โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

พระบรมราชวังจตุมุขมงคล วังหลวงเขมรที่ได้อิทธิพลจากวังหลวงไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 06.31 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 06.30 น.

พระบรมราชวังจตุมุขมงคล วังหลวงเขมรที่ได้อิทธิพลส่วนหนึ่งจากพระบรมมหาราชวังของไทย

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กัมพูชาได้รับอิทธิพลจากไทยหลายด้าน โดยเฉพาะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอย่างเด่นชัดใน“พระบรมราชวังจตุมุขมงคล” ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ“พระบรมมหาราชวัง” ของไทย ไม่ว่าจะเป็นคติการก่อสร้าง นามพระที่นั่ง ตำแหน่งสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ

ชื่อของ “พระบรมราชวังจตุมุขมงคล” ไม่เป็นที่คุ้นหูมากเท่ากับ “พระราชวังเขมรินทร์” ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว นาม “เขมรินทร์” เป็นชื่อพระที่นั่งองค์หนึ่งในพระบรมราชวังจตุมุขฯ เท่านั้น โดยพระราชวังของกัมพูชาแห่งนี้ตั้งชื่อตามแม่น้ำจตุมุข ที่มีแม่น้ำ 4 สาย ไหลมาบรรจบกันที่กรุงพนมเปญ ได้แก่ แม่น้ำทะเลสาบ (แม่น้ำจราบเฌียม), แม่น้ำโขงตอนบน, แม่น้ำบาสัก แล้วกลายเป็นแม่น้ำโขงตอนล่างที่ไหลลงทะเลในประเทศเวียดนาม

พระบรมราชวังจตุมุขฯ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2408 ในรัชสมัยสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร หรือนักองค์ราชาวดี (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และได้มีการบูรณะปรับปรุงในรัชสมัยสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ (ครองราชย์ พ.ศ. 2447-2470) รวมถึงในรัชสมัยต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรกของการก่อสร้างพระราชวัง สันนิษฐานว่าสร้างด้วยเครื่องไม้ โดยรื้อตำหนักจากพระราชวังเก่าที่กรุงอุดงค์มีชัยมาสร้าง จนเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสจึงก่อสร้างพระราชวังใหม่ด้วยการก่ออิฐถือปูน

ตัวพระราชวังจะหันหน้าหาแม่น้ำทางทิศตะวันออก มีกำแพงวังล้อมรอบยาว 1,772 เมตร แบ่งเป็นกำแพงทิศตะวันออกยาว 421 เมตร, กำแพงทิศตะวันตกยาว 435 เมตร, กำแพงทิศเหนือยาว 484 เมตร และกำแพงทิศใต้ยาว 432 เมตร มีประตูเข้าออกทั้งสิ้น 5 ประตู มีประตูชัยอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นประตูสำคัญของพระราชวังแห่งนี้

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ถึงพระราชวังแห่งนี้ไว้ใน “นิราศนครวัด” ความตอนหนึ่งว่า

“…ก็สมเด็จพระนโรดมได้เคยเข้ามาทำราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ 4 นิยมแบบแผนพระราชวังในกรุงเทพฯ การที่สร้างวังจึงเอาอย่างพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ ครั้งรัชกาลที่ 4 มาสร้างเท่าที่สามารถจะทำได้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่แบบป้อมปราการ ตลอดจนมนเทียรสถาน เป็นต้นว่าท้องพระโรงก็ทำอย่างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยขนาดย่อมๆ และให้ชื่อว่าพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย”

ตอนที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จพระดำเนินเยือนพระบรมราชวังจตุมุขฯ เมื่อ พ.ศ. 2467 ทรงระบุว่ามีพระที่นั่ง 20 องค์ กับอีก 1 โรงหัดละคร แต่หลังจากการเสด็จพระดำเนินในครั้งนั้น ก็ได้มีการบูรณะปรับปรุงพระราชวังเรื่อยมา ทั้งรื้อพระที่นั่งองค์เก่าลง และสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่หลายองค์

ปัจจุบัน พระที่นั่งองค์สำคัญในพระบรมราชวังจตุมุขฯ มีเช่น

1. พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางว่าราชการ และประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ เดิมพระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร แต่ได้รื้อลงแล้วสร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ เมื่อ พ.ศ. 2460 แล้วเสร็จสมโภชเมื่อ พ.ศ. 2462

มุขสองข้างของพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย ด้านซ้ายคือหอพระอัฐิ ด้านขวาคือหอราชบัณฑิตย์ หรือหอพระ ถัดเข้าไปข้างในพระที่นั่งเทวาวินิจฉัยจะเป็นพระที่นั่งมหามนเทียร มีพระแท่นบรรทมที่มีชื่อว่าพระที่นั่งจักรพรรดิ และพระที่นั่งนารีรัตน์โสภา รวมทั้งหอพระโสงย (หอพระเสวย) อยู่ภายในพระที่นั่งเทวาวินิจฉัยด้วย

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย ที่มุมด้านหนึ่งเป็นหอพระขรรค์ หรือหอสัมฤทธิ์พิมาน ใช้เก็บเทวรูปเบญจเกษตร (เทวรูปสำคัญ 5 องค์ ได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพลเทพ พระคเณศ และพระอุมา) เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภค และมุมอีกด้านหนึ่งเป็นหอสำราญภิรมย์ ใช้เก็บเครื่องดนตรีพระราชทรัพย์ (เครื่องดนตรีหลวง) และเครื่องใช้ในกระบวนราชาภิเษก รวมทั้งใช้เป็นที่พักก่อนเสด็จทรงช้างพระที่นั่งอีกด้วย

