โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ครานี้ขอยกสามีให้แม่ดอกบัวขาว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 14.30 น. • ลมหยก
ชาติที่แล้วนางตายไปแล้ว แต่กลับได้รับโอกาสให้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาส เช่นนั้นชาตินี้ข้าก็ขอเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเสียใหม่ เริ่มจากยกสามีบัดซบให้นางจิ้งจอกนั่นก่อนเลยก็แล้วกัน

ข้อมูลเบื้องต้น

แสงสว่างที่เล็ดลอดเข้ามาในดวงตาทำให้มือเรียวข้างหนึ่งต้องยกขึ้นมาบดบังแสงเหล่านั้นเอาไว้ เปลือกตาอันหนักอึ้งก็ถูกเลิกขึ้นทีละน้อย พร้อมกับความรู้สึกสับสนงุนงงที่ถาโถมเข้ามา

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

หญิงสาวขยับร่างกายตนเองเพื่อลุกขึ้นพร้อมกับพยายามเรียบเรียงความคิดในหัวไปด้วย

ที่นี่คือโลกหลังความตายอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่ เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน สายตาพยายามสอดส่ายเพื่อสำรวจทิวทัศน์รอบกาย ทว่าไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ยังรู้สึกถึงความคุ้นเคยราวกับว่าได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดตั้งแต่เด็ก
ฟางเซียนก้มลงสำรวจร่างกายของตนเอง ก่อนจะพบว่ามันยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีบาดแผลเต็มตัวเฉกเช่นที่นางจดจำได้ในครั้งสุดท้าย

จู่ๆ ฟางเซียนก็เกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่ศีรษะ และทันใดนั้นความทรงจำของนางก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา
ชาติที่แล้วนางตายไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม แทนที่จะได้ไปเยือนปรโลกและดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง แต่กลับได้รับโอกาสให้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิม

นอกจากจะมีความทรงจำในชาติที่แล้วหลงเหลือ ยังมีความสามารถพิเศษบางอย่างที่ตื่นขึ้นมาด้วย
ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาส เช่นนั้นชาตินี้ข้าก็ขอเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเสียใหม่… เริ่มจากยกสามีบัดซบให้นางจิ้งจอกนั่นก่อนเลยก็แล้วกัน

นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ไม่อนุญาตให้ทำการคัดลอก สแกนเนื้อหา ดัดแปลงหรือทำซ้ำ ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

ตอนที่ 1 ฟางเซียน

ตอนที่ 1 ฟางเซียน

แสงสว่างที่เล็ดลอดเข้ามาในดวงตาทำให้มือเรียวข้างหนึ่งต้องยกขึ้นมาบดบังแสงเหล่านั้นเอาไว้ เปลือกตาอันหนักอึ้งก็ถูกเลิกขึ้นทีละน้อย พร้อมกับความรู้สึกสับสนงุนงงที่ถาโถมเข้ามา

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

หญิงสาวขยับร่างกายตนเองเพื่อลุกขึ้นพร้อมกับพยายามเรียบเรียงความคิดในหัวไปด้วย

ที่นี่คือโลกหลังความตายอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่ เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน

สายตาพยายามสอดส่ายเพื่อสำรวจทิวทัศน์รอบกาย ทว่าไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ยังรู้สึกถึงความคุ้นเคยราวกับว่าได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดตั้งแต่เด็ก

ก็ที่นี่มันห้องนอนของนางเองมิใช่หรือ?

ฟางเซียนก้มลงสำรวจร่างกายของตนเอง ก่อนจะพบว่ามันยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีบาดแผลเต็มตัวเฉกเช่นที่นางจดจำได้ในครั้งสุดท้าย มือข้างหนึ่งเอื้อมไปเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ไม่ไกล ด้านในมีคันฉ่องขนาดเล็กบานหนึ่ง นางหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับจ้องไปยังภาพสะท้อนที่อยู่ในนั้นแล้วก็ต้องตกใจ

นี่คือตัวนางเองไม่ผิดแน่ ทว่ากลับไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลบนใบหน้าแม้แต่นิดเดียว

“โอ๊ย!”

