“อภิสิทธิ์” ประกาศไม่ร่วม “พรรคกล้าธรรม” ยัน ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นความตั้งใจ
“อภิสิทธิ์” ประกาศไม่ร่วม “พรรคกล้าธรรม” ยัน ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นความตั้งใจ ย้อนถามสื่อให้ไปถามพรรคที่บอกไม่ร่วมทุนเทา แต่หันไปหันมากลายเป็นมีทุนเทา พร้อมเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ มั่นใจ เพราะอุดมการณ์เดียวกัน
วันที่ 26 ธ.ค. 68 ที่ศาลหลักเมืองนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นายสกลธี ภัททิยกุล ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ร่วมนำผู้สมัคร สส. กทม. ทั้ง 33 เขต ไหว้สักการะศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ ปลุกพลังกลุ่ม “กรุงเทพฯฟ้าใหม่” เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจก่อนการสมัครและก่อนการเลือกตั้งโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแคนดิเดตนายกฯทั้ง 3 คน ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า แคนดิเดตฯของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 คนมีจุดเด่น ไม่ได้แค่อาสามาเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ต่างคนต่างมา ซึ่งมีที่มาเหมือนกันในเรื่องความตั้งใจและวิสัยทัศน์
ซึ่งเคยทำงานร่วมกันมา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนมีความมั่นใจที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ มองถึงอนาคตของประเทศที่อยากเห็นและเชื่อว่าเป็นอนาคตที่ประชาชนอยากมี ดังนั้นการทำงานทั้ง 3 คน จะมีความกลมกลืนซึ่งได้มีการพูดคุยกันแล้วหลายครั้งและทำนโยบายหาเสียงด้วยกัน
เมื่อถามว่าหากเทียบกับแคนดิเดตฯ ของพรรคการเมืองอื่นได้เปรียบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราจะไม่เปรียบเทียบแต่จะอธิบายให้เห็นว่า เราทั้ง 3 คน ที่ทำงานกันมามีความมั่นใจว่าจะทำงานอย่างกลมกลืนและเชื่อมั่นในอุดมการณ์ และวิสัยทัศน์อันเดียวกัน
ส่วนกระแสการตอบรับรายชื่อแคนดิเดตฯนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้พบกับประชาชน ได้รับการต้อนรับที่ดี เชื่อว่าประชาชนอาจจะต้องใช้เวลา 40 วันที่เหลือ ในการเปรียบเทียบและตัดสินใจเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ ไม่อยากให้ประเทศไทยติดหล่มตามสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา อยากให้ประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะนี่จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากสภาพนี้ เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า มีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นสังคมที่สงบสุขและประเทศไทยกลับไปผงาดในเวทีโลก
สำหรับแคมเปญหาเสียงไทยไม่ทน จะเป็นแคมเปญเดียวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แคมเปญนี้เกิดจากการไล่เรียงความรู้สึกของประชาชนที่ประชาชนเหนื่อยและท้อ แต่วันนี้ถึงเวลาที่จะหลุดพ้นจากสภาพนั้น ซึ่งตอนนี้ได้เปิดประเด็น “ไทย หาย จน ” ไม่ได้หมายถึงความจนอย่างเดียว จากนี้ไปจะทยอยเปิดนโยบายที่จะเป็นคำตอบว่าจะแก้ปัญหาความจนได้อย่างไร
เมื่อถามว่ารายชื่อแคนดิเดตฯ 3 คน ที่จะประกาศชื่อในวันนี้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคมีความชัดเจนว่าจะไม่ได้ประกาศลอยๆอย่างเดียว แต่จะระบุเป้าหมายที่เป็นตัวชี้วัดในการประเมิน หากได้โอกาสทำงาน เช่น ภายใน 4 ปีเศรษฐกิจกลับมาเติบโต อย่างน้อยร้อยละ 5 เหมือนที่พรรคเคยทำได้ในอดีตและเมื่อเศรษฐกิจโตหนี้สินของประชาชน ที่ตอนนี้อยู่ร้อยละ 80 ถึง 90 ของรายได้ จะต้องเหลือร้อยละ 60 ซึ่งเราขอประกาศให้ชัดว่าบ้านเมืองนี้จะสุจริตและประเทศไทยจะถูกจัดลำดับ ที่ 107 จากดัชนีความโปร่งใส ซึ่งจะต้องสูงขึ้นไปอย่างน้อยตามที่พรรคเคยได้เป็นรัฐบาลอยู่ที่ลำดับ 80
