โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

MIND: ยิ่งเล่าเยอะยิ่งรู้จักกันดีจริงหรือ? รู้จัก ‘Floodlighting’ พฤติกรรมแชร์ข้อมูลลงลึกเกินความสัมพันธ์ จนละเลยว่ามันอ่อนไหวและไม่ควรพูด

BrandThink

เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 03.00 น.

ในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักใหม่ๆ หลายคนอาจมองว่าการได้พูดแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ทว่าจริงๆ แล้วในการแบ่งปันข้อมูลนั้นมีจุดที่เรียกว่า ‘Toxic’ ในความสัมพันธ์อยู่ด้วย นั่นก็คือ การพูดที่เรียกว่า Floodlighting’ หมายถึง การเล่าเรื่องราวของตัวเองที่ลงลึกเกินกว่าความสัมพันธ์ในตอนนั้น จนอีกฝ่ายตั้งรับไม่ทัน เหมือนการเปิดไฟสว่างจ้าใส่หน้าอีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัว

โดยคำว่า ‘Floodlighting’ เป็นคำที่ให้นิยามโดย เบรเน บราวน์ (Brené Brown) ผู้เขียนหนังสือ ‘The Power of Vulnerability: Teachings of Authenticity, Connections and Courage’ ที่ระบุว่า ‘Floodlighting’ เกิดขึ้นเมื่อเราเล่าเรื่องส่วนตัวลงลึก และละเอียดเกินไปในทีเดียว เพื่อเลี่ยงความรู้สึกอึดอัดหรือเสี่ยงที่ต้องค่อยๆ เปิดเผยตัวเองจริงๆ

พฤติกรรมดังกล่าวถูกนำไปใช้ในเทรนด์การออกเดตในปัจจุบันด้วย โดย เจสสิกา อัลเดอร์สัน (Jessica Alderson) ผู้ร่วมก่อตั้งแอปหาคู่ So Synced กล่าวกับนิตยสาร Glamour ถึงการนำพฤติกรรม Floodlighting มาใช้ในการเดตว่า “มันคือการเล่าเรื่องส่วนตัวจำนวนมากในคราวเดียว เพื่อทดสอบดูว่าอีกฝ่ายรับได้ไหม และเป็นการเร่งสร้างความใกล้ชิด ดูว่าอีกฝ่ายสามารถรับมือกับด้านเหล่านี้ของคุณได้หรือเปล่า”

อีกทั้งอัลเดอร์สันยังกล่าวเสริมว่า “ในมุมหนึ่ง ฉันคิดว่าพฤติกรรมนี้คล้ายกับความกังวลที่อยากให้คนอื่นยืนยันหรือรับรองเรา มากกว่าจะเป็นการตั้งใจใช้มันเพื่อควบคุมหรือบังคับให้ใครเปิดใจเร็วๆ”แต่อีกด้านหนึ่ง “ฉันเห็นว่าบางคนอาจใช้สิ่งนี้เป็นวิธีบังคับหรือเร่งรัดความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันเร็วเกินไป”

อย่างไรก็ดี แม้พฤติกรรม Floodlighting จะดูเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ช่วยทำให้เราไม่ต้องฝืนตัวเองเกินไป แต่ว่าพฤติกรรม Floodlighting ก็เป็นเหมือนดาบสองคมอยู่ดี เพราะการเปิดเผยข้อมูลที่ลงลึกเกินไปกว่าความสัมพันธ์อาจทำให้เรื่องราวบางอย่างไปกระทบความรู้สึกอีกคนได้โดยที่เราไม่รู้ตัว อีกทั้งการใช้วิธีเล่าเรื่องตัวเองลึกเพื่อทดสอบอีกฝ่ายยังเป็นเหมือนกระทำที่ไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย ด้วยการหลอกล่อให้มาอยู่ในเกมพิสูจน์ตัวตนโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว และตั้งตัวไม่ทัน

ตัวอย่างเช่น คุณเพิ่งเริ่มคุยกับคนใหม่ในที่ทำงาน คุยกันได้ไม่นาน วันหนึ่งคุณก็บอกเล่าอย่างเปิดอกถึงความสัมพันธ์แย่ๆ ในอดีต เช่น เรื่องที่อดีตแฟนนอกใจ หรือเคยถูกทิ้งกะทันหันจนเสียศูนย์ไปพักใหญ่ คุณยังเล่าต่อว่ามันทำให้คุณเป็นคนขี้ระแวง ไม่มั่นใจเวลามีใครมาสนใจ และกลัวมากที่จะโดนทิ้งอีก ระหว่างที่เล่าเรื่องส่วนตัว คุณก็จ้องดูปฏิกิริยาของเขาอย่างละเอียดว่าเขาดูสงสาร เห็นใจ หรืออึดอัดบ้างไหม เพื่อวัดใจว่าเขาจะยังอยากอยู่ใกล้คุณไหม ยอมรับอดีตของคุณได้ไหม หรือถอยห่างไป

ทั้งนี้แม้ว่าคุณอาจจะมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์แต่อีกมุมหนึ่งหากอีกฝ่ายถอยห่างออกไปก็อาจไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ยอมรับอดีตของคุณ แต่อาจเป็นเพราะการกระทำดังกล่าวทำให้เขารู้สึกไม่โอเค และเป็นการเสียมารยาทต่ออีกฝ่ายด้วย

ดังนั้นแม้ว่าการพูดคุยลงลึกระหว่างกันจะเป็นเรื่องที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวหน้า แต่ในบางครั้งก็จำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไป ให้ความไว้ใจและการเปิดใจเติบโตตามธรรมชาติ ไม่เร่งรัด หรือเอาประสบการณ์ส่วนตัวที่บอบบางมาโยนให้อีกคนรับภาระในทันที เพราะความเปราะบางนั้น แม้จะจริงใจแต่ก็ต้องมีขอบเขตและเวลา ให้ทั้งอีกฝ่ายได้พร้อมยอมรับมันอย่างเท่าเทียมกัน และให้เกียรติกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...