จู่ๆ ฟางเซียนก็เกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่ศีรษะ และทันใดนั้นความทรงจำของนางก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา

ชาติที่แล้วนางได้ตายไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม แทนที่จะได้ไปเยือนปรโลกและดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง แต่กลับได้รับโอกาสให้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิม

นอกจากจะมีความทรงจำในชาติที่แล้วหลงเหลือ ยังมีความสามารถพิเศษบางอย่างที่ตื่นขึ้นมาด้วย

ยังไม่ทันที่ฟางเซียนจะได้ทดลองความสามารถพิเศษที่ว่านั่น เหล่าบรรดาคนรับใช้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกเมื่อได้ยินเสียงด้านในก็รับรู้ได้ว่าคุณหนูของพวกนางตื่นแล้ว บานประตูจึงได้ถูกผลักเข้ามา

“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”

คนที่เดินนำเข้ามาคือผิงอันอัน เป็นสาวใช้ประจำตัวของฟางเซียน นางเอ่ยทักทายพร้อมกับโบกมือสั่งให้สาวใช้ที่เดินตามมาวางอ่างล้างหน้าเอาไว้บนโต๊ะ

“คุณหนูตื่นเองก็ดีแล้ว เมื่อสักครู่ฮูหยินรองใช้ให้ข้ามาปลุกคุณหนู ข้าเองก็ยังกังวลอยู่ว่าจะเข้ามาปลุกเลยดีหรือไม่”

ปกติแล้วฮูหยินรองแทบไม่เคยใช้ให้คนมาปลุกนางมาก่อน เท่าที่จำได้ก็มีก็เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะความที่อยากจะรู้ว่านางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในช่วงเวลาใด ฟางเซียนจึงได้หันกลับไปถามสาวใช้คนสนิท

“ฮูหยินรองหรือ? เหตุใดวันนี้นางจึงใช้ให้เจ้ามาปลุกข้า”

“อ้าว คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ ก็วันนี้คุณหนูมีนัดกับฮูหยินรองและคุณหนูรองไปไหว้พระที่วัดบนเขากันไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

“อ้อ”

ได้ยินเพียงเท่านั้นฟางเซียนก็ส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ จากคำตอบที่ได้ก็ทำให้นางได้รู้แล้วว่านางย้อนเวลากลับมาในช่วงเวลาใด

โชคดีที่ยังทันเวลา

วันนี้เป็นวันที่พวกนางทั้งสามคนจะนั่งรถม้าไปไหว้พระด้วยกัน และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายของนางในชาติที่แล้ว

เหตุเพราะว่าวันนี้รถม้าของพวกนางจะโดนพวกโจรป่าดักซุ่มทำร้าย ทว่าก่อนที่จะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ก็จะมีพระเอกขี่ม้าขาวโผล่มาช่วยเอาไว้ได้ทัน ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้นางต้องพลัดตกน้ำจนเสื้อผ้าเปียกปอนไปหมดก็เถอะ

และเพราะเหตุการณ์นี้เอง ที่ทำให้พระเอกขี่ม้าขาวคนนั้นตัดสินใจเสียสละตนเองทำการหมั้นหมายกับนาง เพื่อปกป้องชื่อเสียงของนางไม่ให้มัวหมอง

หากพระเอกขี่ม้าขาวคนนี้เป็นคนทั่วไปก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ที่ทำให้น้องสาวต่างมารดาของนางอิจฉาจนถึงขั้นวางแผนการร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภายหลัง ก็เพราะว่าคนที่ออกปากเสียสละยอมหมั้นหมายกับนางผู้นั้นเป็นถึงองค์ชายสามหยางเฟิง

