โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแพทย์ไทย ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การแพทย์ไทย

ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)

พลันเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิดขึ้นและมีการต่อสู้ยืดเยื้อยาวนาน ไม่เพียงทำให้การสั่งซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่ไทยผลิตเองไม่ได้ทางเรือจากต่างประเทศต้องถูกตัดขาดลงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่การแพทย์สมัยนั้นใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

อีกทั้งในช่วงปลายสงคราม เมื่อฝ่ายพันธมิตรทิ้งระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในไทยโดยเฉพาะในพระนคร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก บุคลากรทางการแพทย์ในด้านต่างๆ เข้าช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางความขาดแคลนเวชภัณฑ์และยารักษาโรค

แพทย์ร่วมสมัยในครั้งนั้นหลายคน เช่น หมอเสม พริ้งพวงแก้ว และหมอเสนอ อินทรสุขศรี ได้บันทึกถึงความทุกข์ยาก ความขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ ทำให้เหล่าบุคลากรการแพทย์ต้องประยุกต์ดัดแปลงสิ่งของที่อยู่รอบตัวและสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทยเพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยครั้งนั้นสามารถบรรเทาอาการลงไปได้บ้าง

การขาดแคลนเวชภัณฑ์ทำให้การรักษาพยาบาลครั้งนั้นเป็นไปตามมีตามเกิด ยารักษาโรคอื่นๆ ที่พอใช้รักษาได้ขาดแคลน น้ำเกลือมีไม่เพียงพอ เครื่องมือให้น้ำเกลือเหลือเพียงมีจำกัด อุปกรณ์การแพทย์ต้องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยลังถึงนึ่งไอน้ำแบบธรรมดาด้วยโรงไฟฟ้าถูกทำลาย อุปกรณ์ต่างๆ ขาดแคลน เช่น ต้องใช้เชือกกล้วยนึ่งฆ่าเชื้อเพื่อผูกหัวเข็มกับสายยางแทนผ้าเหนียว (Plaster)

บางครั้งแพทย์กำลังแทงเข็มน้ำเกลือบนแขนผู้ป่วยอยู่ เกิดสัญญาณหวอดังขึ้นเพื่อเตือนภัยทางอากาศ ทำให้แพทย์ต้องหรี่ตะเกียงลงแทบดับ พอมีสัญญาณแจ้งเตือนว่าปลอดภัยแล้ว แพทย์ก็ออกเดินถือตะเกียงไปดูผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยนั้นกลับพบนอนตายแข็งไปแล้วก็มี ผู้ป่วยบางคนหายจากอหิวาต์แล้วแต่กลับต้องมาตายเพราะโลหิตเป็นพิษด้วยเกิดฝีขึ้นทั้งตัวที่เกิดจากตัวเรือดที่เตียงคนไข้กัด ในช่วงนั้น อหิวาต์ระบาด เมื่ออหิวาต์ระบาดเบาบางลงไม่ทันไร โรคฝีดาษก็เกิดระบาดขึ้นมาอีก (เพจพิพิธภัณฑ์ศิริราช)

แพทย์ตรวจคนไข้ ช่วงทศวรรษ 2480 เครดิตภาพ : เอื้ออารีสโตร์

อุปกรณ์ทำแผลขาดแคลน

หมอเสนอ อินทรสุขศรี ในครั้งนั้น เขายังเป็นนักศึกษาแพทย์ศิริราชในห้วงยามแห่งสงครามเล่าว่า ภายหลังสงครามเกิดขึ้นได้ราว 1 ปี อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ในการผ่าตัดและการรักษาเริ่มร่อยหรอและขาดแคลน จนกระทั่งบางอย่างก็หมดไป เวชภัณฑ์บางอย่างมีราคาแพงมากและบางอย่างแม้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ แม้อุปกรณ์บางอย่างจะมีหน่วยราชการและบริษัทเอกชนผลิตขึ้นมาทดแทนได้แต่ก็ไม่เพียงพอในการใช้งานในโรงพยาบาล (เสนอ อินทรสุขศรี, 61)