โดยตัวชี้วัดเหล่านี้จะทยอยประกาศทำงานควบคู่นอกจากการทำบ้านเมืองให้สุจริต ก็ยังมีในเรื่องของเทคโนโลยี กฎหมาย รวมไปถึงการเพิ่มทักษะให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นคำตอบให้ประชาชน
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่ามักสร้างวาทกรรมทางการเมืองโดยเฉพาะที่มีการประกาศว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ ไม่ได้เป็นวาทกรรม เป็นความตั้งใจที่ประกาศออกมา และทำจริง โดยเมื่อวานนี้ได้มีโอกาสชี้แจงไป ไม่มีปัญหาอะไร และไม่มีความประสงค์จะไปตอบโต้ ซึ่งเราแสดงจุดยืนที่คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบ้านเมืองสุจริต โดยคิดว่าสิ่งที่เราประกาศออกไปเป็นสิ่งที่ได้รับฟังมาจากประชาชนจำนวนมาก เพื่อให้บ้านเมืองพ้นจากสภาพความเป็นปัจจุบัน “
เมื่อถามว่าจะมีโอกาสทำงานร่วมกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งมีความพยายามที่จะตีความหรือบางครั้งยัดเยียดโดยที่ความจริงชัดเจนที่สุดในกรณีเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 112 เนื่องจากพรรคต่างๆไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ ยกเว้น พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน
”ผมได้พูดชัดเจนว่านโยบายใดที่สร้างความแตกแยกจะไม่สนับสนุน และจะไม่ร่วมกับรัฐบาลที่มีนโยบายนั้น ดังนั้นพรรคการเมืองใดที่มีนโยบายแบบนี้ก็จะไม่ร่วม ซึ่งตนได้พูดแบบนี้ตั้งแต่ต้นโดยไม่ทราบว่าทำไมจะต้องตีความและยัดเยียดในสิ่งที่ผมไม่ได้พูด อย่าตีความสิครับ ขณะนี้บ้านเมืองไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งที่ตนพูดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ชัด“
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนสนใจอารมณ์ประชาชนทั่วไปมากกว่านักวิเคราะห์และกูรูทางด้านการเมือง ที่ต้องมาบอกว่าต้องพูดแบบนี้ เป็นเกมการเมือง ขอย้ำว่าอยากได้การเมืองที่สุจริต เพราะเห็นการเมืองของบางพรรค ที่ไม่สามารถสร้างบ้านเมืองสุจริตได้ตนก็ประกาศไม่ร่วม ตนเป็นคนตรงไปตรงมาง่ายๆ ใครอยากตีความก็ตีไป แต่ว่าตนมองว่าประชาชนอยากได้บ้านเมืองที่สุจริต
เมื่อถามว่าความพยายามในการจัดขั้วการเมืองใหม่นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใครอยากจัดก็จัดไป ตนประกาศเดินหน้าทำบ้านเมืองให้สุจริตชัดเจน ซึ่งการแสดงจุดยืนที่ไม่ชัดเจน ตนมองว่าก็จะมีโอกาสทำให้เรากลับไปสู่บ้านเมืองที่มีข้อตกลงลับ หรือมีข้อตกลงและฉีกข้อตกลง มีพรรคพวกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วก็อยู่ที่เดิม
”ผมก็เพียงประกาศให้ชัดไม่ได้สร้างปัญหาให้ใคร ซึ่งพรรคที่เราประกาศไม่ร่วมด้วย เขาก็ไม่ได้อยากให้เราร่วมอยู่แล้ว “
ส่วนพรรคการเมืองใดพรรคประชาธิปัตย์อยากจะร่วมเป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากจะร่วมกับทุกพรรคที่สร้างบ้านเมืองสุจริต มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพื่อประโยชน์ของประชาชน
ทั้งนี้โอกาสที่จะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยเป็นไปได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามนักข่าวว่า ทำไมจะต้องถามต่อหละครับ ซึ่งตอนนี้เราก็ชัดเจนอยู่แล้ว ให้ไปถามคนอื่นที่ไม่ตอบจะดีกว่า นั่นแหละคือวาทกรรม วาทกรรมที่เป็นประเภทว่า พูดว่าไม่ร่วมทุนเทา แต่หันไปหันมาสุดท้ายก็มาบอกว่าไม่มีใครเป็นทุนเทา ซึ่งมันมาจากไหนในตอนนี้