เดิมทีผู้คนต่างก็พูดกันว่านางมีโชคดีในคราวเคราะห์ ถึงแม้จะโดนโจรป่าดักทำร้ายแต่ก็ยังรอดมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน แถมยังได้มีโอกาสหมั้นหมายกับองค์ชายสาม ผู้ซึ่งมีข่าวลือว่าเป็นตัวเก็งที่อาจจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทในอนาคตอันใกล้

กระทั่งบิดาที่ในยามปกติมักจะหวงบุตรสาวคนนี้เสียเหลือเกิน แต่เมื่อได้ยินว่าองค์ชายสามต้องการจะหมั้นหมายกับบุตรสาวสุดที่รักก็ถึงขั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แทบจะตอบตกลงออกไปทันทีโดยไม่ถามความสมัครใจของนางเลยด้วยซ้ำ

ทว่าฟางเซียนในชาติที่แล้วรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกมากนัก สภาพของนางในยามนั้นบวกกับข่าวลือเรื่องการโดนโจรป่าดักลอบทำร้าย หากไม่ใช่เป็นเพราะองค์ชายสามออกโรงปกป้องเช่นนี้ เกรงว่าจะให้ผู้ใดมาเชื่อว่าตัวนางนั้นปลอดภัยไร้ราคีก็เห็นจะเป็นการยาก

อีกทั้งในเมื่อผู้เป็นบิดาก็เห็นดีเห็นงามด้วย ฟางเซียนในฐานะที่มีความเป็นลูกกตัญญูอย่างเต็มเปี่ยมจึงได้ทำตามใจผู้เป็นบิดาโดยไม่อิดออด

ใครจะรู้ว่าภาพลักษณ์เบื้องหน้าที่แสนดี ภายในกลับซุกซ่อนความเน่าเฟะเอาไว้มากมาย

องค์ชายสามหยางเฟิงที่ใครต่างก็มองว่าเป็นองค์ชายที่สง่างาม มีน้ำใจโอบอ้อมอารี เบื้องหลังหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ หลังจากที่แต่งเข้าไปจึงได้พบว่าหลังบ้านของเขามิได้มีฟางเซียนเพียงผู้เดียว แต่ยังมีอีกนับร้อยชีวิตที่หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมาเรื่อยๆ แถมเจ้าตัวยังมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรงกับสตรีหลังบ้าน กระทั่งฟางเซียนเองก็มิใช่ข้อยกเว้น

นางถูกกระทำย่ำยีทั้งร่างกายและจิตใจ บาดแผลตามร่างกายและแม้กระทั่งที่ใบหน้าก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่เป็นคนลงมือด้วยตนเอง

แม้ในบัญชีหนังหมาที่นางทดเอาไว้ในใจและต้องการที่จะเอาคืนจะมีอยู่ด้วยกันหลายคน แต่แน่นอนว่าองค์ชายสามหยางเฟิงย่อมติดอันดับอยู่ในนั้นด้วย

เพราะคมเหล็กกล้าอันเย็นเยียบที่ปลิดลมหายใจสุดท้ายของนางในสภาพเปลือยกายเมื่อชาติที่แล้ว ก็เป็นฝีมือของเสือหน้ายิ้ม[1] คนนี้นี่เอง

[1]ตรงกับสำนวนไทย ‘หน้าเนื้อใจเสือ’ หมายความว่าภายนอกดูใจดี แต่ความจริงจิตใจเหี้ยมโหด

ตอนที่ 2 ชีวิตใหม่

ตอนที่ 2 ชีวิตใหม่

เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วฟางเซียนก็เดินออกมายังห้องโถงด้านหน้า ระหว่างทางก็พลันได้พบกับฮูหยินรองซูเหลียนเดินมาพร้อมกับบุตรสาวนามว่าฟางเสี่ยวหยู

“เจ้ามาได้ทันเวลาพอดีเลย อีกไม่นานก็ใกล้จะได้เวลาเดินทางแล้ว ข้ากำลังนึกจะเดินไปดูเจ้าอยู่พอดี”

