เจาะลึกทิศทางธุรกิจ EGCO Group ปี 2569 ฝ่าคลื่นความท้าทาย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทยอย่างบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ยังคงแสดงศักยภาพด้านการบริหารสินทรัพย์ การสร้างผลกำไร และการปรับพอร์ตเพื่อรองรับเทรนด์การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในอนาคต
คำถามสำคัญคือ อะไรที่ทำให้ EGCO Group สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีความท้าทาย และ EGCO Group จะเติบโตไปในทิศทางไหนในปี 2569
บทความนี้ Wealthy Thai จะพาไปเจาะลึกภาพรวมธุรกิจ ผลประกอบการ กลยุทธ์ และมุมมองจากนักวิเคราะห์ เพื่อประเมินโอกาสเติบโตของ EGCO Group ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568ต่อเนื่องถึงปี 2569
ผลประกอบการเติบโตท่ามกลางความท้าทายในปี 2568
ปี 2568 ถือเป็นปีที่ EGCO Group แสดงความสามารถในการบริหารพอร์ตโฟลิโอได้อย่างโดดเด่น แม้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอน ตลอดจนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกมีความผันผวนสูง แต่บริษัทกลับเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณบวกอย่างชัดเจน
โดยไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิ 3,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 115% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยหนุนมาจากการรับรู้รายได้จากการขายโรงไฟฟ้า RISEC ในสหรัฐฯ และ Boco Rock ในออสเตรเลีย ด้วยนโยบายการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Asset Recycling) และนำเงินที่ได้จากการขายไปลงทุนในโครงการใหม่ที่มีศักยภาพและการเติบโตสูง
แรงส่งดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2/68 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 2,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าในต่างประเทศและรายได้ของ CDI Groupในอินโดนีเซีย
แม้ไตรมาส 3/68 ผลประกอบการจะถูกกดดันจากการซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ภายใต้สัญญา PSA ฉบับใหม่ ซึ่งเริ่ม COD เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา รวมทั้งผลกระทบจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นรายการทางบัญชี โดยเป็นปัจจัยเฉพาะช่วง และไม่กระทบต่อศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว แต่ EGCO Group ยังมีกำไรจากการดำเนินงาน 844 ล้านบาท
ส่งผลให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568มีกำไรจากการดำเนินงาน 4,348 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,078 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการสินทรัพย์และพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงความแข็งแรงของกระแสเงินสด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ และ CDI Group ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
ปัจจุบัน (ณ 30 พฤศจิกายน 2568) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,738 เมกะวัตต์ โดยเป็นพลังงานหมุนเวียน 1,538 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 23% ของกำลังผลิตทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมายองค์กรคาร์บอนต่ำในระยะยาว
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานรวม ปี 2568 : ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องจนถึงปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่ EGCO Group จะได้เก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปิดดีลใหม่ในต่างประเทศ การต่อสัญญาของโรงไฟฟ้าหลักในพอร์ต และโอกาสขยายธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นแรงผลักสำคัญให้ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สหรัฐอเมริกา : ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นโอกาสเติบโตที่สำคัญของ EGCO Group จากการปิดดีลร่วมลงทุน 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle ll กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Wheatsborough Solar กำลังผลิต 125 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Downeast Wind กำลังผลิต 126 เมกะวัตต์ และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Linden Cogen เป็น 38% (คาดปิดดีลได้ภายในสิ้นปี 2568) นอกจากนี้ การขยายตัวของ AI และ Data Center ในสหรัฐฯ ยังช่วยหนุนความต้องการไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อโรงไฟฟ้าที่บริษัทถือหุ้น
ฟิลิปปินส์ : โรงไฟฟ้าพลังความร้อน Quezon ในฟิลิปปินส์ เริ่มเดินเครื่องภายใต้สัญญา PSA ฉบับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำให้ปี 2569 จะเป็นปีที่ EGCO Group รับรู้รายได้จาก Quezon แบบเต็มปีอีกครั้ง ซึ่งช่วยเสริมกระแสเงินสดและความแข็งแกร่งของพอร์ตโรงไฟฟ้า
อินโดนีเซีย : CDI Group บริษัทให้บริการครบวงจรด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง EGCO Gorup ถือหุ้น 30% เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจหลักของ CDIโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ท่าเรือ และคลังสินค้า รวมถึงการก่อสร้างถังเก็บสินค้าเครือข่ายท่อส่งเอทิลีน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ภายในเขตอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ แนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแร่งของกลุ่มธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องของ EGCO Group ในระยะยาว
โอกาสการเติบโตและลงทุนใหม่ : แสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions - M&A) และการพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ รวมถึงมองหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง
สำหรับในประเทศไทย EGCO Group อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ หรือ RE Big Lot รอบที่ 2 จำนวน 11 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งรวม 448 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ยังสนใจและอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของนโยบาย Direct PPA เพื่อรองรับดีมานด์ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล Data Center ที่กำลังเติบโตในไทย