หากเทียบระหว่างพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย กับหมู่พระมหามณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวังของไทยก็จะเห็นว่า ชื่อพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย สอดคล้องกับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระแท่นบรรทมที่มีชื่อว่าพระที่นั่งจักรพรรดิก็สอดคล้องกับชื่อพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียร

หอพระอัฐิ และหอราชบัณฑิตย์ ซึ่งอยู่ที่มุขสองข้างของพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย ก็จะเหมือนกับ หอสุราลัยพิมาน และหอพระธาตุมณเฑียร ซึ่งอยู่ติดกับพระที่นั่งไพศาลทักษิณ (ถัดมาจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย) ในหมู่พระมหามณเฑียร

หอพระขรรค์ และหอสำราญภิรมย์ ซึ่งตั้งอยู่มุมของพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย ก็จะเหมือนกับ หอศาสตราคม และพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ซึ่งตั้งอยู่มุมของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ซึ่งพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์มีเกยสำหรับประทับพระราชยาน และพระคชาธาร ลักษณะการใช้งานก็เช่นเดียวกับหอสำราญภิรมย์ของกัมพูชา

2. พระที่นั่งจันทฉายา เป็นพระที่นั่งตั้งอยู่บนแนวกำแพงพระราชวังเช่นเดียวกับพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทบนกำแพงพระบรมมหาราชวัง โดยพระที่นั่งจันทฉายาองค์เดิมสร้างขึ้นพร้อมกับพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย แต่ต่อมาฝรั่งเศสได้รื้อลงแล้วสร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ เมื่อ พ.ศ. 2456 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกเพื่อทอดพระเนตรกระบวนแห่ในพระราชพิธี, ใช้เป็นที่สำหรับเล่นละครหลวง, ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จออกในวันชาติ และบางครั้งใช้เลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศ เป็นต้น

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า พระที่นั่งจันทฉายาเป็นพลับพลาสูง “…ปราสาทจันทรฉายาสร้างไว้เป็นที่เสด็จออกสนามตามอย่างพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ในกรุงเทพฯ” โดยแต่เดิมสมเด็จพระสีสุวัตถิ์โปรดให้เล่นละครหลวงอยู่ริมพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย จนเมื่อฝรั่งเศสสร้างพระที่นั่งจันทฉายาขึ้นใหม่ จึงคิดสร้างให้ใช้งานสำหรับเป็นโรงละครหลวงไปด้วย

3. พระมหาปราสาทเขมรินทร์ สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2470-2473 ในรัชสมัยสมเด็จพระศรีสวัสดิ์มณีวงศ์ (สีสุวัตถิ์มุนีวงศ์) (ครองราชย์ พ.ศ. 2470-2484) เพื่อใช้เป็นที่ประทับถาวรของพระมหากษัตริย์กัมพูชา ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระนโรดมสุรามฤต โปรดให้ใช้พระมหาปราสาทเขมรินทร์เป็นที่พักรับรองของแขกต่างประเทศ

นอกจากพระที่นั่งต่าง ๆ ภายในพระราชวังแล้ว พระบรมราชวังจตุมุขฯ ยังมีวัดประจำพระราชวังคือ วัดพระแก้วมรกต หรือวัดอุโบสถรตนาราม ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ภายในพระบรมมหาราชวังของไทย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ถึงวัดพระแก้วมรกต ความตอนหนึ่งว่า “…วัดพระแก้วอยู่ทางขวาพระราชมนเทียร อย่าเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ แต่ทำกำแพงกั้นเป็นต่างบริเวณกัน มีถนนคั่นกลางแทนฉนวน มีประตูสกัดถนนทั้งสองข้าง วัดพระแก้วมีพระระเบียงล้อมรอบ ฝาผนังพระระเบียงเขียนเรื่องรามเกียรติ์อย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม…”

ส่วนพระแก้วมรกตของกัมพูชานั้น เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นจากแก้วคริสตัลสีเขียวมาจากประเทศฝรั่งเศส สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่า “เมื่อเห็นตัวจริงว่าตั้งใจจะจำลองให้เหมือนพระแก้วมรกตที่ในกรุงเทพฯ สมเด็จพระนโรดมเห็นจะให้ไปสืบและวัดมาดู ได้ขนาดเท่ากัน แต่รูปสัณฐานนั้นผิดกันห่างไกล…”

พระบรมราชวังจตุมุขฯ ในยุคแรกสร้างได้รับอิทธิพลจากไทย เนื่องด้วยสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร และสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ ต่างก็เคยเสด็จมาประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

จึงอาจกล่าวได้ว่า พระบรมราชวังจตุมุขมงคลได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากพระบรมมหาราชวัง ไม่ว่าจะเป็น คติการก่อสร้าง นามพระที่นั่ง ตำแหน่งสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ แต่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทหรือวัฒนธรรมของกัมพูชาเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศานติ ภักดีคำ. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กรกฎาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระบรมราชวังจตุมุขมงคล วังหลวงเขมรที่ได้อิทธิพลจากวังหลวงไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...