โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ทำไมคนญี่ปุ่นกินเค็ม แต่ยังมีอัตราโรคหัวใจต่ำ

TOJO NEWS

อัพเดต 05 ธ.ค. 2568 เวลา 01.36 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2568 เวลา 18.30 น. • Sattawat Veranon

เวลาพูดถึงอาหารญี่ปุ่น ภาพที่คนส่วนใหญ่คิดถึงคือ “เค็ม” ไม่ว่าจะเป็นโชยุ มิโซะ ซุปดาชิ ราเม็ง หรือผักดอง แต่แม้จะกินเกลือเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก คนญี่ปุ่นกลับมี

  • อัตราโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่า
  • ระดับไขมันเลว (LDL) ต่ำกว่า
  • อัตราความอ้วนที่แทบไม่พุ่งสูงเหมือนประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

คำถามคือ เกิดจากอะไร?

คำตอบไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจาก “ชุดพฤติกรรมทั้งระบบ” รวมถึงโครงสร้างโภชนาการพื้นฐานของอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนประเทศอื่น เราจะค่อย ๆ แกะให้เห็นภาพแบบละเอียด

1) เค็มของญี่ปุ่นไม่เหมือนเค็มของประเทศอื่น

สิ่งสำคัญที่สุดคือความเค็มของอาหารญี่ปุ่น มาจากการหมัก (fermentation) ไม่ใช่เกลือแบบโรยตรง ๆ

โชยุ – เกลือในรูปของกรดอะมิโน

โชยุเกิดจากการหมักถั่วเหลืองและข้าวสาลีเป็นเวลานาน ทำให้เกิดโมเลกุลกรดอะมิโน เช่น

  • อาร์จินีน
  • ไกลซีน
  • กลูตามิก

กรดอะมิโนเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด และมีผลต่อการขยายหลอดเลือดเล็ก ๆ ทำให้ความดันไม่พุ่งสูงแบบ “อาหารเค็มแบบไม่หมัก” เช่น ไส้กรอก เบคอน หรืออาหารแปรรูปตะวันตก

มิโซะ – โปรตีนหมักที่มีแบคทีเรียดี

มิโซะมีแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสซึ่งช่วยปรับสมดุลลำไส้ และลดภาวะอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ แม้จะเค็ม แต่คุณสมบัติด้านจุลินทรีย์ทำให้ผลรวมต่อหัวใจออกมาเป็นบวกมากกว่าเป็นลบ

ซุปดาชิ – เค็มแต่ไขมันต่ำ

ซุปดาชิที่ใช้คอมบุและปลาแห้ง (คัตสึโอะบุชิ) ให้ “อูมามิ” สูงมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือเยอะ แต่รสชาติยังเข้มข้นอยู่ ส่งผลให้ผู้คนรู้สึกเค็มโดยที่ปริมาณเกลือจริง ๆ ไม่สูงเท่าที่ลิ้นรับรู้

2) อาหารญี่ปุ่นเค็ม แต่ต่ำไขมันอิ่มตัวเกือบที่สุดในโลก

อาหารญี่ปุ่นโดยปกติใช้

  • การนึ่ง
  • การต้ม
  • การย่าง
  • การตุ๋น

แทนการทอดลึกแบบประเทศตะวันตก หรือใช้น้ำมันเยอะ เช่น อาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเภท

ผลลัพธ์คือ แม้โซเดียมจะสูง แต่ไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ต่ำมาก ทำให้หัวใจรับภาระน้อยลง และความเสี่ยงโรคหลอดเลือดตีบต่ำกว่าประเทศที่กินเค็ม + กินมันพร้อมกัน

3) วิถีกินของญี่ปุ่นคือ “เค็มนิดหน่อย แต่หลายอย่าง”

อาหารญี่ปุ่นในหนึ่งมื้อมีโครงสร้างที่ต่างจากชาติตะวันตก คือจานย่อยหลายอย่างปริมาณเล็ก เช่น

  • ซุปมิโซะ
  • ผักดองนิดเดียว
  • ปลา 1 ชิ้นเล็ก
  • เต้าหู้
  • ผักลวกราดซอส

โซเดียมกระจายตัว ไม่ได้ทุ่มลงไปในเมนูเดียวแบบ “ราเม็งพิเศษ 1 ถ้วย เค็มจัด” ที่เราคุ้นในร้านต่างประเทศ ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นกินชุดอาหารที่ใส่เกลือน้อยแต่หลากหลายรส ทำให้สัดส่วนโซเดียมต่อปริมาณอาหารรวมอยู่ในระดับพอเหมาะ