กลยุทธ์ 4 เสาหลัก สู่การเติบโตระยะยาว
EGCO Group ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเชิงรุก ระหว่างปี พ.ศ. 2568 - 2570 เพื่อสร้างความเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โอกาสทางธุรกิจ และการบรรลุเป้าหมายเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ด้วยการดำเนินกลยุทธ์ 4ด้านหลัก ดังต่อไปนี้
1.Profitability and Performance Energizing เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2.Power and Energy-related Focus เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ EGCO Group ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อสนับสนุนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions - M&A) และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) ตลอดจนแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจเชื้อเพลิง และสาธารณูปโภค เช่น ซัพพลายเชนไฮโดรเจน Solar Private PPA ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และ Data Center เป็นต้น
3.Portfolio Optimization บริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นเลิศในกระบวนการดำเนินงาน ลดต้นทุน ผนึกพลังร่วมเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจและบริษัทในกลุ่มเอ็กโก (Strategic Synergy) รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยนโยบายการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Asset Recycling) และนำเงินที่ได้จากการขายไปลงทุนใหม่ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในตลาดพลังงานสหรัฐฯ
4.Proactive Organization Excellence สร้างองค์กรแห่งความเป็นเลิศเชิงรุก ปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มศักยภาพของบุคลากร นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบูรณาการในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตทางธุรกิจในระดับสากล รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานในทุกมิติให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
สัญญาณฟื้นตัวชัดเจนและยังเป็น “หุ้นปันผลเด่น”
นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มไตรมาส 4/68ของ EGCO Groupจะฟื้นตัวจากไตรมาส 3/68จากปัจจัยสนับสนุนด้านฤดูกาลของโรงไฟฟ้า Pajuและโรงไฟฟ้า Yunlinรวมถึงการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า Quezon ภายใต้สัญญา PSA ฉบับใหม่ นอกจากนี้ ในปี 2569ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตตามโครงใหม่ที่ทยอยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
โดย บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดการณ์กำไรปกติในไตรมาส 4/68ของ EGCO Groupจะกลับมาฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ที่มีฐานต่ำ ตามการกลับมาขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า Quezonรวมถึงโรงไฟฟ้า Pajuที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว และโรงไฟฟ้า Yunlinที่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่ความเร็วลมเพิ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม ขณะที่การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์จะปรับตัวลดลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน
พร้อมปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” และให้ราคาเหมาะสมที่ 130 บาท/หุ้น จากอัตราเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นหลังราคาหุ้น EGCO ปรับตัวลดลง โดยราคาหุ้นปัจจุบันให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 5.9% ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่าน่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาวและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
ส่วนบล.เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักการเติบโตในปี 2569 ไปที่การรับรู้กำไรจากโครงการในสหรัฐฯ มากขึ้น ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะสูงขึ้น และ EGCO Group ได้เข้าลงทุนทั้งในโครงการ Pinnacle II และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen ขึ้นเป็น 38% จากเดิม 28%ซึ่งช่วยให้รับรู้ผลประกอบการจากการลงทุนดังกล่าวได้เต็มที่ทั้งปี
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากำไรปกติของ EGCO Group ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของปีนี้ในไตรมาส 3/68ไปแล้ว โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2569 จะฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับ 7,794 ล้านบาท จากปี 2568 ที่คาดไว้ราว 5,747 ล้านบาท พร้อมคงคำแนะนำ “Neutral” ให้ราคาเหมาะสมที่ 130 บาท/หุ้น โดยเน้นการลงทุนเพื่อรับปันผลสม่ำเสมอ คาดหวัง Dividend Yield ประมาณ 5-6% ต่อปี
ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลพร้อมสร้างการเติบโตต่อเนื่อง
ทิศทางของ EGCO Group ในช่วง 2 ปีนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการวางรากฐาน ทั้งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอ ด้วยการเข้าลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ที่มีศักยภาพและขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนใหม่ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโต ในขณะที่ปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว เมื่อโครงการใหม่ทยอยสร้างรายได้และโรงไฟฟ้าสำคัญกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลัง พร้อมเดินหน้าแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อต่อยอดความสำเร็จ
ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแรง การกระจายพอร์ตที่ดี และแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก EGCO Group จึงยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นพลังงานที่โดดเด่น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ที่สม่ำเสมอจากเงินปันผล และโอกาสเติบโตระยะยาวจากเทรนด์พลังงานสะอาดในอนาคต