โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ความหมายของการมีลมหายใจ และถ้อยคำสุดท้ายจาก 20 ผู้สร้างประวัติศาสตร์

a day magazine

อัพเดต 10 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • a day magazine

คุณเคยตั้งคำถามไหมว่าก่อนลมหายใจสุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จะหมดลง พวกเขาคิดอะไรกันอยู่ คำพูดของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความอาลัย ความหวัง หรืออารมณ์ขันนะ คำตอบก็คือทุกอย่างนั้นปะปนกัน และบางประโยคก็ยังตราตรึงผู้คนมาจนถึงวันนี้

จาก ‘เลโอนาร์โด ดา วินชี’ ถึง ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ แม้ว่าก่อนหน้าพวกเขาจะสร้างอะไรไว้มากมายให้แก่โลก แต่เมื่อถึงคราวไร้เรี่ยวแรงกลับเอ่ยออกมาได้ไม่กี่ถ้อยคำ นี่คือ 20 ถ้อยคำสุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์

The sadness will last forever.

ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป

‘มารี อ็องตัวแน็ต’

พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางเป็นราชินีองค์สุดท้ายของประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเกิดการปฏิวัติขึ้น ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระนางต้องเผชิญทั้งข้อกล่าวหาร้ายแรง และคำวิพากษ์วิจารณ์นับไม่ถ้วน หลายต่อหลายคนเชื่อว่าพระนางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศัตรูของชาติ แถมยังถูกขนานนามใหม่จาก ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ เป็น ‘มาดามเดฟิซิต’ จากการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยท่ามกลางวิกฤติการเงินที่กำลังคุกคามประเทศ

ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1793 ขณะกำลังก้าวขึ้นแท่นประหาร พระนางเผลอไปเหยียบเท้าของเพชฌฆาตโดยไม่ได้ตั้งใจ และถ้อยคำสุดท้ายก่อนใบมีดกิโยตินจะตกลงมา

"Pardon me, sir. I did not do it on purpose."

ขอโทษด้วยนะท่าน ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

‘เลโอนาร์โด ดา วินชี’

ในฐานะศิลปินแห่งยุคเรเนซองส์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง แทบจะไม่มีใครบนโลกที่ไม่รู้จักชื่อของชายหนุ่มผู้นี้ ผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่างภาพโมนาลิซาและอาหารมื้อสุดท้าย อันเป็นภาพที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทว่าภายใต้ความยิ่งใหญ่เหล่านั้น เลโอนาร์โดคือผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่รักในความไม่สมบูรณ์แบบเป็นที่สุด เขาไม่เคยพึงพอใจกับผลงานของตัวเองอย่างแท้จริงเลย กระทั่งในวินาทีสุดท้ายของชีวิตบนเตียงมรณกรรม ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่เลือนหายไปอยู่ดี ทำให้ถ้อยคำสุดท้ายของเขาช่างสะท้อนตัวตนเหลือเกิน

"I have offended God and mankind because my work did not reach the quality it should have."

ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินพระเจ้าและมวลมนุษย์ เพราะผลงานของข้าพเจ้าไม่อาจงดงามได้อย่างที่ควรจะเป็น

‘ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน’

คีตกวีที่ได้รับการยกย่องและเคารพอย่างสูง เบโธเฟนคือผู้สร้างสรรค์บทเพลงอมตะอย่าง Fur Elise ซิมโฟนีหมายเลข 9 และ Moonlight Sanata หลายผลงานของเขาถูกสร้างขึ้นระหว่างที่ประสาทการได้ยินค่อยๆ เลือนหายลง จนเมื่ออายุได้ 40 ปี เขาก็สูญเสียการได้ยินไปอย่างสิ้นเชิง

เกือบยี่สิบปีต่อมา เบโธเฟนจากไปด้วยภาวะตับล้มเหลว และในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ขณะรอไวน์ที่สั่งไว้ซึ่งมันมาถึงช้าเกินไป เขาก็ทิ้งถ้อยคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงกึ่งขมขื่นกึ่งอารมณ์ขัน

"Pity, pity, too late!"

