โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อความรักจบ แต่สัญญากู้ยังอยู่...3 ทางออกที่คู่รักควรรู้ | เงินทองของจริง

Ch7HD News - ข่าวช่อง7

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 05.07 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 04.07 น. • TEROASIA
เมื่อความรักจบ แต่สัญญากู้ยังอยู่…3 ทางออกที่คู่รักควรรู้ | เงินทองของจริง

สถานการณ์ที่หลายคนแอบกลัว แต่ก็มีคนเจอจริงๆ อยู่บ่อยครั้ง คือการ **กู้บ้าน กู้รถ หรือกู้คอนโดร่วมกับคนรัก แต่ดันเลิกกันก่อนผ่อนหมด** แล้วจะทำอย่างไรต่อ? ใครต้องรับผิดชอบ? จะถอนชื่อออกได้หรือไม่ ? หรือต้องขายทรัพย์สินทิ้งไป?

การกู้ร่วมคืออะไร ?

การกู้ร่วม คือการกู้ทรัพย์สินโดยมีผู้กู้ร่วมอีกคนเป็นผู้ร่วมรับภาระหนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้การกู้เงินซื้อบ้านง่ายขึ้น และทำให้ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินอนุมัติการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันอย่างไร ?

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันตรงที่ การค้ำประกัน นั้น บุคคลผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดสัญญา และความสัมพันธ์ของคนค้ำประกันกับผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวพันกัน

แต่สำหรับ ผู้กู้ร่วม จะต้องมีสายสัมพันธ์กัน เช่น

- คนที่มีนามสกุลเดียวกัน เช่น พี่-น้อง พ่อ-แม่-ลูก (หากมีการเปลี่ยนนามสกุลในภายหลัง จะต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์)

- สามี-ภรรยา แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็กู้ร่วมได้ แต่ต้องแสดงหลักฐานความสัมพันธ์ เช่น ภาพถ่ายหรือการ์ดงานแต่งงาน หนังสือรับรองบุตร

- คู่รัก LGBTQ+ ต้องมีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์หรือเอกสารยืนยันว่าอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ทะเบียนบ้านที่มีชื่อทั้งสองคน เอกสารการกู้ซื้อทรัพย์สินร่วมกัน หรือเอกสารการทำธุรกิจร่วมกัน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกู้ร่วม

หลายคนเข้าใจผิดว่า "ฉันแค่ช่วยกู้เฉย ๆ แต่คนอีกคนจะเป็นคนผ่อนนะ"

ความจริงที่ต้องรู้

- ใครที่เซ็นชื่อในสัญญากู้ร่วม = รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%

- ไม่ว่าจะใครผ่อน ใครอยู่บ้าน ธนาคารไม่สนใจ ขอแค่ชื่อคุณอยู่ในสัญญา ก็ทวงคุณได้เหมือนกัน

- ไม่ใช่คนละ 50-50 แต่คือทั้งคู่รับผิดชอบ 100% เท่ากัน ใครคนหนึ่งไม่จ่าย อีกคนต้องจ่ายทั้งหมด

สำคัญ การกู้ร่วม เท่ากับ ผูกมัดกันระยะยาว

ตอนรักกัน โลกอาจเป็นสีชมพู กู้ร่วมยังไงก็ไหว ! แต่ในเอกสารของธนาคาร ความรักไม่เกี่ยวข้อง พวกเขาดูแค่ชื่อที่อยู่ในสัญญา ถ้าชื่อคุณกับแฟนอยู่ในสัญญากู้ร่วม แปลว่า "รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%" เลิกกันแล้ว ธนาคารก็ยังทวงได้ทั้งคู่เหมือนเดิม

3 ทางออกเมื่อความรักจบแต่ภาระการเงินยังอยู่

เมื่อความรักจบลง แต่ภาระผูกพันทางการเงินยังคงอยู่ โดยเฉพาะการกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด คุณควรจัดการอย่างไร?

ทางออกที่ 1: ถอนชื่อคู่รักที่กู้ร่วม

เมื่อถึงวันเลิกรา คู่ที่เคยรักกันต้องหันมามองว่าบรรดาทรัพย์สินที่ร่วมกันซื้อ ร่วมกันกู้นั้นมีอะไรบ้าง เพื่อจัดสรรปันส่วนได้อย่างลงตัว

กรณีที่ 1: คู่รักที่จดทะเบียนสมรสกัน

- ทำการจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อย

- นำใบหย่าและสัญญาจะซื้อจะขายไปขอถอนชื่อคู่รักที่เลิกราออกจากสัญญากู้ที่ทำไว้กับธนาคาร

- เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสัญญาเงินกู้ใหม่

กรณีที่ 2: คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

- ต้องตกลงกันว่าจะให้ใครเป็นคนถือกรรมสิทธิ์เจ้าของทรัพย์สิน

- แจ้งถอดถอนชื่อออกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทำสัญญากู้ไว้

