โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ชี้ระบบการเงินไทยปี 68 ยังมีเสถียรภาพ ส่งสัญญาณจับตา “หุ้นกู้ High Yield”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 12.50 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 05.50 น.

ธปท. เผยเสถียรภาพการเงินไทยปี 68 ยังแกร่ง แม้คุณภาพหนี้ด้อยลง-SMEs เปราะบาง ส่งสัญญาณจับตา "หุ้นกู้ High Yield" บริษัทใหญ่หนี้สูง เล็งใช้เกณฑ์ Financial Covenants ใหม่ สกัดการก่อหนี้เกินตัวคุ้ม ครองนักลงทุน

24 ธ.ค. 2568 - ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผย รายงานติดตามเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2568 ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ระบบการเงินไทยในภาพรวมมีเสถียรภาพ สามารถสนับสนุนกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริง สถาบันการเงิน (สง.) ทั้งธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (specialized financial institutions: SFIs) ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank retail lenders: NBRLs) และสหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) โดยรวมยังมีฐานะการเงินที่ดีแม้มีคุณภาพหนี้ด้อยลง

ธพ. ไทยยังคงมีความมั่นคง สะท้อนจากเงินกองทุนและสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ร้อยละ 21.3 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ด้านอัตราส่วนสภาพคล่อง (liquidity coverage ratio: LCR) อยู่ที่ร้อยละ 204 ปรับลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปี 2567 แต่ยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องดำรง

ขณะที่อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) อยู่ที่ร้อยละ 2.9 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 เล็กน้อยจากการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อธุรกิจเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี จากการที่ ธพ. ยังสามารถบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพได้ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการขายหนี้ ทำให้ NPL Ratio ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงโควิด-19ที่ร้อยละ 3.13 รวมทั้งมีอัตราส่วนการกันสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) ในระดับสูงที่ร้อยละ 179.8

นอกจากนี้ ผลการทดสอบภาวะวิกฤติตามสถานการณ์จำลองประจำปี 2568พบว่า ธพ. ทุกแห่งมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับความเสียหาย ตลอดจนมีสภาพคล่องและแผนการจัดหาสภาพคล่องเพียงพอรองรับการไถ่ถอนเงินฝากในปริมาณมาก ภายใต้สถานการณ์จำลองที่เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อด้อยลงและมูลค่าเงินลงทุนลดลงอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ระดับหนี้ของภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product: GDP) ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจและการเงินไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ อาทิ การดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวลดลงตามการส่งออกที่ได้เร่งตัวไปในช่วงก่อนหน้า

การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ที่ขยายตัวลดลง การลงทุนที่ฟื้นตัวช้าจากการรอประเมินสถานการณ์ของภาคธุรกิจและผลจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างและหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังอยู่ในระดับสูง จึงยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะถัดไปใน 4 ด้าน ได้แก่

(1) ภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อสภาพคล่องของธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า สะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อและยอดคงค้างตราสารหนี้ ภาคเอกชน ทั้งจากความต้องการสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนและความระมัดระวังในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (small and medium enterprises: SMEs) ที่มีรายได้ลดลงและยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงมีระยะเวลาการจ่ายเงินของสินเชื่อการค้า (credit term) ที่ยาวขึ้น

โดย SMEs ขนาดเล็กมาก (micro SMEs) ได้รับสินเชื่อลดลงมากที่สุดในปี 2568และเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่ากลุ่มลูกหนี้ธุรกิจอื่น ขณะที่ครัวเรือนเปราะบางยังประสบปัญหาสภาพคล่องจากรายได้ไม่พอรายจ่ายและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงและกระทบการเข้าถึงสินเชื่อ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่ออุปโภคบริโภคในกรณีที่หากประสบปัญหาอาจส่งผลต่อการชำระหนี้ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคและทำให้คุณภาพสินเชื่อด้อยลงเพิ่มเติม (potential cross default)

