โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส.อ.ท. ชี้ 6 คำขู่กัมพูชาเกมต่อรอง! เชื่อแรงงานไม่กลับ หวัง JBC จบสวย วิน 2 ฝ่าย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 05.04 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 11.44 น.

จากการณีที่ "สมเด็จฮุนเซน" ประธานวุฒิสภากัมพูชา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก เสนอแนวทางการดำเนินการของฝ่ายกัมพูชา 6 ข้อหากไทยไม่ยอมเปิดด่านชายแดน ประกอบด้วย

1. ประกาศยุติการนำเข้าสินค้าไทยเพื่อใช้ในตลาดกัมพูชา หมายความว่าให้หยุดใช้สินค้าจากไทย และหันมาใช้สินค้าภายในประเทศหรือสินค้าจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่ไทยแทน

2. เตรียมการจัดซื้อสินค้าที่ส่วนมากเป็นผลผลิตทางการเกษตรจากประชาชน ซึ่งเคยส่งขายให้กับไทย โดยพยายามหาตลาดรองรับให้กับประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

3. นำผู้ป่วยที่เคยเดินทางไปรักษาตัวในประเทศไทย ให้หันมารับบริการที่โรงพยาบาลภายในประเทศ หรือในประเทศอื่นแทน

4. เตรียมรับและจัดหางานให้กับแรงงานที่กลับมาจากประเทศไทย เนื่องจากขณะนี้กัมพูชากำลังขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และก่อสร้างรวมกันหลายหมื่นตำแหน่ง พี่น้องแรงงานสามารถกลับมาก่อนที่ไทยจะบังคับขับไล่ เพราะตอนนี้บางพื้นที่แรงงานกัมพูชาถูกดูถูกและรังเกียจอย่างรุนแรง

5. กองกำลังติดอาวุธทุกประเภทต้องเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง บนแนวชายแดน เพื่อป้องกันและตอบโต้ในกรณีที่มีการรุกราน

6. จังหวัดที่อยู่ใกล้ชายแดนต้องเตรียมการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และจัดเตรียมเสบียงอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ให้พร้อม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า กรณีที่กัมพูชาประกาศ 6 ข้อ เพื่อตอบโต้มาตรการของไทย ซึ่งถือเป็นเพียง "การต่อรอง" ก่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย. 2568) โดยยอมรับว่า มาตรการของไทยที่ปรับลดเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดน ได้สร้างผลกระทบต่อกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ค้าขายสะดุด-ท่องเที่ยวทรุด

นายเกรียงไกร กล่าวว่า มาตรการของไทยที่ขยับเวลาการเปิด-ปิดด่านเร็วขึ้น ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน ทำให้ระยะเวลาทำการสั้นลง ปริมาณสินค้าที่ขนส่งได้น้อยลง และเพิ่มต้นทุนในการขนส่ง ที่สำคัญคือ แม้ด่านถาวร 4 จุด ซึ่งเป็นจุดหลักในการผ่านสินค้าเข้า-ออกกัมพูชา กระทบต่อนักท่องเที่ยวซึ่งสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวไทยเป็นกลุ่มลูกค้าหลักจำนวนมากที่เดินทางเข้ากัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่ม "กระเป๋าหนัก" ที่เดินทางไปเสี่ยงโชคที่คาสิโน เพราะลูกค้าหลักคือประเทศไทย ดังนั้น การจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยวจึงเป็นมาตรการกดดันที่สำคัญ

"ประกาศ 6 ข้อของกัมพูชา เป็นการพิจารณาถึงมาตรการตอบโต้ หากไทยยังคงจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการดึงแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เชื่อว่าเป็นข้อต่อรองที่สำคัญ"

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีแรงงานกัมพูชาที่ถูกกฎหมายและขึ้นทะเบียนอยู่ในไทยประมาณ 430,000 คน แต่ที่ลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย คาดการณ์ว่ามีมากกว่า 3 เท่า หรืออาจสูงถึงหลักล้านคน หากแรงงานกลุ่มนี้ต้องเดินทางกลับประเทศกัมพูชา จะส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง และอุตสาหกรรมหลายประเภทในไทยที่พึ่งพาแรงงานต่างด้าว

อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร เน้นย้ำว่า แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในไทยส่วนใหญ่เป็นเมียนมา ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากัมพูชามาก โดยการที่แรงงานกัมพูชาจำนวนเป็นล้านคนจะต้องเดินทางกลับไปนั้น กัมพูชาไม่มีทางที่จะรองรับได้เลย เพราะเศรษฐกิจของกัมพูชาไม่ได้ดีนัก ไม่มีอาชีพหรือธุรกิจรองรับ ทำให้แรงงานกลับไปก็ไม่มีอะไรกิน ซึ่งสะท้อนว่าการดึงแรงงานกลับเป็นปัญหาของกัมพูชาเองด้วยซ้ำ จึงมองว่าเป็นเพียงการกดดันหรือเป็นเงื่อนไขในการตอบโต้เพื่อให้เกิดการเจรจาบนโต๊ะ

วอนเจรจาสันติวิธี หลีกเลี่ยงชนวนชาตินิยม

นายเกรียงไกร ย้ำถึงความปรารถนาของ ส.อ.ท. ที่ต้องการให้ทั้งสองประเทศหาทางเจรจาในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) ในการประชุม JBC ให้ได้ข้อสรุปที่ผ่อนปรนเงื่อนไข และจบลงด้วยดีอย่างสันติวิธีเพื่อให้ประชาชนทำการการค้าการขายและธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ และผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปมาได้ ทุกฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์และมีรายได้ ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความกระทบกระทั่งที่อาจจุดประเด็นให้กลุ่มผู้ที่มีความเป็นชาตินิยมสูงนำไปขยายความจนเกิดความขัดแย้งบานปลาย

"การบานปลายของความขัดแย้ง จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่อาจเกิดการประท้วงหรือเผาสถานที่เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการเตือนกลายๆ ในประกาศ 6 ข้อนั้นเอง" นายเกรียงไกร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...