- ธนาคารจะประเมินความสามารถของผู้กู้ว่าสามารถผ่อนชำระต่อได้หรือไม่

หมายเหตุ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคารว่า ผู้กู้ร่วมที่เหลืออยู่สามารถผ่อนชำระไหวหรือไม่ หากผ่อนไม่ไหวก็ต้องหาคนอื่นมากู้ร่วมแทน

ทางออกที่ 2: รีไฟแนนซ์จากกู้ร่วมเป็นกู้เดี่ยว

ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่ที่จะทำการรีไฟแนนซ์ จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้ที่จะเป็นผู้กู้เดี่ยวเป็นหลัก นั่นหมายความว่า

- รายได้

- ประวัติเครดิตบูโร

- ยอดดาวน์ที่กู้ซื้อบ้าน

- ภาระหนี้สินอื่นๆ

ของคุณจะต้องเพียงพอที่จะรับภาระหนี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ คุณจะต้อง:

- ติดต่อผู้กู้ร่วมเดิมเพื่อขอความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสัญญากู้

- เตรียมค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์

ทางออกที่ 3: ตัดปัญหาด้วยการขายทรัพย์สิน

เป็นวิธีสุดท้ายในการตัดปัญหาการแบ่งกรรมสิทธิ์กรณีคู่รักกู้ร่วมซื้อบ้านด้วยกันและจำเป็นต้องเลิกรา ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องมีการตกลงกันระหว่าง 2 คนแล้วว่าไม่มีใครอยากครองกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อ

การขายบ้านต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

- ค่าธรรมเนียมการโอน

- ค่าอากรแสตมป์

- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

- ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ป้องกันดีกว่าแก้ไข

แม้ว่าจะรู้ขั้นตอนการจัดการสินทรัพย์ บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์แล้ว แต่ทางที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น ควรศึกษาข้อมูลการกู้ร่วมและตกลงกรรมสิทธิ์ก่อนกู้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา

เมื่อความสัมพันธ์จบลง การแบ่งทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ร่วมกันถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โปรโมชั่นพิเศษ

สถานการณ์ที่หลายคนแอบกลัว แต่ก็มีคนเจอจริงๆ อยู่บ่อยครั้ง คือการ **กู้บ้าน กู้รถ หรือกู้คอนโดร่วมกับคนรัก แต่ดันเลิกกันก่อนผ่อนหมด** แล้วจะทำอย่างไรต่อ? ใครต้องรับผิดชอบ? จะถอนชื่อออกได้หรือไม่? หรือต้องขายทรัพย์สินทิ้งไป?

การกู้ร่วมคืออะไร ?

การกู้ร่วม คือการกู้ทรัพย์สินโดยมีผู้กู้ร่วมอีกคนเป็นผู้ร่วมรับภาระหนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้การกู้เงินซื้อบ้านง่ายขึ้น และทำให้ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินอนุมัติการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันอย่างไร ?

การกู้ร่วมต่างจากการค้ำประกันตรงที่ การค้ำประกัน นั้น บุคคลผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้แทนหากผู้กู้ผิดสัญญา และความสัมพันธ์ของคนค้ำประกันกับผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวพันกัน

แต่สำหรับ ผู้กู้ร่วม จะต้องมีสายสัมพันธ์กัน เช่น

- คนที่มีนามสกุลเดียวกัน เช่น พี่-น้อง พ่อ-แม่-ลูก (หากมีการเปลี่ยนนามสกุลในภายหลัง จะต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์)

- สามี-ภรรยา แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็กู้ร่วมได้ แต่ต้องแสดงหลักฐานความสัมพันธ์ เช่น ภาพถ่ายหรือการ์ดงานแต่งงาน หนังสือรับรองบุตร

- คู่รัก LGBTQ+ ต้องมีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์หรือเอกสารยืนยันว่าอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ทะเบียนบ้านที่มีชื่อทั้งสองคน เอกสารการกู้ซื้อทรัพย์สินร่วมกัน หรือเอกสารการทำธุรกิจร่วมกัน

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกู้ร่วม

หลายคนเข้าใจผิดว่า "ฉันแค่ช่วยกู้เฉย ๆ แต่คนอีกคนจะเป็นคนผ่อนนะ"

ความจริงที่ต้องรู้

- ใครที่เซ็นชื่อในสัญญากู้ร่วม = รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%

- ไม่ว่าจะใครผ่อน ใครอยู่บ้าน ธนาคารไม่สนใจ ขอแค่ชื่อคุณอยู่ในสัญญา ก็ทวงคุณได้เหมือนกัน

- ไม่ใช่คนละ 50-50 แต่คือทั้งคู่รับผิดชอบ 100% เท่ากัน ใครคนหนึ่งไม่จ่าย อีกคนต้องจ่ายทั้งหมด

