โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เสวนาผลกระทบ ‘กัญชา’ หลังปลดล็อก 3 ปี แนะพรรคการเมืองแสดงจุดยืน ให้ปชช.ตัดสินในการเลือกตั้ง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่โรงแรมเบทส์เวสเทิร์น จตุจักร เครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด (YNAC) ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ชมรมจิตเวชศาสตร์การเสพติด และศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด จัดเสวนาสาธารณะ เรื่อง สถานการณ์การเจ็บป่วยทางด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการใช้กัญชา ในช่วงสามปีหลังนโยบายกัญชาเสรี เพื่อนำเสนอข้อมูลผลกระทบจากการปลดกัญชาเสรี เพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการปลดให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด และเพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของการกำหนดโยบายสาธารณะของฝ่ายการเมืองว่ามีผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติอย่างไร

ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประชาชนอาจสับสนว่านโยบายปลดกัญชาเสรีเป็นการสนับสนุนกัญชาเพื่อสันทนาการหรือกัญชาเพื่อการแพทย์ แท้จริงแล้ว กัญชาทางการแพทย์ คือ กัญชาหรือสารสกัดจากกัญชาเพื่อรักษาโรคหรือบรรเทาอาการโดยมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ใช้ขนาดยาที่แพทย์กำหนด และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ การใช้จะถือว่าเป็นทางการแพทย์ได้ต้องมีเป้าหมายเพื่อการรักษา ไม่ใช่เพื่อความมึนเมา หากขาดการประเมิน ติดตามผล และควบคุมความเสี่ยง ย่อมไม่ถือว่าเป็นการใช้ทางการแพทย์

Prof. Dr. Jürgen Rehm กล่าวว่า ประเทศแคนาดาอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ในปี ค.ศ.2018 และเยอรมันอนุญาตในปี ค.ศ.2024 ทั้งสองประเทศผ่อนปรนมาตรการควบคุมกัญชาเนื่องจากประชากรทั้งสองประเทศมีอัตราการใช้กัญชาสูงอยู่ก่อนแล้ว และมีการอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ก่อนหน้านั้นนานหลายปี ต่างจากประเทศไทยที่ปลดให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้เพียงสามปีหลังจากให้ใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ และปลดกัญชาขณะที่ประชาชนมีอัตราการใช้กัญชาน้อยมาก ผลที่เกิดขึ้นหลังการปลดกัญชาเพื่อสันทนาการมีการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กัญชาและความเสียหายจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ ในทั้งสองประเทศ และผลได้ทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้สูงอย่างที่คาดหวังไว้ในตอนต้น

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมัยปี 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขปลดให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด ส่งผลให้เกิดสภาวะที่สามารถใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดผลกระทบเกี่ยวกับการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้กัญชาที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยในของสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในสามกลุ่มโรคเมื่อเทียบกับก่อนปลดกัญชาเสรี คือ 1.อาการพิษจากกัญชา (cannabis poisoning) ซึ่งได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ตื่นตระหนก หวาดระแวง เป็นต้น อาการกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า คือ จากเฉลี่ย 30-40 ราย/เดือน เป็นเฉลี่ย 115 รายต่อเดือน ในหนึ่งปีแรกหลังปลดกัญชาเสรี 2.โรคกลุ่มเสพติดกัญชา (cannabis dependence) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 6.5 เท่า คือ จากเฉลี่ยประมาณ 130 ราย/เดือน เป็นกว่า 830 ราย/เดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีประชาชนใช้กัญชามากและต่อเนื่องจนเสพติดมากขึ้นเรื่อยๆ และ 3.โรคจิตจากการใช้กัญชา (cannabis-induced psychosis) เพิ่มอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 เท่าเช่นกัน คือ จากเฉลี่ย 85 ราย/เดือน เป็นเฉลี่ย 556 ราย/เดือน

“สะท้อนให้เห็นว่ามีประชาชนใช้กัญชามากจนเกิดอาการวิกลจริตมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ข้อมูลจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งหนึ่งพบว่าผู้ป่วยเกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาเพิ่มจาก 0 รายต่อเดือน ในช่วงก่อนปลดกัญชาเสรี เป็นประมาณ 90 รายต่อเดือน สองปีหลังจากปลดกัญชาเสรี โดยผู้ป่วยเหล่านี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงถึงร้อยละ 80 การเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้เป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขโดยไม่จำเป็น ทั้งภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และภาระงบประมาณของประเทศ อีกทั้งทำให้คุณภาพของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนไทยที่เริ่มใช้กัญชากันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ” ดร.นพ.บัณฑิตกล่าว

