ธปท. ชี้ระบบการเงินไทยปี 68 ยังมีเสถียรภาพ ส่งสัญญาณจับตา “หุ้นกู้ High Yield”
ธปท. เผยเสถียรภาพการเงินไทยปี 68 ยังแกร่ง แม้คุณภาพหนี้ด้อยลง-SMEs เปราะบาง ส่งสัญญาณจับตา "หุ้นกู้ High Yield" บริษัทใหญ่หนี้สูง เล็งใช้เกณฑ์ Financial Covenants ใหม่ สกัดการก่อหนี้เกินตัวคุ้ม ครองนักลงทุน
24 ธ.ค. 2568 - ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผย รายงานติดตามเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2568 ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ระบบการเงินไทยในภาพรวมมีเสถียรภาพ สามารถสนับสนุนกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริง สถาบันการเงิน (สง.) ทั้งธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (specialized financial institutions: SFIs) ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank retail lenders: NBRLs) และสหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) โดยรวมยังมีฐานะการเงินที่ดีแม้มีคุณภาพหนี้ด้อยลง
ธพ. ไทยยังคงมีความมั่นคง สะท้อนจากเงินกองทุนและสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ร้อยละ 21.3 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ด้านอัตราส่วนสภาพคล่อง (liquidity coverage ratio: LCR) อยู่ที่ร้อยละ 204 ปรับลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปี 2567 แต่ยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องดำรง
ขณะที่อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) อยู่ที่ร้อยละ 2.9 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 เล็กน้อยจากการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อธุรกิจเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี จากการที่ ธพ. ยังสามารถบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพได้ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการขายหนี้ ทำให้ NPL Ratio ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงโควิด-19ที่ร้อยละ 3.13 รวมทั้งมีอัตราส่วนการกันสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) ในระดับสูงที่ร้อยละ 179.8
นอกจากนี้ ผลการทดสอบภาวะวิกฤติตามสถานการณ์จำลองประจำปี 2568พบว่า ธพ. ทุกแห่งมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับความเสียหาย ตลอดจนมีสภาพคล่องและแผนการจัดหาสภาพคล่องเพียงพอรองรับการไถ่ถอนเงินฝากในปริมาณมาก ภายใต้สถานการณ์จำลองที่เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อด้อยลงและมูลค่าเงินลงทุนลดลงอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ระดับหนี้ของภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product: GDP) ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจและการเงินไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ อาทิ การดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวลดลงตามการส่งออกที่ได้เร่งตัวไปในช่วงก่อนหน้า
การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ที่ขยายตัวลดลง การลงทุนที่ฟื้นตัวช้าจากการรอประเมินสถานการณ์ของภาคธุรกิจและผลจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างและหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังอยู่ในระดับสูง จึงยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะถัดไปใน 4 ด้าน ได้แก่
(1) ภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อสภาพคล่องของธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า สะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อและยอดคงค้างตราสารหนี้ ภาคเอกชน ทั้งจากความต้องการสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนและความระมัดระวังในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (small and medium enterprises: SMEs) ที่มีรายได้ลดลงและยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงมีระยะเวลาการจ่ายเงินของสินเชื่อการค้า (credit term) ที่ยาวขึ้น
โดย SMEs ขนาดเล็กมาก (micro SMEs) ได้รับสินเชื่อลดลงมากที่สุดในปี 2568และเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่ากลุ่มลูกหนี้ธุรกิจอื่น ขณะที่ครัวเรือนเปราะบางยังประสบปัญหาสภาพคล่องจากรายได้ไม่พอรายจ่ายและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงและกระทบการเข้าถึงสินเชื่อ
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่ออุปโภคบริโภคในกรณีที่หากประสบปัญหาอาจส่งผลต่อการชำระหนี้ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคและทำให้คุณภาพสินเชื่อด้อยลงเพิ่มเติม (potential cross default)
(2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายในและภายนอกประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่อง โดยหากความเชื่อมั่นถดถอยลงอาจกระทบต่อความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มเติม โดยเฉพาะหุ้นกู้อัตราผลตอบแทนสูง (high yield) ที่จะครบกำหนดในระยะข้างหน้า