น่าเสียดาย น่าเสียดาย มันสายเกินไปแล้ว

‘วินเซนต์ แวน โก๊ะ’

เจ้าของผลงานราตรีประดับดาวและดอกทานตะวันอันมีชื่อเสียง เขาเป็นหนึ่งในจิตรกรแนว Post-Impressionism ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ ใครเลยจะรู้ว่าเบื้องหลังสีสันของภาพวาดอันสวยสดงดงามนั้นเต็มไปด้วยการต่อสู้กับสุขภาพจิต เขาถึงขั้นเคยเฉือนหูบางส่วนของตัวเองเพื่อมอบเป็นของขวัญ และมันก็ทำให้อาการทั้งหมดยิ่งทรุดหนักลง

ในปี ค.ศ.1888 วินเซนต์ตัดสินใจเดินไปบนเส้นทางศิลปินตามคำแนะนำของน้องชายผู้เป็นที่รักอย่าง ‘ธีโอ’ แม้ว่าวินเซนต์จะอยู่กับอาชีพนี้ได้เพียงหนึ่งทศวรรษ แต่เขากลับสร้างผลงานไว้มากกว่า 2,000 ชิ้น และในวาระสุดท้ายของชีวิต คำพูดที่เขาฝากไว้กับ ‘ธีโอ’ ฟังดูแสนจะเรียบง่าย ทว่ามันกลับหนักอึ้งอย่างถึงที่สุด

“The Sadness will last forever”

ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป

‘ฟรีดา คาห์โล’

เธอเป็นที่รู้จักจากการวาดภาพเหมือนของตนเอง และผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติผสมเข้ากับวัฒนธรรมเม็กซิกัน งานศิลปะของฟรีดามักแตะต้องประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องความตาย ร่างกายมนุษย์ อัตลักษณ์ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งมันดูจะสอดคล้องเข้ากับชีวิตจริงของเธออย่างน่าประหลาด

ฟรีดาเริ่มต้นเส้นทางศิลปินหลังจากเธอประสบอุบัติเหตุอันเลวร้ายทางรถบัส ทำให้ศิลปะกลายเป็นที่พึ่งพิง เป็นหนทางเยียวยาให้แก่เธอในช่วงที่ต้องฟื้นฟูร่างกาย เมื่ออายุย่างเข้า 47 ปี ฟรีดาก็จากไปด้วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด คำพูดสุดท้ายที่เธอฝากไว้นั้นเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข

"I joyfully await the exit, and I hope never to return."

ฉันรอคอยการจากไปด้วยความยินดี และหวังว่าจะไม่ต้องหวนกลับมาอีก

‘โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี’

นักการเมืองและนักกฎหมายชาวอเมริกันที่ถูกลอบสังหารขณะมีอายุได้ 42 ปีเท่านั้น เขาตกอยู่ในชะตาเดียวกันกับพี่ชาย ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ อดีตประธานาธิบดี ในคืนที่กำลังเฉลิมฉลองชัยชนะที่โรงแรมแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส ท่ามกลางความโกลาหลที่ตัวเองแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เขาก็ยังแสดงความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นด้วยคำพูดสุดท้าย

"Is everybody okay? Everything's going to be okay."

ทุกคนโอเคดีไหม ทุกอย่างจะไม่เป็นไรนะ

‘สตีฟ จ็อบส์’

แน่นอนว่าใครก็รู้จักเขา แม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังกดโทรศัพท์ยี่ห้อผลไม้สีแดง สตีฟมีอายุขัยได้ 56 ปี เนื่องด้วยภาวะตับอ่อนล้มเหลว หลังจากที่เขาต่อสู้กับโรคร้ายมานานถึงแปดปี จากคำบอกเล่าของ ‘โมนา ซิมป์สัน’ ผู้เป็นน้องสาว ก่อนสตีฟจะจากไปไม่นาน เขาค่อยๆ มองไปรอบห้องก่อนจะมองหน้าสมาชิกในครอบครัวที่ยืนล้อมรอบเตียง คำพูดสั้นๆ สุดท้ายที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเข้าใจ จนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมาอธิบาย

"Oh, wow. Oh, wow. Oh, wow."

โอ้! ว้าว โอ้! ว้าว โอ้! ว้าว

‘แฟรงก์ ซินาตรา’

เจ้าของฉายา ‘Chairman of the board’ และ ‘Ol’ Blue Eyes’ ด้วยดวงตาสีฟ้าอันโดดเด่นและบทบาทผู้ก่อตั้งค่ายเพลง ‘Reprise Records’ แฟรงก์คือหนึ่งในนักร้องนักแสดงผู้โด่งดังประจำศตวรรษที่ 20 แม้ใครอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อของเขา แต่แน่ใจได้เลยว่าแทบทุกคนเคยได้ยินเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ในเพลง ‘Fly Me to the Moon’ แต่ถ้อยคำสุดท้ายของเขากลับดูห่างไกลจากเวทีและแสงสปอตไลต์ ขณะที่ภรรยาของเขาขอร้องให้เขาสู้กับโรคหัวใจต่อไป แฟรงก์ก็พึมพำขึ้นมาด้วยเสียงแผ่วเบา

"I'm losing."