“การดี” เปิดใจ หลังรับแคนดิเดตนายกฯ ปชป. มอง ประเทศไทยอึกอัด ต้องการนำความรู้-ความสามารถที่มีมาใช้ มั่นใจ ไม่เดียวดาย เพราะเคยร่วมงาน หัวหน้า-รองหัวหน้า มานาน
เวลา 11.40 น. นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯลำดับที่ 3 ว่า การทำงานร่วมกันของเราที่ผ่านมา และที่สำคัญในสภาวะแบบนี้ของประเทศเราต้องทำอะไรสักอย่าง มองว่าประเทศไทยอึกอัดจากเรื่องรายได้เรื่องเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นประเทศ จึงเป็นสาเหตุของการตัดสินใจที่จะนำความรู้ที่มีมาช่วยประเทศ
พร้อมขอบคุณนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ให้โอกาสตนมาทำงานและเป็นแคนดิเดตนายกฯ
ส่วนที่เปรียบเทียบแคนดิเดตฯของพรรคอื่นๆนั้น นางการดี มองว่าไม่ใช่แค่เปรียบเทียบตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศต้องการอะไร ซึ่งนายอภิสิทธิ์ มีประสบการณ์ทำงานให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใสและสุจริต ขณะที่นายกรณ์ สุดยอดรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจระดับโลก เพราะเคยทำให้ประเทศไทยมี GDP เติบโตถึง 7% ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศ และนำพาไปสู่เศรษฐกิจใหม่ในอนาคต
ซึ่งส่วนตัวในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเศรษฐกิจดิจิทัลของพรรค ซึ่งมีหน้าที่ช่วยวิเคราะห์นโยบายสำคัญ และจะช่วยงาน สส.ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งพร้อมทำงานเต็มที่
นางการดี มั่นใจว่า การเป็นแคนดิเดตฯในครั้งนี้ไม่ได้ยืนอยู่เดียวดาย เพราะเราเป็นทีมที่ทำงานร่วมกันมานาน และการอาสามาเป็นแคนดิเดตในครั้งนี้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน มี DNA เดียวกัน เรื่องของความสุจริตเรื่องของความตั้งใจ
ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรมของพรรคนั้น นางการดี กล่าวว่า ไม่ใช่แค่อยากทำอะไรแต่ประชาชนต้องการอะไร จึงต้องทำความเข้าใจแต่ละบุคคลเพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น ความต้องการของเกษตรกรและคนในชุมชนเมืองจึงต้องทำความเข้าใจ แต่จะเร่งวิถีการสร้างรายได้ใหม่เข้าถึงงานดีๆและลดต้นทุนชีวิต โดยนโยบายที่ทำนั้นจะเหมือนกับ การทำงานแบบภาคธุรกิจคือต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่นอัตราการเพิ่มขึ้นของGDP
ในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ช่วงนั้นเศรษฐกิจเราเติบโตกว่า 7% วันนี้ 1% กว่าก็หรูแล้ว เป็นการคิดมากกว่าว่าเราจะโยนระเบิดแรงจากข้างในอย่างไร จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราได้อย่างไรให้เข้าถึงงานที่ดีและงานใหม่ๆได้ รวมไปถึงความเชื่อมั่นในระดับต่างประเทศ
ส่วนในเรื่องของคอรัปชั่นที่เคยอยู่ระดับที่ดีกว่านี้วันนี้ตกต่ำมากมาย เราคิดว่าสิ่งที่เราจะมาทำตรงนี้คือการจัดตั้งKPI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริหารประเทศที่สำคัญ อย่างน้อยๆกลับไปสู่จุดที่เราดีและรุ่งเรืองรวมถึงจะคว้าโอกาสใหม่ได้อย่างยั่งยืน
“ต๊ะ นารากร” มั่นใจ ปักธงเขต 1 เชียงใหม่ได้ แม้สู้กันดุเดือด เชื่อ ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่ ไม่สัญญาว่าที่พูดไปจะทำได้ทุกเรื่อง พร้อม เป็นกระบอกเสียงตะโกนร้องเรียนให้ประชาชน
