หมู่เกาะริวกิวสู่แนวปะทะใหม่ “ญี่ปุ่น” ติดตั้งขีปนาวุธ-เรดาร์ รับความเสี่ยงวิกฤตไต้หวันลุกลาม
การเสริมกำลังกองทัพญี่ปุ่นครั้งใหญ่รอบ 40 ปี กำลังเปลี่ยนเกาะโยนากูนิเป็นฐานยุทธศาสตร์ของสหรัฐ-ญี่ปุ่น หากเกิดสถานการณ์ไต้หวัน แม้ชาวเกาะบางส่วนกังวลว่าจะถูกลากเข้าสู่สมรภูมิ
วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 07.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความตึงเครียดทางทหารระหว่างจีนและญี่ปุ่นพุ่งขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบกว่าสิบปี ทำให้เกาะโยนากูนิ ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลและมีประชากรเบาบาง กลายเป็นแนวหน้าของความขัดแย้งอย่างเลี่ยงไม่ได้
เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 110 กิโลเมตร และเป็นเกาะปลายสุดของหมู่เกาะริวกิวที่ทอดยาวขึ้นไปทางเหนือสู่เกาะหลักของญี่ปุ่นระยะทางเทียบเท่าชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังเหตุการณ์ที่จีนยิงขีปนาวุธตกใกล้โยนากูนิในปี 2565 ช่วงหลังการเยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี ญี่ปุ่นได้เร่งแผนเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปีอย่างรวดเร็ว
ตามหมู่เกาะริวกิวทั้งสาย ซึ่งประกอบด้วยเกาะประมาณ 160 เกาะ ญี่ปุ่นกำลังติดตั้งแบตเตอรี่ขีปนาวุธ เรดาร์ คลังเก็บกระสุน และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารหลายประเภท ขณะเดียวกันก็เริ่มวางกำลังทางทหารระดับใหญ่บนเกาะคิวชู เช่น เครื่องบินรบ F-35 ขีปนาวุธพิสัยไกล และการขยายกำลังพลของหน่วยกองพลเคลื่อนที่ทางสะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนาวิกโยธินสหรัฐ
การเสริมเขี้ยวเล็บนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากจีนที่ต้องการให้รัฐบาลนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิชิ ถอนคำพูดที่บ่งชี้ว่าญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารหากจีนพยายามยึดไต้หวัน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เครื่องบินรบจีนยังใช้เรดาร์ล็อกเป้าหมายโจมตีเครื่องบินรบญี่ปุ่น ซึ่งตอกย้ำความเสี่ยงการคำนวณผิดพลาดหากความตึงเครียดดำเนินต่อไป
เกาะโยนากูนิ ซึ่งเป็นเกาะกึ่งเขตร้อนที่รู้จักกันเรื่องม้าป่าหายากและแหล่งดำน้ำฉลามค้อน กำลังเปลี่ยนโฉมจากจุดท่องเที่ยวเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เมื่อที่อยู่อาศัยสำหรับทหารผุดขึ้นเพื่อรองรับฐานทัพที่สร้างเมื่อปี 2559 ภายในปีหน้า จะมีเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกประมาณ 30 นาย จากเดิม 230 นาย เพื่อจัดตั้งหน่วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และจะมีการเพิ่มขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานในระยะถัดไป การเพิ่มกำลังนี้ทำให้ชาวเกาะราว 1,500 คน จำนวนไม่น้อยเกิดความกังวลและต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล
ต้นเดือนธันวาคม ชาวบ้านราว 80 คนเข้าร่วมประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมซึ่งอธิบายเหตุผลที่ต้องติดตั้งหน่วยทหาร ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน และอาวุธสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้รบกวนการสื่อสารและระบบชี้เป้าของศัตรู บางคนกังวลว่าการเสริมกำลังจะทำให้เกาะตกเป็นเป้าหมาย ขณะที่บางคน เช่น ชิเกรุ โยนาฮาระ วัย 63 ปี สมาชิกสภาท้องถิ่น สนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าที่ผ่านมาญี่ปุ่นพบโดรนต้องสงสัยจากจีนบินใกล้พื้นที่ และโยนากูนิก็ไร้การป้องกันมานาน
แม้นายกฯ ทาคาอิชิจะย้ำซ้ำว่าญี่ปุ่นไม่ได้เปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับไต้หวัน แต่คำพูดของเธอทำให้เกิดความสนใจอย่างกว้างขวางในมิติที่ความมั่นคงของญี่ปุ่นและไต้หวันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักการป้องกันตนเองอย่างเข้มงวด แต่การตีความกฎหมายเมื่อปี 2558 ในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ อนุญาตให้ญี่ปุ่นช่วยประเทศคู่มิตรได้เมื่อความอยู่รอดของญี่ปุ่นเองถูกคุกคาม แม้ผู้นำก่อนหน้ามักหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสถานการณ์ที่อาจทำให้ต้องใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยรวม แต่ในทางลับ นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ต่างเห็นร่วมกันว่า หากสหรัฐนำปฏิบัติการป้องกันไต้หวัน ญี่ปุ่นจะถูกลากเข้าไปโดยปริยายเพราะมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงโดยตรง
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเคียวโกะ ฮาตาเคยามะ ระบุว่า หากญี่ปุ่นปฏิเสธคำขอของสหรัฐในการสนับสนุนการป้องกันไต้หวัน อาจหมายถึง จุดจบของพันธมิตรสหรัฐ–ญี่ปุ่น และสหรัฐอาจไม่คุ้มครองญี่ปุ่นหากจีนโจมตีนอกเหนือจากไต้หวัน การขยายกองกำลังของญี่ปุ่นยังกลายเป็นหัวข้อถกเถียงในรัฐสภา โดย พรรคคอมมิวนิสต์ของญี่ปุ่น กล่าวหาว่า รัฐบาลกำลังสร้างหมู่เกาะขีปนาวุธ ซึ่งรัฐมนตรีกลาโหม ชินจิโร โคอิซูมิ ปฏิเสธ พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการเสริมกำลังเชิงป้องกันเหมือนประเทศอื่น ๆ
ในเชิงประวัติศาสตร์ ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวันมีรากมาจากข้อตกลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ตีความเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจีนเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือไต้หวัน เจ้าหน้าที่จีนบางคนชี้ด้วยว่า ข้อตกลงยุคสงครามโลกเหล่านั้นทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับอธิปไตยของญี่ปุ่นเหนือหมู่เกาะริวกิวรวมถึงโยนากูนิ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่น สหรัฐ และไต้หวัน โต้แย้งโดยอ้างสนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโกปี 1951 ซึ่งกำหนดชัดว่าญี่ปุ่นสละสิทธิ์เหนือไต้หวัน แต่ไม่ได้ระบุว่าไต้หวันเป็นของใคร นอกจากนี้ยังเป็นสนธิสัญญาที่จัดวางหมู่เกาะริวกิวไว้ภายใต้การปกครองของสหรัฐจนกระทั่งส่งคืนญี่ปุ่นในปี 1972
จีนยังคงอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซ็งกากุ และพยายามใช้ความไม่พอใจของชาวเกาะต่อฐานทัพต่างชาติเป็นเครื่องมือสร้างกระแส เช่น สื่อ Global Times ที่โพสต์สนับสนุนแนวคิดริวกิวเอกราช และการวิจารณ์ว่าชาวริวกิวถูกเลือกปฏิบัติจากการปรากฏตัวของกองทัพสหรัฐและญี่ปุ่น โดยเฉพาะบนเกาะโอกินาวะ ซึ่งมีฐานทัพสหรัฐหนาแน่นและจะเป็นแนวหน้าหากเกิดความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน
ท่ามกลางความกังวลนี้ นักเคลื่อนไหวท้องถิ่น เช่น ฮิโรยูกิ เทรึยะ วัย 73 ปี ต่อต้านฐานขีปนาวุธของญี่ปุ่น เพราะกลัวว่าจะนำไปสู่หายนะซ้ำรอยสงครามโอกินาวาในปี 1945 ซึ่งคร่าชีวิตพลเรือนนับหมื่น เขาเชื่อว่าการเสริมกำลังทางทหารเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าการป้องปราม และญี่ปุ่นควรมุ่งเน้นการทูตไม่ใช่การสะสมอาวุธ
อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่างออกไป ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ซังเคและ Fuji News Network พบว่า 83.2% ของคนอายุ 18–29 ปีสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของทาคาอิชิ ซึ่งสูงกว่าคนวัย 70 ปีขึ้นไปเกือบเท่าตัว รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มงบกลาโหมเป็น 2% ของ GDP ภายในปีนี้ เร็วกว่ากำหนดเดิมสองปี
ในโยนากูนิ การถกเถียงเรื่องทหารยกระดับจนกลายเป็นประเด็นเลือกตั้งนายกเทศมนตรีคนล่าสุด ผู้ชนะคือสึเนโอะ อุเอลชิ ซึ่งมีท่าทีระมัดระวังกว่าผู้นำเดิม เขายอมรับว่าหน่วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานจำเป็นต่อการป้องกันเกาะ แต่เตือนว่าการติดตั้งแบตเตอรี่ต่อต้านเรือเพิ่มเติมจะสร้างความกดดันทางจิตใจต่อชาวบ้าน การประชุมกับกระทรวงกลาโหมในเดือนนี้เกิดขึ้นตามคำร้องของเขาที่ต้องการความโปร่งใสจากรัฐบาล
เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมย้ำต่อชาวบ้านว่า ทุกการพัฒนาไม่ใช่เพื่อโจมตีประเทศอื่น แต่เพื่อป้องกันตัวเองยามวิกฤต ขณะที่อดีตนายกฯ เคนิจิ อิโตคาซุ มองว่าทาคาอิชิยังไม่หนักแน่นพอในการแสดงจุดยืนสนับสนุนไต้หวัน และเรียกร้องให้มีระบบขีปนาวุธเพิ่มเติมรวมถึงซ้อมรบร่วมกับไต้หวันและสหรัฐ โดยเห็นว่าพันธมิตรสหรัฐ–ญี่ปุ่นคือหลักประกันเดียวที่จะยับยั้งจีนไม่ให้ขยายอิทธิพลทางทะเลและคุกคามหมู่เกาะริวกิว
อ้างอิง : www.bloomberg.com