อดีตผู้ว่าการ ททท. เปิด 6 เหตุผล ทำไมจีนไม่กลับไทย แต่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มแทน?!
จากผลสำรวจของ Dragon Trail International บริษัทด้านการท่องเที่ยวในประเทศจีนที่พบว่า คนจีนกังวลการเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 28% ในปี 2565 เป็น 51% ในปี 2566 และมีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลง
ตอกย้ำด้วยภาพลักษณ์เชิงลบผ่านภาพยนตร์ เช่น No More Bets ที่สื่อถึงวงจรฉ้อโกง การค้ามนุษย์ การค้าอวัยวะในตลาดมืด แก๊งคอลเซนเตอร์ รวมถึงการจับคนรวยเรียกค่าไถ่ การที่ไทยถูกใช้เป็น “ทางผ่าน” ของอาชญากร อีกทั้งฐานซ่องสุมสิ่งผิดกฎหมาย และค้ามนุษย์ในชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
และข่าวร้ายที่มีการนำเสนอผ่านสื่อโซเชียลในจีนอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีล่าสุด ซิงซิง ดาราจีนหายตัวไปที่ชายแดนแม่สอด-เมียนมา และตึกถล่มที่ประเทศไทยหลังจากเกิดแผ่นดินไหว เหตุเกิดจากโครงสร้างบางส่วนไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้มีภาพว่าระบบจัดการของไทยไม่ดี ไม่ปลอดภัย จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่เฉพาะกับตลาดจีนแต่ยังลุกลามส่งผลไปยังรวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคใกล้เคียงอีกด้วย
ยุทธศักดิ์ สุภสร
สำหรับ 6 เหตุผลที่ทำให้จีนไม่กลับไทย แต่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น มีดังนี้
1. ภาวะเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ช่วงตกต่ำ
ด้วยปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ช่วงชะลอตัว ประกอบกับข้อจำกัดจากนโยบายของรัฐบาลจีนต่อข้าราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ส่งผลทำให้ชนชั้นกลางจำนวนมากที่เคยเป็นตลาดท่องเที่ยวของไทย ไม่สามารถท่องเที่ยวต่างประเทศได้ตามปกติ และหันไปเดินทางท่องเที่ยวในประเทศแทน
2. “เยนอ่อน” หนุนการแข่งขันด้านราคา
ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนต่อเงินหยวนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปี 2563 ทำให้ราคาสินค้า และบริการในญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย แม้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินหยวนจะคงที่ แต่ต้นทุนการบริโภคในไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ความได้เปรียบด้านราคาในฐานะจุดหมายปลายทางที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงของไทยลดลง
ทั้งนี้จากข้อมูลดัชนี Travel & Tourism Development (TTDI) ที่จัดทำโดย World Economic Forum สำรวจล่าสุดในปี 2564 พบว่า ดัชนีการแข่งขันด้านราคาของอินโดนีเซีย และเวียดนามปรับดีขึ้นจากก่อนโควิดราว 10% ทำให้ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย ขณะที่ไทยอยู่อันดับ 39 ของโลก และเป็นอันดับรองสุดท้ายของกลุ่มอาเซียนในการแข่งขันด้านราคา โดยการท่องเที่ยวในไทยถูกกว่าสิงคโปร์แค่เพียงประเทศเดียว
3. “ญี่ปุ่น” กับภาพลักษณ์เดสติเนชันปลอดภัยที่สุดในโลก
ญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยที่สุดในโลกมาเป็นเวลานาน ในขณะที่ประเทศไทยการมีข่าวลบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยลดลง สอดคล้องกับข้อมูลดัชนี Travel & Tourism Development (TTDI) พบว่า ดัชนีด้านความปลอดภัยของไทยล่าสุดปรับแย่ลงจากที่ 88 เป็นที่ 92 จาก 117 ประเทศ
4. เที่ยวบินตรงจาก “จีน” ทะลักเข้าญี่ปุ่น
เที่ยวบินตรงระหว่างจีน และญี่ปุ่นกลับมาถึงระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2567 มีจำนวนมากเที่ยวต่อสัปดาห์ ครอบคลุมเมืองหลัก เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว แค่สายการบิน China Eastern Airlines (MU) รายเดียว มีเที่ยวบินตรงจาก Shanghai ไป Tokyo, Osaka, Nagoya, Fukuoka, Sapporo, Saga, Okinawa, Shizuoka, Takamatsu, Toyama, Nagasaki, Hiroshima, Okayama, Niigata, Komatsu, Sendai, Ibaraki, Kagoshima จำนวน 500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในขณะที่เส้นทางบินระหว่างจีน และประเทศไทยมีเพียง 200 เที่ยวต่อสัปดาห์ และยังขาดเที่ยวบินตรงในบางเมือง ทำให้เสียเวลาในการเปลี่ยนเครื่องเป็นเวลานาน
5. นโยบาย “ชอปปิงปลอดภาษี” แม่เหล็กดึงทัวริสต์จีน
ญี่ปุ่นดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนด้วยนโยบาย “การชอปปิงปลอดภาษี” โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับ High-end เครื่องสำอาง และสินค้าหรู แต่ไทยยังคงพึ่งพาแบบแผนเดิมๆ คือ “เกาะ + อาหาร” ทำให้ไม่มีจุดขายใหม่ๆ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างต่อเนื่อง และมีการค้าขายมากเกินไปในบางแหล่งท่องเที่ยวทำให้เกิดนักท่องเที่ยวจีนเกิดความเบื่อหน่าย
6. “ญี่ปุ่น” ตอบโจทย์ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงในจีนขยายตัว มีความโน้มเอียงไปในการเลือกจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และเป็นส่วนตัว ซึ่งญี่ปุ่นสามารถตอบสนองความต้องการ “การท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม” ได้ดี ในขณะที่ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางระดับท่องเที่ยว Beginner เท่านั้น
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์