นางสาวนารากร ติยายน (ต๊ะ) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงสมัครเลือกตั้ง สส.เชียงใหม่เขต 1 ว่า ตนพึ่งตัดสินใจในการลงสมัคร สส. หลังจากที่มีการยุบสภา ซึ่งคิดมาเป็นปีที่จะมีการลงเล่นการเมือง เพราะที่ผ่านมาเคยไปสมัคร สว. มาแล้วแต่ตกรอบ เราเห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งการฮั้ว สว. การทุจริตต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของสแกมเมอร์ ซึ่งตนก็เคยโดนสแกมเมอร์หลอก จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้ไปทำงานที่จะผลักดันในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ รวมไปถึงเห็นแคมเปญพรรคประชาธิปัตย์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรื่อง“การเมืองสุจริต” ซึ่งตรงใจว่า ถ้าเราไม่การเมืองให้สุจริต เราจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เราจะปรับระบบต่างๆของประเทศไทยที่เดินต่อไม่ได้ ตนจต้องเริ่มต้นจากการเมืองที่สุจริตก่อน จึงตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เรามีการวางแผนอย่างไรบ้าง นางสาวนารากร กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะเขต 1 ที่แข่งกันดุเดือดมาก และคนที่ชนะหลายๆครั้งที่ผ่านมาด้วยคะแนนสูงเป็นคนเก่งมีความสามารถ ส่วนตนมองจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้มองคู่แข่ง ถ้าเราตัดสินใจมาลงการเมืองแล้ว ต้องมองว่าเป้าหมายเราคืออะไร อยากจะไปพัฒนาท้องถิ่นของเรา เพราะจังหวัดเชียงใหม่เป็นบ้านเกิดของตนเอง โดยสิ่งที่หล่อหลอมมาเป็น นารากร ติยายน ทุกวันนี้คือจ.เชียงใหม่ จึงเป็นความตั้งใจที่จะลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่
ซึ่งเรามีความตั้งใจแล้วก็มาดูว่ามีพรรคการเมืองไหนสามารถทำให้เป้าหมายและจุดยืนของเราเป็นจริงได้จึงมาลงที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคู่แข่งน่ากลัวไหม น่ากลัว เพราะแข่งขันกันดุเดือด แต่คนเชียงใหม่อาจจะเคยเลือกคนอื่นมาก่อน ถือเป็นโอกาสดีที่เราเป็นคนใหม่ของการเมืองแต่เราไม่ใช่คนหน้าใหม่ ในสื่อมวลชนไทย ลองให้โอกาสคนการเมืองใหม่ๆ แต่ไม่ใช่คนหน้าใหม่ แต่เป็นคนที่ตั้งใจและมีเป้าหมาย
เมื่อถามว่าการลงพื้นที่เสี่ยงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง นางสาวนารากร ยอมรับว่า ลงพื้นที่ครั้งสุดท้ายเมื่อตอนที่สมัคร สว. ซึ่งการลงพื้นที่หาประชาชนจริงๆยังไม่ได้ไปวันนี้ โดยหลังจากที่มีการลงสมัคร สส.เสร็จสิ้นก็จะมีการไปพูดคุยว่าคนเชียงใหม่ต้องการอะไรอยากให้ทำอะไรให้
“ไม่สัญญาว่าสิ่งที่เราไปพูดไปคุยนั้นทำได้ทุกเรื่อง เพราะการทำงานการเมือง การที่จะพัฒนาปรับเปลี่ยนอะไรต้องมีปัจจัยหลายๆอย่าง”นางนารากร กล่าว
นางสาวนารากร กล่าวต่อว่า เรารู้ว่าประเทศไทยของเราเป็นรัฐราชการ ก็ต้องอาศัยข้าราชการที่มาช่วยกันสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด และจะไม่เปลี่ยนจุดยืนของตัวเองที่เป็นมา 30 กว่าปี
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถปักธงในพื้นที่ได้ นางสาวนารากร มั่นใจเพราะตอนนี้คนไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเห็นนักการเมืองเมื่อเข้าไปอยู่ในสนามการเมืองมีการแบ่งปันผลประโยชน์ในกลุ่ม ในขณะที่ประชาชนเรามีอำนาจแค่วันเดียวคือวันเลือกตั้ง ได้แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ประชาชนควรจะมีอำนาจในการตรวจสอบ และสิ่งที่จะทำอีกอย่างคือการเพิ่มอำนาจของประชาชนให้มากขึ้น และเรานี่แหละที่จะเป็นคนเสียงดังในการตรวจสอบตะโกนร้องเรียนให้ประชาชนเอง