ซูเหลียนเอ่ยทักขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่สดใส ทั้งที่โดยปกติแล้วบุตรสาวของฮูหยินเอกกับตัวฮูหยินรองเองนั้นมักจะไม่ถูกกัน ทว่าตั้งแต่ที่แต่งเข้ามา ซูเหลียนก็ไม่เคยแสดงท่าทางรังเกียจหรือไม่ชอบใจกับฟางเซียนอย่างออกนอกหน้า กลับจะแสดงตัวว่ารักใคร่เอ็นดูมากกว่าด้วยซ้ำ

“พี่สาว ข้าดีใจมากเลยที่วันนี้พวกเราจะได้ออกไปไหว้พระด้วยกัน” กระทั่งบุตรสาวของฮูหยินรองที่มีฐานะเป็นน้องสาวต่างมารดาก็ยังแสดงท่าทีไม่ต่างกัน

หากเป็นชาติก่อน ท่าทางการแสดงออกเช่นนี้ย่อมทำให้ฟางเซียนรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เพราะถึงแม้น้องสาวคนนี้จะเป็นเพียงน้องสาวต่างมารดา แต่อย่างน้อยก็ยังเรียกได้ว่ามีสายเลือดบิดาของนางอยู่ครึ่งหนึ่ง นับเป็นคนสกุลฟางเช่นกัน

การที่อีกฝ่ายให้ความเคารพรักตนเองเปรียบเสมือนพี่สาวที่แท้จริง ย่อมทำให้ฟางเซียนในชาติที่แล้วรู้สึกรักใคร่เอ็นดูน้องสาวคนนี้อย่างมาก จนกระทั่งได้มาค้นพบความจริงในภายหลัง ว่าท่าทางที่แสดงออกมานั้นทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นการเสแสร้ง

ในช่วงแรกฟางเสี่ยวหยูยังรู้สึกอิจฉาที่ฟางเซียนได้เป็นถึงคู่หมั้นขององค์ชายสาม นางแอบเก็บซ่อนความริษยาเหล่านั้นเอาไว้ได้อย่างมิดชิด และยังคงทำตัวเป็นน้องสาวที่แสนดีตลอดมา

ทว่าในช่วงท้ายที่ลมหายใจของคนเป็นพี่สาวเริ่มจะรวยริน สายตาที่พร่ามัวก็เห็นเงาร่างของน้องสาวที่แสนดีขยับเข้ามาใกล้ เดิมทีฟางเซียนในชาติก่อนยังหวังเพียงแค่ให้ได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนที่ตนเองจะจากไป นึกไม่ถึงเลยว่าในช่วงวินาทีสุดท้ายนั้น คนที่นางมองเป็นน้องสาวที่แสนดีมาตลอดจะเผยธาตุแท้ ทั้งยังบอกอีกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นนางเองที่คอยวางแผนการทำลายพี่สาวที่ใสซื่อคนนี้มาตลอด

วินาทีนั้นฟางเซียนจึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดชีวิตของนางในระยะหลังจึงมีแต่ความผิดพลาดมาโดยตลอด ลามไปถึงขั้นทำให้แผนการและชื่อเสียงขององค์ชายสามผู้เป็นสามีต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งหมดก็เป็นเพราะนางเองที่ไว้ใจเล่าเรื่องราวอะไรหลายอย่างให้น้องสาวที่แสนดีคนนี้ฟังโดยไม่ปิดบัง

เป็นผลทำให้ในระยะหลัง องค์ชายสามเริ่มรู้สึกผิดหวังกับฟางเซียนจนถึงขั้นเอาใจออกห่าง และตอนท้ายยังถึงขั้นมองนางไม่ต่างกับเศษขยะ เขากล้าที่จะใช้ของมีคมแทงทะลุร่างของนางไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา

ภาพเลือนลางที่ฟางเซียนมองเห็นก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับสูญ คือภาพที่น้องสาวแสนดีของนางอยู่ในอ้อมกอดของชายชั่วผู้นั้น

เมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้น มุมปากของฟางเซียนในชีวิตใหม่ก็กระตุกยิ้มขึ้นบางเบาจนคนรอบข้างไม่ทันสังเกต

จะว่าไป พอได้รู้เห็นธาตุแท้เช่นนี้แล้ว พวกเขาทั้งสองก็ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ไม่สิ! ต้องบอกว่าเหมือนผีเน่ากับโลงผุมากกว่า

เช่นนั้นชีวิตใหม่ที่ได้รับมานี้ นางจะช่วยส่งเสริมให้พวกเขาได้อยู่ใกล้ชิดกันเร็วขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้คนพวกนี้เปลืองสมองคิดแผนการละครลิงพวกนั้นขึ้นมาให้เสียเวลา ฟางเซียนเอ่ยตอบน้องสาวสองหน้าของนางกลับไปในทันที

“พี่เองก็ดีใจเช่นกันที่วันนี้จะได้ออกไปไหว้พระกับเจ้าและอี๋เหนียง[1]”

ใบหน้าของฟางเซียนยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นทุกที ทั้งนี้เป็นเพราะนางยังคงต้องการให้พวกเขาคิดว่าตนเองยังคงเป็นฟางเซียนที่แสนซื่อคนเดิม ทว่าหากมองลงไปให้ลึกถึงข้างใน จะเห็นว่าถึงแม้ใบหน้าของนางจะยังคงยิ้มแย้มอยู่เหมือนเคย ทว่าครั้งนี้รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา

“ถ้างั้นพวกเรารีบไปกันเลยดีกว่า ขืนชักช้าเกินไปอากาศจะร้อนเสียเปล่าๆ ข้าได้ให้คนงานเตรียมรถม้าเอาไว้ด้านนอกแล้ว”

ซูเหลียนแม้จะผ่านการมีบุตรสาวมาแล้วหนึ่งคน ทว่าด้วยวัยเพียงแค่สามสิบกว่าซ้ำยังดูแลตนเองอยู่ตลอด ทำให้ใบหน้าของนางยังคงสวยสะพรั่ง ทรวดทรงองค์เอวของนางก็ยังคงดูดี ทำให้เมื่อพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเช่นนี้ก็คล้ายกับว่าจะดูเหมือนแม่เลี้ยงที่งดงามและมีน้ำใจ

ไม่เพียงพูดปากเปล่า ซูเหลียนยังยื่นมือของนางเตรียมจะมาคว้าจับแขนของฟางเซียนอย่างสนิทสนม

หากเป็นเมื่อก่อนฟางเซียนคงปล่อยให้อีกฝ่ายลากจูงไปด้วยความยินดี ทว่ายามนี้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ก็ทำให้นางรู้สึกไม่อยากทำเช่นนั้น เพราะโบราณเขาว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ก่อนตายไม่เพียงนางจะได้รับรู้ว่าน้องสาวที่แสนดีคนนี้เป็นงูพิษที่แสร้งตีหน้าตายแล้ว มารดาของนางเองก็เป็นคนประเภทเดียวกัน

“ข้าแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ”

ก่อนที่มือของอี๋เหนียงจะคว้าจับเข้าที่แขนของฟางเซียนได้สำเร็จ จังหวะนั้นหญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นเอี้ยวตัวหันกลับไปคุยกับน้องสาวของตนเอง ทำให้มือของซูเหลียนที่เอื้อมมาจะถึงอยู่รอมร่อคว้าจับได้เพียงความว่างเปล่า

และเพราะความผิดพลาดนั้นทำให้ร่างกายของซูเหลียนเสียหลักจนล้มเซไปด้านหน้า ฟางเซียนเห็นดังนั้นด้วยความเป็นคนมีน้ำใจจึงได้แอบใช้ปลายนิ้วกระตุกดึงชายเสื้อของซูเหลียนให้เอนล้มลงไปด้านหน้าเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้ร่างกายของนางเซถลาจนล้มลงไปทับกับบุตรสาวที่ขยับตัวเดินเข้ามาพอดี

