โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชาหวังทรัมป์ลงโทษไทย แต่ลืมดูไปว่าทรัมป์กำลังแย่เพราะแพ้ไปหมดทุกสมรภูมิ

The Better

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 04.38 น. • THE BETTER

ผมเคยบอกแล้วว่า "ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา" เป็นข้อตกลงสันติภาพจอมปลอม แล้วมันจะพังลงในที่สุด

ไม่ใช่ว่าสันติภาพไม่ดี แต่เพราะมันเป็นสันติภาพที่เกิดจากการขู่เข็ญของโดนัลด์ ทรัมป์ และการฉวยโอกาสของมาเลเซีย โดยไม่ได้ดูตื้นลึกหน้าบางของความขัดแย้งของไทยกับกัมพูชา

เมื่อมันเป็นข้อตกลงที่ผิดธรรมชาติ สักวันหนึ่งมันก็จะถูกฉีก

ต่อให้มันดีเลิศหรือไทยได้เปรียบแค่ไหนก็ตาม มันก็จะอยู่ไม่ยืด เพราะปัญหาพื้นฐานไม่ได้แก้ไข โดยประการแรกคือ การที่ทั้งสองประเทศ "ใช้ความขัดแย้งเป็นวาระทางการเมือง" เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองในบ้านเมืองตน และประการที่สองคือ "ความเกลียดชังทางประวัติศาสตร์" ของทั้งสองประเทศได้วิวัฒนาการมาถึงจุดสุดยอดแล้ว

หากจัดการสองข้อนี้ไม่ได้ ต่อให้ทรัมป์บีบให้ผ่านข้อตกลงสันติภาพอีกกี่ครั้ง มันก็จะล่มดังเดิม

แต่โปรดทราบว่า ไม่ใช่แค่"ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา" เท่านั้นที่ถูกฉีก

ในช่วงที่กัมพูชาลอบมาวางทุ่นระเบิดจนทหารไทยขาขาดอีกครั้ง ที่อินเดียและปากีสถานก็เกิดเหตุที่บ่อนทำลาย "ข้อตกลงสันติภาพ" ที่ทรัมป์อุตส่าห์ปลุกปั้น (แบบปลอมๆ) ขึ้นมา

นั่นคือ เหตุคาร์บอมบ์กลางกรุงนิวเดลีและอิสลามาบัดที่ปากีสถาน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนไล่เลี่ยกันและเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย

ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดียและปากีสถานภายใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย เมื่อวันที่ 10 เกิดเหตุรถยนต์ที่จอดอยู่ระเบิดใกล้กับป้อมแดง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในนิวเดลี ประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และอีกหนึ่งวันต่อมา เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายหน้าอาคารศาลในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน คร่าชีวิตผู้คนไป 12 ราย

ตอนนี้ยังจับมืใครดมไม่ได้ แต่อินเดียก็ย่อมเชื่อว่า "ก่อการร้ายสายปากีสถาน" เป็นคนทำ (สำนักข่าว NDTV ในอินเดียรายงานว่าตำรวจอินเดียได้ระบุตัวแพทย์ชาวแคชเมียร์ 3 รายในฐานะผู้ต้องสงสัย และกำลังสืบสวนความเป็นไปได้ที่ปากีสถานอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง) ส่วนรัฐบาลปากีสถานก็อาจชำเลืองมาที่ "อินเดียในฐานะผู้ต้องสงสัย" ได้เหมือนกัน (สำนักนายกรัฐมนตรีปากีสถานระบุในแถลงการณ์ว่า "อินเดียสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้ดินแดนอัฟกานิสถาน" และชี้ว่ากลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดน TTP (ตาลีบันปากีสถาน) ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถานเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นผู้ก่อเหตุ)

สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ว่า “ความไม่ไว้วางใจระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ (อินเดียกับปากีสถาน) กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และความหวาดกลัวต่อความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่กำลังเพิ่มมากขึ้น”

นี่อาจจะเป็นเหตุที่จะทำให้ทั้งสองประเทศเผชิญหน้ากันได้อีก และเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ตอกย้ำว่าความเป็น "นักต่อรองสันติภาพ" ของ ทรัมป์ เป็นแค่เรื่องจัดตั้ง เป็นของกำมะลอ ไม่เพียงไม่แก้ปัญหา แต่ยังใช้ความต้องการอยากมีชื่อเสียงของตน กดทับปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจนบีบเค้น กระทั่งระเบิดออกมาในที่สุด