อีกทั้งช่วงปลายสงคราม ที่พระนครถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนักทำให้โรงไฟฟ้าเสียหาย ทำให้โรงพยาบาลต้องเผชิญปัญหาระหว่างการรักษาและผ่าตัด ทำให้เคราะห์กรรมมาเยือนคนไข้ทันที

หากขณะนั้น แพทย์ผ่าตัดอยู่ปรากฏว่าไฟฟ้าดับแพทย์จำเป็นต้องใช้ไฟฉายเดินทางขนาด 5 ท่อนส่องสว่างแทน โดยให้พยาบาลส่องทางซ้ายและทางขวาของแพทย์ หรือบางทีคนถือไฟฉายต้องไปหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดให้ทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอ หรือเมื่อคนถือถือไปนานๆ ก็เมื่อยส่ายไปส่ายมาเกิดความไม่เที่ยงของแสงสว่าง ทำให้แพทย์ผ่าตัดอารมณ์หลุด “สำแดงอาการวู่วาม ด้วยวจีกรรมหรือกายกรรมก็อาจเป็นได้” (เสนอ อินทรสุขศรี, 61-62)

เมื่อไฟฟ้าดับทำให้การผ่าตัดในยามค่ำคืนแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะแพทย์ไม่อยากผ่าตัดด้วยกังวลความปลอดภัยของคนไข้ และไม่อยากเกิดความเสี่ยงต่อความผิดพลาดให้เกิดกับคนไข้ อีกทั้ง เมื่อไฟดับทำให้หม้อต้มน้ำไม่ทำงาน อุปกรณ์การแพทย์ไม่ถูกฆ่าเชื้อจะเป็นอันตรายต่อคนไข้ซ้ำอีกด้วย

ไฟฉาย 5 ท่อน อุปกรณ์ให้แสงสว่างผ่าตัดช่วงสงคราม

ภูมิปัญญาทางการแพทย์ท่ามกลางความอัตคัด

ท่ามกลางความขาดแคลนเวชภัณฑ์ การรักษาพยาบาลต้องดำเนินไปด้วยความประหยัดเวชภัณฑ์ หากมีหนทางใดที่บุคลากรทางการแพทย์สามารถประหยัดหรือประยุกต์ใช้วัสดุทดแทนเวชภัณฑ์นำเข้า ภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างๆ ก็ถูกระดมนำมาใช้ในการรักษาพยาบาลทันที

หมอเสนอเล่าว่า “ผ้าพันแผลที่ใช้แล้ว หากไม่เปื่อยไม่ขาด ไม่เปื้อนเลือดเปื้อนหนองเกินไป เก็บมาต้มแล้วซักตากเข้าหม้อนึ่งเอามาใช้กันใหม่จนผ้าเปื่อยขาดจึงจะทิ้งไป” รวมทั้งผ้าซับเลือดที่ใช้ในการผ่าตัดจะนำมาซัก ตากแดดแล้วเข้าหม้อนึ่งฆ่าเชื้อโรคและนำกลับมาใช้ใหม่

ส่วน “ผ้าก๊อซแพงมากแล้วยังอัตคัด คือหายากไม่ค่อยจะมีขายเสียด้วย” ตามปกติโรงพยาบาลจะซื้อมาเป็นม้วนใหญ่แล้วนำมาตัดตามขนาดที่ต้องการ แต่ในยามสงคราม เราต้องใช้ผ้าก๊อซอย่างประหยัดที่สุด “หากแผลที่มีหนองมากๆ หรือเมื่อมีเลือดซึมออกมามากๆ เราเคยใช้ผ้าก๊อซหลายผืนหลายชั้นปิดคลุมแผลเพื่อดูดซับเอาหนองหรือเลือดมาไว้ในผ้าก๊อซแล้วทิ้งไปนั้น ก็ต้องมาดัดแปลงโดยใช้ผ้าก๊อซผืนกว้างสักหน่อยเพียงผืนเดียวแล้ววางสำลีเป็นแผ่นหนาๆ ไว้กลางผ้าแล้วพับผ้าก๊อซมาให้ห่อสำลีเอาไว้ใช้วางปิดแผลที่เลือดหรือหนองออกมากๆ แทนการใช้ผ้าก๊อซหลายแผ่นพับหนาๆ ทำให้ประหยัดผ้าก๊อซได้มาก”