[1]อี๋เหนียง คำเรียก ‘อนุภรรยา’

ตอนที่ 3 ไม่พลาดเป็นครั้งที่สอง

ตอนที่ 3 ไม่พลาดเป็นครั้งที่สอง

“ว้าย ตายแล้ว ฮูหยินรอง คุณหนูรอง เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

เสียงร้องเรียกของบ่าวประจำตัวของทั้งสองคนผลัดกันส่งเสียงร้องดังและรีบก้มลงไปช่วยพยุงเจ้านายของตนเองให้ลุกขึ้นมา ด้านบนมีเพียงฟางเซียนผู้เดียวที่กำลังยืนตะหง่านและใช้สายตามองสองแม่ลูกที่ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่ตรงปลายเท้าของนางด้วยสายตาดูแคลน

“ตายจริง อี๋เหนียง เสี่ยวหยู ทั้งสองคนเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือไม่”

ฟางเซียนเอ่ยถามด้วยสีหน้าท่าทางตกใจ แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงแค่การแสดง ในเมื่ออีกฝ่ายตีสองหน้าเล่นละครตบตานางกับบิดาได้อย่างแนบเนียนมาตั้งหลายปี แล้วเหตุใดนางจะใช้วิธีเดียวกันนี้กลับไปบ้างไม่ได้

ดูเหมือนว่าฟางเซียนเองก็จะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้อยู่เช่นกัน เพราะถึงแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่นางได้ทดลองทำอะไรเช่นนี้ แต่นางก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว

“ขะ…ข้าไม่เป็นไร” ซูเหลียนรีบลุกขึ้นก่อนที่จะมีใครมาเห็นมากกว่านี้ ใบหน้าของนางยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเบาๆ

นังเด็กนี่มันตัวโชคร้ายเสียจริง ข้าเพียงแค่คิดจะทำเป็นสนิทสนมด้วยเท่านั้น ถึงกับทำให้ข้าโชคร้ายจนล้มลงไปเช่นนี้

“โอย ข้าเจ็บจังเลยพี่สาว ข้านึกว่าท่านแม่จะตัวเบา พอล้มทับลงมาใส่ข้าถึงเพิ่งจะรู้ว่าที่แท้ท่านแม่ก็ตัวหนักเหมือนกันนะเนี่ย”

ฟางเสี่ยวหยูแสร้งทำท่าออดอ้อนพี่สาวเหมือนที่นางทำเป็นประจำ ฟางเซียนรู้ดีว่านางไม่ได้เจ็บอันใด แค่แสร้งเล่นบทน้องสาวขี้อ้อนไปเช่นนั้น ทว่าคำพูดนั้นก็ทำให้ฟางเซียนถึงกับเกือบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

“เจ้าว่าใครตัวหนักกัน” ซูเหลียนถึงกับหันขวับมาทำตาเขียวใส่

ฟางเสี่ยวหยูหัวเราะคิกคักแล้วแกล้งวิ่งหลบฝ่ามือของมารดาไปแอบอยู่หลังของผู้เป็นพี่สาว

ฟางเซียนได้แต่แอบลอบถอนหายใจกับตนเอง ถึงแม้ว่าซูเหลียนจะแต่งเข้ามาเป็นภรรยารอง ทว่าการแสดงออกของพวกนางสองแม่ลูกก็ไม่ได้นับว่าเลวร้าย ด้วยเหตุนี้ชาติก่อนฟางเซียนและบิดาจึงรู้สึกไว้ใจพวกนางสองแม่ลูกค่อนข้างมาก ผิดกับครอบครัวอื่นที่ภรรยาเอกและภรรยารองมักจะไม่ค่อยถูกกัน

