โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

7 ข้อเสนอร้อนถึงผู้ว่าธปท. ใหม่ แก้บาทแข็ง-ดัน GDP-ลดหนี้ครัวเรือน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 22.45 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 05.44 น.

หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้งนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แทนนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าธปท. หรือผู้ว่าแบงก์ชาติ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน 2568

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ นักวิชาการอิสระด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมือง อดีตผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ REIC ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เปิดเผยว่า ผู้ว่าธปท.ควรจะเป็น

ประการแรกคือ การเร่งประสานการทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่กำลังประสบปัจจัยลบมากมาย เพื่อให้เกิดการ synergy กันระหว่างเครื่องมือทางการเงินและเครื่องมือทางการคลัง

ผู้ว่าธปท. ต้องวางบทบาทของ ธปท. ให้เป็นเชิงรุกด้านนโยบาย การใช้เครื่องมือทางการเงินในการ Facilitate และสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

และทำให้ GDP ปี 2568 จะสามารถขยายตัวได้มากกว่าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ในปัจจุบันไว้ต่ำมาก เพียงประมาณ 1.4% - 1.8% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือน/GDP ของประเทศไทยไม่ลดลงและอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อ Credit Rating ของประเทศให้ต่ำลงอีกด้วย

ผู้ว่าธปท. จะต้องเร่งหารือกับรัฐบาลในการเร่งออก package มาตรการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการจ้างงานและการสร้างรายได้ของประชาชนให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้สูงขึ้น โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือผ่านนโยบายทางการเงินที่ผ่อนปรนกว่าที่ผ่านมา ทั้งเรื่อง

1.ประกาศนโยบายด้านการเงินให้ชัดเจน โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ย เพื่อเป็นทิศทางการสำหรับการดำเนินธุรกิจ โดยควรมีนโยบายทางการเงินที่ผ่อนปรน ที่จะสามารถลดภาระต้นทุนแก่ภาคการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และกระตุ้นให้เกิดการไหลเข้าของเม็ดเงินมาสู่ภาคการลงทุนมากขึ้น รวมถึงความช่วยเหลือผ่าน Soft Loan ของ ธปท. ที่จะสามารถดำเนินการผ่านธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ

2.การดูแลอัตราเลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้อ่อนลงกว่าปัจจุบัน โดยอาจอยู่ในอยู่ในอัตรา 34-35 บาท/ดอลล่าร์ เพื่อสามารถกระตุ้นการส่งออกในยุคที่ประเทศไทยถูกกำหนดพิกัดภาษีศุลกากรจากสหรัฐที่สูง และยังเป็นอัตราที่จะสามารถช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศอีกด้วย

3.การดูแลภาคอสังหาริมทรัพย์ให้มีความมั่นคง โดยการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้านการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วย

  • การผ่อนคลายเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่ conservative ให้เหมาะสมกับลักษณะลูกค้าในปัจจุบัน เช่น หลักฐานรายได้ในกลุ่มลูกค้าที่มีอาชีพอิสระค้าขายออนไลน์ และเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงการคำนวณที่มาของรายได้ที่ควรนับรวมรายได้จากงาน part-time และรายได้อื่นที่ผู้กู้ได้มาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อลดลง
  • การจัดให้มีโครงการประกันสินเชื่อ (Mortgage Insurance: MI) โดยรัฐบาลและ ธปท. ร่วมกันจัดทำเป็น (1)นโยบายระยะสั้น โดยให้มีการรับประกันสัดส่วนไม่เกิน 20% ของมูลค่าที่อยู่อาศัยสำหรับผู้กู้ที่มี LTVเกินกว่า 80% เพื่อสร้างความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยหวังว่าจะช่วยให้สัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อลดลงจาก 45% เหลือ 20-25% ที่เป็นสัดส่วนที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2562-2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดที่อยู่อาศัยยังพอไปได้ และ (2) นโยบายระยะยาว โดยให้มีการพัฒนาระบบ MI ให้เกิดขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มผู้ที่ไม่มีส่วนของเงินดาวน์ 10% - 20% ภายหลังจากที่ ธปท. ยกเลิการผ่อนผันการบังคับใช้เกณฑ์ LTV ในช่วงกลางปี 2569

4.วางแนวทางในการบริหารจัดการ NPL และ NPA ของสถาบันการเงินลง โดยในปัจจุบันที่มี NPL ในระบบสถาบันการเงินสูงมาก และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นจากสินเชื่อที่ดีที่เริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ (SM)มากขึ้น โดยเร่งรัดให้สถาบันการเงินจัดการ NPL เดิมให้ลดลง และร่วมกับสถาบันการเงินจัดทำมาตรการป้องกันการไหลของกลุ่ม SM ที่มีความเสี่ยงจะเป็น NPL

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...