จากปัจจุบันที่นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุน (risk-off sentiment) และต้องการที่จะลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมากอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี สำหรับบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุนได้ (investment grade) โดยรวมคาดว่าจะสามารถต่ออายุหุ้นกู้ได้ตามปกติ
(3) บริษัทขนาดใหญ่ที่มีระดับหนี้สูง (highly leveraged large corporations: HLLCs) บางรายมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนสูงหรือบริษัทที่เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้ที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัว
จึงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้และการระดมทุนของ HLLCs กลุ่มดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ที่มีทั้ง สง. และผู้ลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งหากประสบปัญหาอาจมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังความเชื่อมั่นของนักลงทุน
(4) ฐานะการเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (developer) บางรายที่เปราะบางภายใต้ภาวะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลบวกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่อยู่อาศัย หลังที่สองขึ้นไปหลังจากที่มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ในเดือนพฤษภาคม 2568
อย่างไรก็ดี อุปสงค์และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนักยังเป็นแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง รวมถึงการเปิดโครงการใหม่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่อุปทานคงค้างยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจากภาวะดังกล่าวทำให้ฐานะการเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายเปราะบางและมีความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้(rollover risk) มากขึ้น
ทั้งนี้ ตั้งแต่การเผยแพร่รายงานเสถียรภาพระบบการเงินฉบับที่แล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐได้มีการออกมาตรการในหลายด้านเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบัน ทั้งการบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ เพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้และปิดจบหนี้ที่มีปัญหาได้เร็วขึ้น รวมถึงมาตรการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อแก่ผู้ที่มีศักยภาพที่ทำควบคู่กับการยกระดับศักยภาพและการแข่งขัน และมาตรการที่ช่วยให้การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการระยะยาวเพื่อเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ระหว่างผลักดัน อาทิ
(1) การยกระดับกลไกการค้ำประกันเครดิต เพื่อลดความเสี่ยงจากการให้กู้ยืมแก่ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักประกันหรือมีหลักประกันไม่เพียงพอ ทำให้ สง. มีแรงจูงใจในการให้สินเชื่อมากขึ้น
(2) การผลักดันโครงการ Your Data เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อและสนับสนุนการบริหารจัดการทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเรียกข้อมูลให้แก่ผู้ให้บริการสินเชื่อที่เข้าร่วมรับข้อมูล อันจะเป็นการทำให้ผู้ให้บริการสินเชื่อมีข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น
(3) การอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ที่ให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำกว่า สามารถให้สินเชื่อและเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่มีต้นทุนการปล่อยสินเชื่อและติดตามความเสี่ยงที่ไม่คุ้มทุนภายใต้การดำเนินธุรกิจของ ธพ. ทั่วไปได้มากขึ้น
(4) การส่งเสริมกลไก Risk-BasedPricing (RBP) สำหรับสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อให้ผู้ให้กู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง และผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นหากผู้ให้กู้สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้สอดคล้องกับความเสี่ยง
(5) มาตรการเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นกู้ผ่านการยกระดับเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้ภาคเอกชน (corporate bonds) โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBond Market Association: ThaiBMA) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจัดทำแนวปฏิบัติเงื่อนไขทางการเงิน (financial covenants) สำหรับผู้ออกหุ้นกู้ในกลุ่ม high yield โดยพิจารณาให้เพิ่มข้อจำกัดในประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดการก่อหนี้ของบริษัทที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้หุ้นกู้ รวมถึงจำกัดการจ่ายเงินโดยควบคุมการจ่ายเงินที่อาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้หุ้นกู้
รายงานฉบับเต็ม : www.bot.or.th