ !”

ปู้ฟางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาไม่ได้คาดคิดว่าเซียวเสี่ยวหลงจะให้เหตุผลเช่นนั้น แม้จะฟังดูถูกต้องตามตรรกะ แต่ชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้ “หมอนี่มันจะกินแล้วชิ่งรึ!”

แต่ขณะที่ปู้ฟางกำลังจะตอบกลับ ผิวขาวใสของเซียวเสี่ยวหลงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างฉับพลัน ร่างทั้งร่างของเขาเรืองแสงออกมา ราวกับมีพลังงานรุนแรงเคลื่อนไหวปั่นป่วนอยู่ภายในกาย

"เอิ๊ก~~"

ใบหน้าของเซียวเสี่ยวหลงกลับเป็นปกติหลังจากเรอออกมา แต่สีหน้าของเขาที่มองปู้ฟางอยู่นั้นกลับดูทั้งประหลาดและสนอกสนใจ

เสียงของชายหนุ่มสั่นสะท้าน…

“บอก… บอกข้ามานะ เจ้าใส่… อะไรลงไปในข้าวผัดไข่!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...