ส่วนข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสที่ฉนวนกาซา หรือ "แผนสันติภาพ 20 ประการ" นั้นก็ไม่จีรังยั่งยืนเช่นกัน เพราะสำนักข่าว Politico อ้างเอกสารภายในของรัฐบาลทรัมป์ รายงานว่า "บทบัญญัติสำคัญหลายประการของข้อตกลงสันติภาพกาซานั้นยากที่จะนำไปปฏิบัติ จะส่งผลให้ข้อตกลงล้มเหลว"

แม้แต่ภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็มีรายงานว่ามีเสียงวิจารณ์วิพากษ์วิจารณ์แผนสันติภาพ 20 ประการของทรัมป์ "ว่างเปล่าและขาดการนำไปปฏิบัติจริง"

เพราะความกระหายอยากได้แสงและรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของทรัมป์แท้ๆ ที่นำไปสู่การเผชิญหน้าที่อาจจะหนักขึ้นของไทย-กัมพูชา และระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน และความเร่งรีบที่จะคว้าแสงจากการหยุดยิงในกาซา ก็จะทำให้ดินแดนนั้นวุ่นวายหนักเข้าไปอีก

พูดสั้นๆ ก็คือ ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไทย-กัมพูชา แต่ถ้าทรัมป์มีเวลาจริงๆ ก็ต้องมาแก้ไข "ขี้" ที่ตัวเองทิ้งไว้ในความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน และอิสราเอล-กาซา ด้วย

ในกรณีของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สื่อเขมรยังมี "โมหะ" ไม่หยุดหย่อนว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า โดยเริ่มที่จะเยาะเย้ยไทยว่า "ไม่กลัวทรัมป์จะลงโทษด้วยภาษีหรอกหรือ?" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงท่าที "เลียแข้งเลียขาอเมริกัน" โดยสันดานเพื่อหวังดึงมือที่สามมาแทรกแซงเรื่องของสองประเทศ

ประเทศไทยย่อมกำหนดมาตรการรองรับไว้แล้วในเรื่องนี้ พวก "เขมรต่ำ" ไม่จำเป็นต้องมาเป็นแสร้างห่วงใย ผมจะบอกให้ว่ากัมพูชานั่นแหละที่ระวังสถานะของตัวเองให้ดี

ในเวลานี้ ทรัมป์ไม่มีเวลามาสนใจ "ความล้มเหลว" ของตัวเองที่พยายามเป็นนายหน้าค้าสันติภาพแต่ล้มเหลวไปหมดทุกแนวรบ เพราะเป้าหมายของเขาในการเวียนๆ วนๆ ที่เอเชียก็คือการมาตกลงกับจีน

เมื่อได้ข้อตกลงการค้ากับจีนแล้ว ทรัมป์ก็สบายใจ แล้วหันไปแก้ปัญหาในบ้านตัวเองมากมายเกินจะแก้ไหว เช่น ความเกลียดชังรัฐบาลของเขาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจนอาจทำให้พรรครีพับลิกันแพ้เลือกตั้งกลางเทอม แล้วพรรคเดโมแครตอาจจะได้เสียงข้างมากในบางสภา ทำให้เขาทำตามใจชอบได้ยาก นี่เป็นเรื่องเฉพาะหน้ายิ่งกว่าเรื่องไหน

ยังไม่นับความพยายามที่จะปกปิดความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟรีย์ เอปสตีน พ่อค้ากามที่มีเส้นสายกับคนมีอำนาจทั่วโลก แต่แล้วการเปิดโปงเส้นสายนั้นก็เพิ่งทำให้เจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษ กลายเป็นสภาพเป็น "อดีตเจ้าชาย" และลงมาเดินดินเป็นสามัญชนที่ผู้คนรังเกียจ

ทรัมป์พยายามปกปิดไม่ให้คนเห็น "ไฟล์คดีเอปสตีน" เพราะกลัวว่าชื่อของตนจะโผล่ออกมาด้วย หากมีหลักฐานชัดว่าเขาเกี่ยวข้องกับการขบวนการค้ากามและค้ามนุษย์ ทรัมป์ก็อาจถูกรัฐสภาตั้งข้อหาและถอดถอนจาการเป็นประธานาธิบดีได้ ซึ่งมันจะเป็นจริงมากขึ้นหากการเลือกตั้งกลางเทอมผลออกมาว่า รีพับลิกันสียตำแหน่งเสียงส่วนใหญ่ในสภา