4) แคลอรีต่อมื้อของคนญี่ปุ่นต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว

แคลอรีเฉลี่ยที่คนญี่ปุ่นบริโภคต่อวันประมาณ 1,900–2,100 แคลอรี ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับอเมริกาที่เฉลี่ยเกือบ 2,700–3,000 แคลอรี

ปริมาณแคลอรีต่ำทำให้

  • น้ำหนักเกินน้อย
  • ความดันโดยรวมต่ำกว่า
  • การสะสมไขมันในร่างกายต่ำกว่าแม้กินเค็ม

ผลรวมคือหัวใจทำงานเบากว่า

5) เมืองที่ศึกษาลึกเป็นพิเศษ: “นากาโนะ”

นากาโนะเคยเป็นจังหวัดที่มีคนกินเค็มมากที่สุดในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันเป็นจังหวัดที่มีอายุขัยยืนที่สุดแห่งหนึ่ง เกิดจาก 3 ปัจจัยใหญ่

  • ลดปริมาณซุปลงครึ่งหนึ่งในเมนูประจำวัน
  • ให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบเดินเร็วและปีนเขาที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน
  • ส่งเสริมให้กินผักท้องถิ่นวันละอย่างน้อย 7 ชนิด

ผลคืออัตราโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณโซเดียมยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

6) เมืองอาโอโมริ – เค็มมากจริง แต่สมดุลดีมาก

อาโอโมริเป็นหนึ่งในจังหวัดที่คนกินซุปมิโซะทุกวันแบบเข้มข้น แต่มีปัจจัยที่ช่วยชดเชยคือ

  • กินปลาเกือบทุกมื้อ โดยเฉพาะแมคเคอเรลและแซลมอน
  • กิจกรรมร่างกายเยอะเพราะต้องจัดการกับหิมะ
  • กินผักดองแบบหมักซึ่งมีจุลินทรีย์ดี
    ผลคือแม้กินเค็ม แต่ระบบเลือดดีและไขมันต่ำ

7) การออกกำลังกายประจำวันของญี่ปุ่นคือฟันเฟืองสำคัญ

ผู้สูงอายุญี่ปุ่นเดินเฉลี่ยวันละ 6,000–8,000 ก้าว ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกที่อยู่ประมาณ 3,000–4,000 ก้าว การเดินช่วย

  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด
  • ลดความดัน
  • เพิ่ม HDL (ไขมันดี)
  • ลดความเครียด

ทำให้ผลลบจากโซเดียมลดลงไปเยอะมาก

8) อัตรา BMI ของคนญี่ปุ่นต่ำเกือบที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

คนที่มี BMI ต่ำ มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่า แม้ว่าปัจจัยอื่นๆ จะไม่ดีมากก็ตาม ยิ่งผู้ชายญี่ปุ่นมีค่า BMI เฉลี่ยต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปและเอเชีย การกินเค็มอย่างเดียวจึง “ไม่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นมาก” เท่าคนกลุ่มที่น้ำหนักตัวเยอะ

9) อาหารญี่ปุ่นมีไฟเบอร์สูงจากผักและสาหร่าย

ไฟเบอร์ช่วยลดความดัน ลดโซเดียมส่วนเกิน และลดระดับไขมันในเลือด เมนูที่พบทั่วไป เช่น

  • ฮิญิกิ
  • วากาเมะ
  • โกโบ (รากโกโบ)
  • ผักภูเขาตามฤดูกาล

นี่คือสิ่งที่ทำให้อาหารญี่ปุ่นแม้จะเค็ม แต่ “สมดุล” มาก

10) สรุปภาพใหญ่แบบเข้าใจง่าย

เหตุผลที่ญี่ปุ่นกินเค็มได้แต่โรคหัวใจต่ำ เพราะเขามี ปัจจัยชดเชยหลายตัวทำงานพร้อมกัน

  • เค็มจากอาหารหมักที่ดีต่อหลอดเลือด
  • แคลอรีโดยรวมต่ำ
  • ไขมันอิ่มตัวต่ำมาก
  • เดินเยอะ และเคลื่อนไหวเยอะ
  • กินปลามาก (โอเมก้า-3 สูง)
  • กินผักเฉลี่ยหลากหลายชนิดต่อวัน
  • ผักดอง / มิโซะช่วยจัดการการอักเสบ

จุดนี้เองที่ทำให้แม้โซเดียมสูง แต่ “ภาพรวม” สุขภาพหัวใจดีกว่าที่ตัวเลขโซเดียมดูน่ากลัวมากนัก

อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา

Line Today TOJO NEWS , ToJoNews

#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #สุขภาพ #Longevity

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...