สำคัญ การกู้ร่วม เท่ากับ ผูกมัดกันระยะยาว

ตอนรักกัน โลกอาจเป็นสีชมพู กู้ร่วมยังไงก็ไหว ! แต่ในเอกสารของธนาคาร ความรักไม่เกี่ยวข้อง พวกเขาดูแค่ชื่อที่อยู่ในสัญญา ถ้าชื่อคุณกับแฟนอยู่ในสัญญากู้ร่วม แปลว่า "รับผิดชอบหนี้ร่วมกันเต็ม 100%" เลิกกันแล้ว ธนาคารก็ยังทวงได้ทั้งคู่เหมือนเดิม

3 ทางออกเมื่อความรักจบแต่ภาระการเงินยังอยู่

เมื่อความรักจบลง แต่ภาระผูกพันทางการเงินยังคงอยู่ โดยเฉพาะการกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโด คุณควรจัดการอย่างไร?

ทางออกที่ 1: ถอนชื่อคู่รักที่กู้ร่วม

เมื่อถึงวันเลิกรา คู่ที่เคยรักกันต้องหันมามองว่าบรรดาทรัพย์สินที่ร่วมกันซื้อ ร่วมกันกู้นั้นมีอะไรบ้าง เพื่อจัดสรรปันส่วนได้อย่างลงตัว

กรณีที่ 1: คู่รักที่จดทะเบียนสมรสกัน

- ทำการจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อย

- นำใบหย่าและสัญญาจะซื้อจะขายไปขอถอนชื่อคู่รักที่เลิกราออกจากสัญญากู้ที่ทำไว้กับธนาคาร

- เจ้าหน้าที่ธนาคารจะเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสัญญาเงินกู้ใหม่

กรณีที่ 2: คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

- ต้องตกลงกันว่าจะให้ใครเป็นคนถือกรรมสิทธิ์เจ้าของทรัพย์สิน

- แจ้งถอดถอนชื่อออกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทำสัญญากู้ไว้

- ธนาคารจะประเมินความสามารถของผู้กู้ว่าสามารถผ่อนชำระต่อได้หรือไม่

หมายเหตุ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคารว่า ผู้กู้ร่วมที่เหลืออยู่สามารถผ่อนชำระไหวหรือไม่ หากผ่อนไม่ไหวก็ต้องหาคนอื่นมากู้ร่วมแทน

ทางออกที่ 2: รีไฟแนนซ์จากกู้ร่วมเป็นกู้เดี่ยว

ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหม่ที่จะทำการรีไฟแนนซ์ จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้ที่จะเป็นผู้กู้เดี่ยวเป็นหลัก นั่นหมายความว่า

- รายได้

- ประวัติเครดิตบูโร

- ยอดดาวน์ที่กู้ซื้อบ้าน

- ภาระหนี้สินอื่นๆ

ของคุณจะต้องเพียงพอที่จะรับภาระหนี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ คุณจะต้อง:

- ติดต่อผู้กู้ร่วมเดิมเพื่อขอความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสัญญากู้

- เตรียมค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์

ทางออกที่ 3: ตัดปัญหาด้วยการขายทรัพย์สิน

เป็นวิธีสุดท้ายในการตัดปัญหาการแบ่งกรรมสิทธิ์กรณีคู่รักกู้ร่วมซื้อบ้านด้วยกันและจำเป็นต้องเลิกรา ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องมีการตกลงกันระหว่าง 2 คนแล้วว่าไม่มีใครอยากครองกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อ

การขายบ้านต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

- ค่าธรรมเนียมการโอน

- ค่าอากรแสตมป์

- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

- ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ป้องกันดีกว่าแก้ไข

แม้ว่าจะรู้ขั้นตอนการจัดการสินทรัพย์ บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์แล้ว แต่ทางที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น ควรศึกษาข้อมูลการกู้ร่วมและตกลงกรรมสิทธิ์ก่อนกู้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา

เมื่อความสัมพันธ์จบลง การแบ่งทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ร่วมกันถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มองหาตัวช่วยลดดอกเบี้ย ให้ผ่อนน้อยลง มีเงินเก็บมากขึ้น ?

ด้วยสินเชื่อเคหะ รีไฟแนนซ์ จากธนาคารออมสิน

- ดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเริ่มต้น 1.55% ต่อปี (สำหรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป)

- อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.95% ต่อปี

- สนับสนุนค่าประเมินหลักทรัพย์สูงสุด 5,000 บาท

- สนับสนุนค่าจดจำนอง ตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท

ยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน - 15 กรกฎาคม 2568

อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2568

สมัครขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือแอปฯ MyMo

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center 1115

ธนาคารออมสิน เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม

พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/gQipxCdNeSU?si=-1t96W462fgGsF38

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...