ผมกำลังแพ้แล้ว

Have I played the part well? Then applaud, as I exit.

ฉันเล่นบทบาทของตัวเองได้ดีหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นก็ขอเสียงปรบมือขณะที่ฉันเดินออกจากฉากด้วย

‘จอร์จ ออร์เวลล์’

ผู้ประพันธ์หนังสือเลื่องชื่ออย่าง ‘Animal Farm’ และ ‘1984’ จอร์จเป็นนักเขียนผู้ถ่ายทอดโลกดิสโทเปียได้อย่างเข้มข้น ผลงานของเขาวิพากษ์อำนาจ การคอร์รัปชัน และลัทธิเผด็จการอย่างตรงไปตรงมา จนมันกลายเป็นผลงานคลาสสิกในวรรณกรรมการเมือง

ในบั้นปลายชีวิตของจอร์จ เขาก็ยังคงเขียนหนังสืออยู่ขณะที่ต้องต่อสู้กับวัณโรคเช่นกัน ปลายปากกาของเขาหยุดลงที่หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่ม ‘1984’ และคำพูดสุดท้ายของเขาก็อยู่ในต้นฉบับที่ส่งให้สำนักพิมพ์

"At 50, everyone has the face he deserves.”

เมื่ออายุ 50 ทุกคนจะมีใบหน้าที่เขาสมควรได้รับ

อันมีความหมายลึกล้ำว่าทุกสิ่งที่คุณทำในวันนี้ล้วนเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตที่คุณจะใช้ในวันพรุ่งนี้ ทุกสิ่งที่คุณทำในวันนี้จะถูกสลักลงบนใบหน้าของคุณเมื่ออายุ 50 ปี ทุกเสียงหัวเราะ หยาดน้ำตา การดูถูกเหยียดหยาม การเยาะเย้ยถากถาง การมองโลกในแง่ดี ทุกอย่างจะปรากฏในทุกริ้วรอย คุณอาจพยายามฉีดโบท็อกซ์เพื่อลบล้างมันออกไป แต่ท้ายที่สุดมันก็ยังคงอยู่

หากคุณใช้ชีวิตด้วยเสียงหัวเราะตลอดเวลา ใบหน้าของคุณก็จะคงรอยยิ้มแห่งความสุขไว้ให้ทุกคน แม้กระทั่งตอนอายุ 50 ปี แต่หากคุณใช้ชีวิตด้วยอารมณ์บึ้งตึงตลอดเวลา ใบหน้าของคุณก็จะยังคงบึ้งตึงอยู่เช่นนั้น

‘ออกุสตุส’

หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ออกตาเวียน’ เขาเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน หลังการล่มสลายของอียิปต์ภายใต้การปกครองของ ‘พระนางคลีโอพัตรา’ และ ‘มาร์ก แอนโทนี’ เขาก็ได้ทำการผนวกอียิปต์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโดยสมบูรณ์

ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ออกุสตุสได้กล่าวถ้อยคำเป็นการส่วนตัวต่อกลุ่มสหายใกล้ชิด

"Have I played the part well? Then applaud, as I exit."

ฉันเล่นบทบาทของตัวเองได้ดีหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นก็ขอเสียงปรบมือ ขณะที่ฉันเดินออกจากฉากด้วย

‘วลาดีมีร์ นาโบคอฟ’

นักเขียนชาวรัสเซีย - อเมริกัน ผู้ประพันธ์ผลงานไว้มากมาย หนึ่งในนั้นคือนวนิยาย ‘Lolita’ อันโด่งดังที่เนื้อเรื่องว่าด้วยอาจารย์วรรณกรรมที่ลักพาตัวลูกเลี้ยงวัย 12 ปีไป เนื้อหาทั้งหมดนั้นเต็มไปด้วยประเด็นความอ่อนไหวและขัดแย้ง มันถูกตีพิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีสไปพร้อมกับความกังวลว่าจะถูกแบนในสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า แต่ในเวลาต่อมา วลาดีมีร์ก็แปลนวนิยายของเธอเป็นภาษารัสเซียด้วยตัวเอง เพราะอยากให้ถ้อยคำและน้ำเสียงเป็นไปอย่างที่ตั้งใจ

เธอจากไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบในวัย 78 ปี และถ้อยคำสุดท้ายของเธอก็ยังมีแต่ความหลงใหลในสัตว์ปีกเช่นผีเสื้อ มันช่างงดงามและล่องลอยสมกับเป็นเธอ

"A certain butterfly is already on the wing."