(2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายในและภายนอกประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่อง โดยหากความเชื่อมั่นถดถอยลงอาจกระทบต่อความสามารถในการระดมทุนของภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มเติม โดยเฉพาะหุ้นกู้อัตราผลตอบแทนสูง (high yield) ที่จะครบกำหนดในระยะข้างหน้า

จากปัจจุบันที่นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุน (risk-off sentiment) และต้องการที่จะลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมากอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี สำหรับบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุนได้ (investment grade) โดยรวมคาดว่าจะสามารถต่ออายุหุ้นกู้ได้ตามปกติ

(3) บริษัทขนาดใหญ่ที่มีระดับหนี้สูง (highly leveraged large corporations: HLLCs) บางรายมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนสูงหรือบริษัทที่เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้ที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัว

จึงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้และการระดมทุนของ HLLCs กลุ่มดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ที่มีทั้ง สง. และผู้ลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งหากประสบปัญหาอาจมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังความเชื่อมั่นของนักลงทุน

(4) ฐานะการเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (developer) บางรายที่เปราะบางภายใต้ภาวะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลบวกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่อยู่อาศัย หลังที่สองขึ้นไปหลังจากที่มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ในเดือนพฤษภาคม 2568

อย่างไรก็ดี อุปสงค์และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนักยังเป็นแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง รวมถึงการเปิดโครงการใหม่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่อุปทานคงค้างยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจากภาวะดังกล่าวทำให้ฐานะการเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายเปราะบางและมีความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้(rollover risk) มากขึ้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่การเผยแพร่รายงานเสถียรภาพระบบการเงินฉบับที่แล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐได้มีการออกมาตรการในหลายด้านเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบัน ทั้งการบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ เพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้และปิดจบหนี้ที่มีปัญหาได้เร็วขึ้น รวมถึงมาตรการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อแก่ผู้ที่มีศักยภาพที่ทำควบคู่กับการยกระดับศักยภาพและการแข่งขัน และมาตรการที่ช่วยให้การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการระยะยาวเพื่อเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ระหว่างผลักดัน อาทิ

(1) การยกระดับกลไกการค้ำประกันเครดิต เพื่อลดความเสี่ยงจากการให้กู้ยืมแก่ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักประกันหรือมีหลักประกันไม่เพียงพอ ทำให้ สง. มีแรงจูงใจในการให้สินเชื่อมากขึ้น

(2) การผลักดันโครงการ Your Data เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อและสนับสนุนการบริหารจัดการทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเรียกข้อมูลให้แก่ผู้ให้บริการสินเชื่อที่เข้าร่วมรับข้อมูล อันจะเป็นการทำให้ผู้ให้บริการสินเชื่อมีข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น

(3) การอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ที่ให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำกว่า สามารถให้สินเชื่อและเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่มีต้นทุนการปล่อยสินเชื่อและติดตามความเสี่ยงที่ไม่คุ้มทุนภายใต้การดำเนินธุรกิจของ ธพ. ทั่วไปได้มากขึ้น

(4) การส่งเสริมกลไก Risk-BasedPricing (RBP) สำหรับสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อให้ผู้ให้กู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง และผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นหากผู้ให้กู้สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้สอดคล้องกับความเสี่ยง

(5) มาตรการเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นกู้ผ่านการยกระดับเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้ภาคเอกชน (corporate bonds) โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBond Market Association: ThaiBMA) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจัดทำแนวปฏิบัติเงื่อนไขทางการเงิน (financial covenants) สำหรับผู้ออกหุ้นกู้ในกลุ่ม high yield โดยพิจารณาให้เพิ่มข้อจำกัดในประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดการก่อหนี้ของบริษัทที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้หุ้นกู้ รวมถึงจำกัดการจ่ายเงินโดยควบคุมการจ่ายเงินที่อาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้หุ้นกู้

รายงานฉบับเต็ม : www.bot.or.th

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...