โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอกสารคำร้องกัมพูชา ยื่นชี้แจงต่อ UN มีเรื่องอะไรบ้าง แล้วไทยตอบกลับว่าอย่างไร

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 12.58 น.
เอกสารคำร้องกัมพูชา ยื่นชี้แจงต่อ UN มีเรื่องอะไรบ้าง แล้วไทยตอบกลับว่าอย่างไร

เมื่อคืนนี้ บนโลกโซเชียล มีการพูดถึงเอกสารคำร้องภาษาอังกฤษจากทางกัมพูชา ซึ่งเผยแพร่โดยฐานข้อมูลองค์การสหประชาชาติ หรือ UN

เอกสารดังกล่าว เป็นหนังสือยื่นแจ้งต่อที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA เพื่อให้รับทราบว่า รัฐบาลกัมพูชามีเจตนาจะนำคดีข้อพิพาทชายแดนเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ ทางไทยก็ได้ยื่นคำชี้แจงต่อ UN เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนเช่นกัน

แล้วรายละเอียดของเอกสารทั้ง 2 ประเทศมีอะไรบ้าง ?

เอกสารคำร้องของกัมพูชามีอะไรบ้าง

ภายในเอกสารคำร้องภาษาอังกฤษ ที่เผยแพร่โดยองค์การสหประชาชาติ หรือ UN มีจำนวนทั้งหมด 3 หน้า แบ่งเป็นจดหมายชี้แจง 2 หน้า ซึ่งลงนามโดย เคียว เซีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเอกสารแนบเพิ่มเติมจำนวน 1 หน้า

เนื้อหาเอกสาร ชี้แจงว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นจดหมายถึงนายทะเบียนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ เพื่อแสดงความตั้งใจที่จะยื่นคำร้องเกี่ยวกับปัญหาชายแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขกับไทย

กัมพูชา กล่าวด้วยว่า แม้จะมีคำตัดสินศาล ICJ มาก่อนหน้านี้ รวมถึงมีสนธิสัญญาและแผนที่ที่เคยตกลงกันไว้ แต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ ก็เกิดขึ้นเรื่อยมาตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะพื้นที่บริเณชายแดน

“แม้ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีคำพิพากษาในปี 2505 และอีกครั้งในปี 2556 โดยทั้ง / คดี ยืนยันอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหารและบริเณโดยรอบ แต่ความตึงเครียดยังคงมีอยู่ในพื้นที่พิพาทอื่น ๆ รวมถึงพื้นที่ม่อมเบย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย” ถ้อยคำแถลงในจดหมายของกัมพูชา ระบุ

จดหมายกัมพูชา กล่าวต่อไปว่า การปะทะกันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 ทหารไทยเปิดฉากยิงทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ม่อมเบย ทั้ง ๆ ที่ประจำการอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย

เหตุการณ์ดังกล่าว กระตุ้นให้เกิดการเสริมกำลังทหารบริเวณชายแดนครั้งใหญ่จากทั้ง 2 ฝั่ง ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดอย่างมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้หวนนึกถึงการปะทะรุนแรงเมื่อปี 2551-2554 ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพ, ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค

กัมพูชา ย้ำจุดยืนของตนว่า สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ผ่านการเจรจา โดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และได้พยายามแก้ปัญหานี้ ผ่านการเจรจาทวิภาค ซึ่งล้มเหลว เนื่องจากถูกขัดขวางจากการขาดเจตจำนงทางการเมืองของทางการไทย การพึ่งพาแผนที่ที่ร่างขึ้นฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง และการกระทำที่ละเมิดอำนาจอธิปไตยกัมพูชา

พร้อมแสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับความชาตินิยมที่เพิ่มมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยแถลงจากกองทัพไทย และบุคคลทางการเมืองบางคน ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความเกลียดชังต่อชาติพันธุ์ และก่อให้เกิดความรุนแรงต่อกันได้

“เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีความร้ายแรงและเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อพลเมือง กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากขอให้ศาล ICJ พิจารณาคำร้องคดีข้อพิพาทชายแดนที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน บริเวณพื้นที่ทั้ง 4 แห่งที่กล่าวถึงข้างต้น” กัมพูชา แถลง

ทั้งนี้ กัมพูชาและไทยเคยเกิดข้อพิพาทอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนช่วงปี 2551–2554 ก่อนที่ศาลโลกจะมีคำวินิจฉัยในปี 2556 ยืนยันสิทธิ์เหนือปราสาทพระวิหารของกัมพูชา แต่ปัญหาในพื้นที่รอบข้างยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดจนถึงปัจจุบัน

ไทยชี้แจงว่าอย่างไรบ้าง

ทางด้านไทยก็ได้มีการส่งจดหมายชี้แจงต่อ UN เช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน จำนวนทั้งหมด 3 หน้า แบ่งเป็น จดหมายชี้แจง 1 หน้า ลงนามโดย เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ และเอกสารแนบเพิ่มเติมจำนวน 2 หน้า

เนื้อหาเอกสารจากฝั่งไทย ระบุว่า เหตุการณ์ปะทะบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ทางกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงทหารไทยก่อน ขณะพวกเขากำลังลาดตระเวนตามปกติ ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ เพื่อปกป้องตนเอง โดยดำเนินการตามมาตรการและหลักกฎหมายสากล

ไทย กล่าวด้วยว่า กัมพูชาละเมิด MOU 2543 ด้วยการส่งทหารชุดใหม่ไปลาดตระเวนตรงพื้นที่พิพาท, เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศบริเวณดินแดนพิพาท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสั่งห้ามไว้อย่างชัดเจนใน MOU 2543 และกัมพูชายังได้ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาล ICJ ในช่วงที่ 2 ประเทศ กำลังเจรจาผ่านการประชุม JBC ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมา

“การตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาล ICJ ของรัฐบาลกัมพูชา เป็นการกระทำการที่ไม่สุจริตใจโดยชัดเจน และทำลายกระบวนการดำเนินการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน” เอกสารจากฝั่งไทย ชี้แจง

ภายในจดหมายฉบับดังกล่า ไทยได้ย้ำจุดยืนด้วยว่า ไม่ยอบรับเขตอำนาจศาล ICJ มาตั้งแต่ปี 2503 ซึ่งตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ศาล ICJ จะพิจารณาคดีได้ จะต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 รัฐ

แม้ความตึงเครียดจะยังไม่คลี่คลาย ไทยก็ยืนยันว่า จะแก้ไขปัญหานี้ ผ่านกลไกทวีภาคีที่มีอยู่ ได้แก่ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC), คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

https://documents.un.org/doc/undoc/gen/n25/162/54/pdf/n2516254.pdf

https://documents.un.org/doc/undoc/gen/n25/162/76/pdf/n2516276.pdf

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...