ผีเสื้อตัวหนึ่งจะโบยบินขึ้นไปแล้ว

‘แฮเรียต ทับแมน’

เธอเป็นที่รู้จักจากบทบาทสำคัญใน ‘Underground Railroad’ อันเป็นเครือข่ายเส้นทางลับที่เธอใช้พาทาสเพื่อหลบหนีสู่เสรีภาพ แฮเรียตนั้นเกิดมาในฐานะทาส และเธอต้องเผชิญกับความโหดร้ายนานัปการ รวมถึงอาการบาดเจ็บที่ศีรษะจากการถูกลูกตุ้มโลหะหนักกระแทกใส่ จากเดิมที่มันจะถูกใช้เพื่อขว้างใส่ทาสอีกคนแต่กลับเป็นเธอที่ได้รับแทน

หลังจากหลบหนีได้สำเร็จ แฮเรียตตั้งใจอุทิศชีวิตที่เหลือของเธอเพื่อคอยช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นอิสระ เธอสิ้นลมไปกับโรคปอดบวม และคำพูดสุดท้ายของเธอก็เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและความหวังอยู่ดังเดิม

I go away to prepare a place for you, that where I am you also may be.

ฉันจะจากไปก่อนเพื่อเตรียมที่ไว้ให้พวกเธอ เพื่อว่า ณ ที่ที่ฉันอยู่ พวกเธอจะได้อยู่ด้วย

A dying man can do nothing easily.

คนใกล้ตาย ไม่มีสิ่งใดที่ทำได้โดยง่าย

‘อมีเลีย เอียร์ฮาร์ต’

หากเอ่ยชื่อของเธอ ใครหลายคนอาจนึกถึงนักบินหญิงผู้หายสาบสูญไปกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อ ค.ศ.1937 และไม่มีใครพบเธออีกเลย อมีเลียหลงใหลการบินตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งเธอได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาด้วยฐานะนักบินหญิงคนแรกที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกใน ค.ศ.1928

แต่ระหว่างการบินใน ค.ศ.1937 คลื่นวิทยุก็ได้บันทึกเสียงสุดท้ายของเธอไว้โดยที่ไม่ทันได้ตอบกลับ

"We are on the line 157 337. We will repeat this message. We will repeat this on 6210 kilocycles. Wait."

พวกเราอยู่บนเส้น 157-337 เราจะส่งข้อความนี้ซ้ำที่ความถี่ 6210 กิโลไซเคิล รอด้วยนะ

‘เบนจามิน แฟรงคลิน’

หนึ่งในบรรพชนผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นผู้ร่วมร่างและลงนามในประกาศอิสรภาพ เบนจามินเติบโตมากับบทบาทความเป็นผู้นำ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักการเมือง แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และนักคิดค้นอะไรต่อมิอะไรอีกมาก

ขณะที่เขานอนอยู่บนเตียงเพื่อรอหลับตาเป็นครั้งสุดท้าย ลูกสาวของเขาก็ขอให้เขาขยับร่างกาย แฟรงคลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย หากอ่านกันซ้ำสองก็จะได้ความหมายแฝง

"A dying man can do nothing easily."

คนใกล้ตาย ไม่มีสิ่งใดที่ทำได้โดยง่าย

‘เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์’

นักประพันธ์ผู้เขียน A Farewell to Arms, The Sun Also Rises และ The Old Man and the Sea ทั้งหมดเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1953 และรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1954 ทว่าไม่กี่ปีต่อมา เออร์เนสต์ก็เลือกจะจากไปด้วยน้ำมือตัวเองขณะอยู่ที่บ้าน และภรรยากำลังหลับใหลอยู่ชั้นบน ถ้อยคำสุดท้ายที่บันทึกไว้ได้คือถ้อยคำอันอ่อนโยนที่เขาพูดกับเธอ

"Goodnight, my kitten."

ราตรีสวัสดิ์นะ ลูกแมวน้อยของฉัน

‘จอห์น เวย์น’

ไอคอนแห่งอเมริกันฮอลลีวูดยุคทอง เขาเป็นที่จดจำจากบทบาทคลาสสิกในภาพยนตร์ The Searchers, Stagecoach และ Red River ความโด่งดังของเขามากเสียจนสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (AFI) ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการในปี ค.ศ. 1999 แต่จอห์นไม่ได้อยู่เห็นเกียรติยศที่เขาได้รับ เขาจากไปก่อนหน้านั้นถึงสองทศวรรษ และถ้อยคำสุดท้ายที่ทิ้งไว้ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องชื่อเสียงที่สร้างขึ้นหรือจอเงินที่เคยไปโลดแล่น แต่เป็นคำตอบกลับให้แก่ลูกสาว เมื่อเธอถามว่าเขายังจำเธอได้หรือเปล่า

"Of course, I know who you are. You’re my girl. I love you."