ผ้าก๊อซห่อสำลีที่ใช้แทนผ้าก๊อซหนาๆ เรียกกันในครั้งนั้นว่า “Top Dressing” หมอเสนอเห็นว่า ผ้าก๊อซชนิดนี้ พวกฝรั่งไม่รู้จักหรอกเพราะผ้านี้เกิดจากภูมิปัญญาของไทย (เสนอ อินทรสุขศรี, 62-63)

ผ้าก๊อซ ใช้ปิดแผลเป็นของหายากในยามสงคราม และอาสากาชาดสมัยสงคราม

ใช้กระดาษสาไทยทำแทนสำลี

ในช่วงสงครามหมอเสมเล่าว่า เขาเคยใช้กระดาษสาที่ผลิตกันเองภายในจังหวัดเชียงรายมาทาวาสลีน ใช้ปิดแผลแทนผ้าก๊อซ บางครั้งก็ใช้ใบตองมารีดด้วยเตารีดให้แห้งมาใช้ปิดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกให้คนไข้ซึ่งใช้ได้ดีเช่นกัน (เสม พริ้งพวงแก้ว, 2554, 364)

ในช่วงสงคราม มีการใช้เมล็ดต้อยติ่งนึ่งฆ่าเชื้อโรคแล้วนำมาแช่น้ำยาเดกิ้นแล้วนำมาปิดแผลที่มีเนื้อเน่าและหนองมากๆ เพื่อดูดหนองแทนผ้าก๊อซด้วย แม้จะประหยัดวัสดุด้วยการทำแบบ Top Dressing แล้วก็ตาม แต่การนำเมล็ดต้อยติ่งฆ่าเชื้อมาปิดแผลแล้วใช้กระดาษสาคลุมแทนผ้าก๊อซลดการอักเสบของแผลได้ดีเช่นกัน

ในช่วงต้นสงครามสำลียังพอหาได้ แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อยาวนานสำลีหายากมาก จึงมีการประยุกต์นำกระดาษสามาใช้แทน โดยนำกระดาษสามาแช่น้ำให้เปื่อยยุ่ยเสียก่อนแล้วจึงขยำให้เยื่อกระดาษกลายเป็นปุย และปล่อยทิ้งให้กระดาษสาแห้ง จากนั้นจึงนำปุยกระดาษสาไปนึ่งฆ่าเชื้อโรคถึงสามารถใช้ปุยกระดาษสาแทนสำลีได้ดีเช่นกัน (เสนอ อินทรสุขศรี, 63)

แม้แต่น้ำยาเดกิ้น เป็นยาใส่แผลก็ขาดแคลนจึงมีการใช้น้ำยากรดเกลือไฮโดรคลอริกทดแทน แม้แต่มอร์ฟีนที่ใช้ลดอาการปวดก็ขาดแคลน ที่ผ่านมาใช้ฝิ่นจากอิหร่านมาผลิต แต่เมื่อเกิดสงคราม หมอเสมใช้ฝิ่นในประเทศมาผลิตมอร์ฟีนเพื่อให้คนไข้บรรเทาความเจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่บาดเจ็บสาหัส หรือทหารที่บาดเจ็บจากการรบ (เสม พริ้งพวงแก้ว, 2554, 364)

ในช่วงสงคราม เวชภัณฑ์และยารักษาโรคมีความขาดแคลนด้วยเป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ภาวะดังกล่าวทำให้การรักษาโรคและการพยาบาลคนป่วยเป็นไปด้วยความยากลำบาก บุคลากรทางการแพทย์ช่วงนั้นต่างประหยัดเวชภัณฑ์และประยุกต์วัสดุที่อยู่รอบตัวใช้ทดแทนเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยให้ปลอดภัย

รถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (2478)
พยาบาลในช่วงเวลานั้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแพทย์ไทย ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...