บิดาของฟางเซียนมีนามว่าฟางคุน มารดาเป็นบุตรีสกุลเซี่ย นามว่าเซี่ยหยา

ตอนแรกฟางคุนแต่งมารดาของฟางเซียนเข้ามาเป็นภรรยาเอกแต่เพียงผู้เดียว แต่ผ่านไปหลายปีนางก็ยังไม่ตั้งครรภ์ ยามนั้นบิดามารดาของฟางคุนยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองจึงได้บีบบังคับให้ฟางคุนรับซูเหลียนเข้ามาเป็นภรรยารองอีกคนหนึ่ง

เดิมทีฟางคุนเองก็มิได้เต็มใจ เขารักเซี่ยหยามากจนมิได้อยากตบแต่งภรรยารอง เจ้าตัวถึงกับถกเถียงและยืนกรานปฏิเสธบิดามารดาอยู่เนิ่นนาน

ทว่าจนแล้วจนรอดเซี่ยหยาก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์ บิดามารดาของฟางคุนจึงใช้เหตุผลอ้างว่าสกุลฟางจะสิ้นไร้ทายาท ขาดสายเลือดสืบสกุล ต่อให้ฟางคุนไม่เต็มใจอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจปฏิเสธเหตุผลเหล่านี้ของบิดามารดาได้

ยามนั้นเซี่ยหยาเองก็มิได้เต็มใจกับการตัดสินใจในครั้งนั้น ทว่าเป็นเพราะคิดว่าตนเองบกพร่องที่ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรกับสามีได้ ท้ายที่สุดจึงได้แต่ทำใจยินยอมให้สามีรับภรรยาเข้ามาเพิ่ม

ทว่าหลังจากที่รับภรรยารองเข้ามาแล้ว ไม่นานมารดาของฟางเซียนก็ตั้งครรภ์ราวกับปาฏิหารย์ ทุกคนในบ้านล้วนดีใจ ไม่เว้นแม้แต่ซูเหลียนที่มีฐานะเป็นภรรยารองก็ยังแสดงออกว่ายินดีกับข่าวนี้ด้วยเช่นกัน

เดิมทีทุกคนก็ยังไม่มั่นใจว่าคนที่แต่งเข้ามาเป็นภรรยารองจะเข้ากับภรรยาหลวงได้ดี ทว่าตลอดเวลาซูเหลียนก็มักจะนอบน้อมต่อมารดาของฟางเซียนอยู่เสมอ ไม่เคยยกตนข่มท่านหรือแสดงท่าทางอวดดีเพียงเพราะมีวัยที่อ่อนเยาว์กว่า ด้วยเหตุนี้ไปไปมามาเลยกลายเป็นว่ามารดาของฟางเซียนก็รักใคร่ซูเหลียนราวกับน้องสาวตนเองไปด้วยอีกคน

ทว่าฟางเซียนในชาติก่อนได้ล่วงรู้ความลับเข้าอย่างหนึ่งก่อนที่จะตาย ว่าอี๋เหนียงที่ดูหน้าตาใสซื่อนั้นแท้จริงแล้วเป็นคนใจคด นางอยากจะทำให้ฟางเซียนต้องเจ็บช้ำน้ำใจจนตายในช่วงใกล้วาระสุดท้าย นางจึงได้สารภาพออกมาจากปากของตัวเอง ว่านางเป็นคนที่วางยาลงในอาหารทำให้สุขภาพมารดาของฟางเซียนถดถอยจนต้องตายลงไป

หากไม่ใช่เพราะฟางเซียนที่กลับมาเกิดใหม่ยังคงมีความทรงจำของชาติที่แล้วติดมาด้วย นางก็คงจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าทักษะการแสดงตบตาของสองแม่ลูกนั้นแนบเนียนเพียงใด

สองคนนั้นสามารถอดทนและเก็บงำตัวตนเอาไว้ได้อย่างมิดชิดมาตลอดหลายปี ชั่วขณะหนึ่งฟางเซียนยังรู้สึกราวกับอยากจะปรบมือให้ด้วยซ้ำ ทว่าในเมื่อฟางเซียนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของสองแม่ลูกแล้ว นางย่อมไม่มีวันพลาดตกหลุมพรางพวกนั้นอีกอย่างเด็ดขาด

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...