แน่นอน พ่อรู้ว่าหนูคือใคร หนูคือเด็กผู้หญิงของพ่อ พ่อรักหนูนะ

‘วินสตัน เชอร์ชิลล์’

อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร บุคคลสำคัญในศตวรรษ 20 ผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษ เขาผันผ่านสงคราม การเมือง และแรงกดดันของโลกมาอย่างต่อเนื่องและช่างยาวนาน

วินสตันจากไปด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และผู้ที่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของเขาก็คือลูกเขย จะว่ามันฟังดูเรียบง่ายก็ได้ จะว่ามันฟังดูตลกร้ายก็ได้เช่นกัน

"I'm bored with it all."

ฉันเบื่อทุกอย่างแล้ว

คงเป็นการแสดงให้เห็นว่าในที่สุดก็ได้เวลาวางภาระทั้งหมดอันหนักอึ้งลงเสียที

‘เอมิลี ดิกคินสัน’

กวีผู้ลือชื่อที่สุดในอเมริกา แต่ความน่าฉงนก็คือตลอดเวลาที่เอมิลีมีชีวิตอยู่ ผลงานของเธอแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลย เธอตีพิมพ์เพียงจดหมายหนึ่งฉบับและบทกวีแค่ 10 บทจากราว 1,800 บทเสียด้วยซ้ำ เธอเลือกที่จะอยู่อย่างสันโดษ ถึงขั้นพูดคุยกับผู้คนผ่านประตูห้องนอนที่ปิดอยู่

เธอฝากถ้อยคำสุดท้ายให้แก่หลานสาว และมันดูเหมือนบทกวีบรรทัดสุดท้ายที่เธอจะบรรจงเขียนขึ้นมาได้ขณะยังมีเรี่ยวแรง

"I must go in, the fog is rising."

ฉันต้องเข้าไปแล้ว หมอกกำลังลอยขึ้น

‘เอลวิส เพรสลีย์’

ราชาร็อกแอนด์โรลที่มีเส้นทางชีวิตแสนยากลำบาก เขาเติบโตมากับความยากจนข้นแค้น ถูกบรรดาเพื่อนรังเกียจเดียดฉันท์ และความโดดเดี่ยวนั้นเองที่พาเขาเข้าสู่โลกของดนตรี ก่อนจะกลายเป็นนักร้องในตำนาน แต่ระหว่างนั้น เอลวิสดันใช้สารเสพติดมากเกินไปและมีปัญหาการกินจนส่งผลให้เขาจากไปกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย แพทย์ตรวจพบว่าหัวใจของเอลวิสขยายใหญ่กว่าปกติถึงสองเท่า คนสุดท้ายที่อยู่กับเขาในคราวนั้นคือแฟนสาว และเขาก็พูดออกมาประโยคเดียว

"I'm going to the bathroom to read."

ผมจะไปเข้าห้องน้ำแล้วอ่านหนังสือนะ

‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’

นักฟิสิกส์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุด เขาคือผู้พัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพ สมการมวล และพลังงาน ทั้งผลงานของเขาได้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลไปตลอดกาล เมื่อเส้นเลือดใหญ่ในร่างกายแตกจนคร่าชีวิตของอัลเบิร์ตไป นักวิทยาศาสตร์ถึงกับผ่าสมองของเขาเพื่อศึกษาดูที่มาของความเป็นอัจฉริยะ

แต่ครั้นจะถามถึงคำพูดสุดท้ายของเขา มันก็ดันเป็นปริศนามาจนถึงวันนี้เสียอย่างนั้น เพราะเขาพูดภาษาเยอรมันกับพยาบาลซึ่งเธอไม่เข้าใจ

ในวินาทีก่อนจะหมดลมหายใจ ทั้งตำแหน่ง ชื่อเสียง ความมั่งคั่งทั้งหลายถูกถอดออกจนหมด พวกเขากลายเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

คราวนั้นเองสำนวนที่ว่าสูงต่ำก็เท่ากันเมื่อลงโลงจึงปรากฏ

เช่นกันกับความหมายของการมีลมหายใจ

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย หากถามถึงปัจจุบันขณะของผู้อ่าน คิดว่ามันคุ้มค่าหรือยัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...