ผมเชื่อย่างที่ เดวิด เคย์ จอห์นสตัน (David Cay Johnston) นักข่าวสายสืบสวนและนักเขียนชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และภาษี และผู้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ กล่าวว่า "หากทรัมป์ถูกมองว่าอยู่ใน "สถานะที่เสี่ยง" ในไฟล์คดีของเอปสตีน เขาจะถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือไม่ก็ต้องลาออก"

วันที่เขียนบทความนี้ ก็พอดีเสียเหลือเกินที่มีการเผยข้อมูลไฟล์คดีเอปสตีนออกมาอีกแล้ว ทรัมป์ ยิ่งนั่งไม่ติดไม่เรื่องๆ

เพียงแค่สองเรื่องนี้ ทรัมป์ ก็ไม่มีเวลามาสนใจทำตัวเป็นนายหน้าค้าสันติภาพอีกต่อไปแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งคือกระแสต่อต้านการกระทำของมาเลเซีย (และกัมพูชา) ในอาเซียน ซึ่งลากเอา "มือที่สาม" คือ ทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงกลไกของอาเซียนจนรวนไปหมด

ในไทยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะชิงชัง อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย "เหมือนอุจจาระ" เพราะโยนอุจจาระมาให้เป็นภาระของไทยก่อน แล้วตัวเองก็กอบโกยแสงด้วยการโฆษณาว่าเป็น "ผู้ดีลข้อตกลงสันติภาพ" ทั้งๆ ที่ตอนแรกทำอะไรก็ไม่ได้เลย แต่พอทรัมป์เสนอตัวมาก็สบโอกาสฉายแสงให้ตนเองในสปอตไลท์ตัวเดียวกับของทรัมป์ และยังใช้โอกาสนี้ได้ข้อตกลงการค้ากับทรัมป์ บน "ความฉิบหาย" ของฝ่ายไทย

นอกจากไทยจะเกลียด อันวาร์ จนแทบจะอยู่ร่วมแผ่นดินกันไม่ได้แล้ว คนในมาเลเซียเองก็ยังตั้งคำถามกับ อันวาร์ เรื่องเชิญทรัมป์เข้ามาว่ามันควรหรือ? เพราะทำให้ระบบในภูมิภาครวนไปหมด อีกทั้ง ทรัมป์ เองยังสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งเป็นรัฐที่มาเลเซียไม่อยากอยู่ร่วมโลกด้วย นี่ไม่เท่ากับทรยศหลักการหรือ?

ต่อมา อดีตประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย คือ ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ก็ต่อว่า อันวาร์ ในทำนอง "ชักศึกเข้าอาเซียน" ด้วยการเชิญทรัมป์เข้ามาจนกระทั่งทำลายกลไกของอาเซียนที่เคยแก้ปัญหาภายในกันเองได้ นี่แสดงว่า อันวาร์ กลายเป็นแกะดำในภูมิภาคนี้ไปแล้ว เพราะเอาดีเข้าตัว บนความเสียหายของภูมิภาค ของประเทศตน และของประเทศไทย

ข้อกล่าวหาที่ผู้นำมาเลเซียเผชิญอยู่นี้ กัมพูชาก็ต้องแบกรับด้วย เพราะไปเชิญทรัมป์เข้ามาก่อน แต่คนยังไม่ด่าเรื่องนี้มากนัก เพราะเหนื่อยกับการด่าประเทศนี้มากพอแล้วเรื่องสแกมเมอร์ จึงไปด่ามาเลเซียแทน

หากกัมพูชาคิดว่าการเชิญทรัมป์เข้ามาเป็นเรื่องดี ก็เตรียมตัวเป็น "หมาหัวเน่า" ในอาเซียนได้เลย เพราะแม้แต่ อันวาร์ ก็เป็นแกะดำไปแล้ว

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องความวุ่นวายของ ทรัมป์ ที่จะต้องรับมือกับปัญหาเรื่องความมั่นคงทางการเมืองของเขาในอนาคตอันใกล้ๆ จนไม่มีเวลามาใส่ใจกับเรื่องของไทย กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน หรือที่อื่นๆ

แน่นอน ทรัมป์ อาจจะเอ่ยถึงเรื่องนี้บ้างและอาจจะข่มขู่ไทย แต่ผมเชื่อว่าทีมของรัฐบาลและข้าราชการไทยคงพร้อมที่จะ "ล็อบบี้" ให้พวกอเมริกันอยู่ห่างๆ ความขัดแย้งกับกัมพูชาในตอนนี้

หาก ทรัมป์ เงียบไปในที่สุด กัมพูชาก็เตรียมเนื้อเตรียมตัวได้เลย

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...