“สหรัฐ” เล็งคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียรอบใหม่ กดดัน “ปูติน” รับข้อตกลงสันติภาพยูเครน
"สหรัฐ" เล็งคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียรอบใหม่ต่อภาคพลังงานของรัสเซีย หาก "ปูติน" ปฏิเสธข้อตกลงยุติสงครามยูเครน ขณะที่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับทรัมป์
วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 15.59 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐกำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อภาคพลังงานของรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลมอสโก หากวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน โดยมาตรการใหม่ดังกล่าวอาจถูกประกาศเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจขั้นสุดท้ายทั้งหมดขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
แหล่งข่าวระบุว่า ทางการสหรัฐกำลังพิจารณาทางเลือกหลายประการ รวมถึงการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันในกองเรือเงา (shadow fleet) ของรัสเซีย ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ตลอดจนผู้ค้าหรือบริษัทที่มีบทบาทอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมเหล่านี้
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้หารือแผนการดังกล่าวกับเอกอัครราชทูตยุโรปกลุ่มหนึ่งในช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X หลังการพบปะว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์คือประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ และผมได้ย้ำอีกครั้งว่า ภายใต้การนำของเขา สหรัฐจะให้ความสำคัญกับการยุติสงครามในยูเครนเป็นอันดับแรก”
นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565 สหรัฐและพันธมิตรได้ออกมาตรการคว่ำบาตรจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีของปูตินได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดีมาตรการที่พุ่งเป้าไปยังบริษัทพลังงานรายใหญ่และการค้าของรัสเซีย ได้กดดันราคาน้ำมันดิบให้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม เพิ่มภาระต่อเศรษฐกิจรัสเซียที่เปราะบางอยู่แล้ว
การหารือเรื่องมาตรการเพิ่มเติมเกิดขึ้นพร้อมกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและยูเครนในสัปดาห์นี้ โดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐ เดินทางไปกรุงเบอร์ลินและใช้เวลาสองวันในการหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และผู้นำยุโรป เกี่ยวกับข้อเสนอล่าสุด
เจ้าหน้าที่จากสหรัฐ ยูเครน และยุโรปต่างแสดงความเห็นว่ามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในประเด็นหลักประกันด้านความมั่นคงหลังสงครามให้แก่ยูเครน ภายใต้กรอบที่สหรัฐสนับสนุน
อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นติดขัดหลายเรื่อง อาทิ สถานะในอนาคตของดินแดนทางตะวันออกของยูเครน การนำทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียที่ถูกอายัดมาใช้ และการบริหารจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย แหล่งข่าวระบุว่ายูเครนยังต้องการให้มีการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าพันธมิตรจะดำเนินการอย่างไร หากรัสเซียกลับมารุกรานอีกครั้ง
รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนในภูมิภาคดอนบาส ซึ่งรวมถึงโดเนตสก์และลูฮันสก์ ดินแดนที่กองกำลังของปูตินและกลุ่มตัวแทนพยายามยึดครองมาตั้งแต่ปี 2557 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐบางฉบับเสนอให้พื้นที่ที่ยังไม่ถูกยึดครอง กลายเป็นเขตปลอดทหารหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภายใต้การบริหารจัดการเฉพาะ
ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าภายใต้แนวคิดดังกล่าว ดินแดนเหล่านั้นจะถูกยอมรับโดยพฤตินัยว่าเป็นของรัสเซียหรือไม่ และมอสโกพร้อมจะยอมแลกอะไรบ้าง ขณะที่ยูเครนและพันธมิตรจำนวนมากคัดค้านอย่างหนักต่อแนวคิดการยกดินแดนและการถอนกำลังออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
เจ้าหน้าที่สหรัฐยังมองว่าทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ควรเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต เช่นเดียวกับที่ผู้นำยุโรปกำลังจะตัดสินใจในสัปดาห์นี้ว่าจะนำทรัพย์สินดังกล่าวมาใช้สนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจแก่ยูเครนหรือไม่ ซึ่งรัสเซียแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างรุนแรง สะท้อนความพยายามกดดันให้มีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแรงลง
ท่ามกลางการเจรจาที่ยังติดหล่มจากประเด็นดินแดนและหลักประกันด้านความมั่นคง ความสนใจเริ่มหันไปจับตาท่าทีของปูติน โดยยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าเขาพร้อมจะยุติการโจมตีหรือปรับเป้าหมายทางทหาร
เซอร์เกย์ รียาบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าสงครามใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่ย้ำกับ ABC News ว่า ข้อเรียกร้องด้านดินแดนของรัสเซียยังไม่เปลี่ยนแปลง และปฏิเสธแนวคิดการส่งกองกำลัง NATO เข้าไปในยูเครนภายใต้ข้อตกลงสันติภาพ
ด้านตลาดพลังงาน มาตรการคว่ำบาตรจำนวนมากยังไม่สามารถหนุนราคาน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางภาวะอุปทานส่วนเกินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีหน้า โดยราคาน้ำมันเบรนท์ร่วงลงแล้วราว 20% ในปีนี้ และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564
ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้คว่ำบาตรผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียแล้ว 4 ราย และร่วมกับประเทศกลุ่ม G7 คว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันรัสเซีย
ทั้งนี้สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ได้พบหารือกับปูตินที่ทำเนียบเครมลินเป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีเซเลนสกี เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า เขาบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐให้หลักประกันด้านความมั่นคงถูกทำให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ผ่านการลงมติของสภาคองเกรส ภายใต้ข้อตกลงยุติสงคราม พร้อมระบุว่า สหรัฐจะหารือกับรัสเซียเป็นลำดับถัดไป และทีมเจรจายูเครนอาจเดินทางกลับไปสหรัฐเพื่อเจรจาเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
อ้างอิง : www.bloomberg.com