ด้าน นพ.ทัปปณ สัมปทณรักษ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลวิชระภูเก็ต กล่าวว่า ต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นมากหลังจากปลดกัญชาเสรี ในวอร์ดจิตเวชมีเตียงผู้ป่วย 12 เตียง ต้องใช้ 10 เตียงในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้กัญชา บางทีผู้ป่วยฝรั่งโดดตึกสามรายในวันเดียวกัน บางรายกระโดดลงข้างสระน้ำแล้ววิ่งขึ้นมา แล้วไปกระโดดใหม่ทั้งที่ร่างชุ่มไปด้วยเลือด ผู้ป่วยอีกสองรายเป็นชาวอาหรับ ชายกับหญิง แพ้คุกกี้กัญชาจนต้องนอนห้องไอซียู บางทีมีผู้ป่วยแบบนี้ 5 รายในสัปดาห์เดียวกัน เป็นต้น

พญ.ภัทราภรณ์ กินร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า จากประสบการณ์การดูแลเด็กและวัยรุ่น พบว่าการเริ่มใช้กัญชาในช่วงพัฒนาการที่สมองส่วนหน้ายังไม่สมบูรณ์ มีความสัมพันธ์กับผลกระทบต่อสุขภาพจิต ระดับสติปัญญา การเรียนรู้ และพฤติกรรมทางสังคม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การดูแลรักษาทางคลินิกจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการจัดการอาการหรือพฤติกรรมการใช้สาร แต่จำเป็นต้องอาศัยการประเมินแบบองค์รวม ครอบคลุมระดับความรุนแรงของการใช้สาร โรคร่วมทางจิตเวช บริบทครอบครัว และปัจจัยแวดล้อม แนวทางการดูแลที่มีประสิทธิภาพควรเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักฐานเชิงประจักษ์ การเสริมสร้างแรงจูงใจ การทำงานร่วมกับผู้ปกครองและสถานศึกษา รวมถึงการบูรณาการมาตรการป้องกัน เช่น การคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเสริมทักษะชีวิต และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามวัย เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็กและวัยรุ่นอย่างยั่งยืน

รศ.นพ.สมิทธ์ ศรีสนธ์ ในนามเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการปลดกัญชาให้ไม่เป็นยาเสพติดเป็นนโยบายที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงสองประการ คือ 1.นโยบายนี้ก่อให้เกิดผลกระทบที่ตามมามากมาย โดยหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ และ 2.การออกนโยบายนี้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในปี 2565 เป็นการฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่กำหนดให้มีการออกกฎหมายกัญชามาควบคุมก่อนที่จะมีการปลดกัญชาเสรี หากรอให้มีการออกกฎหมายกัญชาก่อนแล้วค่อยปลดกัญชาให้ไม่เป็นยาเสพติด จะไม่เกิดผลกระทบมากมายขนาดนี้

รศ.นพ.สมิทธ์กล่าวว่า เครือข่ายฯจึงขอแถลงการณ์ดังนี้ ทางเครือข่ายฯสนับสนุนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่พัฒนาให้มีคุณภาพและเพิ่มการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ของผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ และคัดค้านนโยบายที่ทำให้เกิดการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้โดยสิ้นเชิง ในการนี้ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคควรประกาศจุดยืนนโยบายกัญชาให้ชัดเจนว่า 1.ต้องการดำเนินการนโยบายกัญชาทางการแพทย์หรือนโยบายกัญชาที่เปิดให้ใช้เพื่อสันทนาการได้ 2.ต้องการให้คงประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับปลดให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดต่อไปหรือจะยกเลิกประกาศกระทรวงฉบับนี้ เพื่อให้ประเทศไทยกลับไปเป็นกัญชาทางการแพทย์อย่างแท้จริงอีกครั้ง ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าต้องการพรรคการเมืองที่สนับสนุนกัญชาเพื่อสันทนาการหรือไม่ ขณะนี้ประชาชนดูออกแล้วว่านโยบายกัญชาที่ผ่านมาแม้จะอ้างว่าทำเพื่อทางการแพทย์ แต่แท้ที่จริงทำให้เกิดกัญชาเพื่อสันทนาการ จนส่งผลให้ปัญหาจากการใช้กัญชาเต็มประเทศ

ขณะที่ นายยศกร ขุนภักดี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด กล่าวว่า จากการพูดคุยและข้อมูลทั้งหมดที่เราได้รับในวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “ผลกระทบเชิงลบ” จากการใช้กัญชาได้เกิดขึ้นจริง และกำลังขยายวงกว้างอย่างน่ากังวล เราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ากัญชาทางการแพทย์มีประโยชน์ และควรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันกลับสวนทางกับเจตนารมณ์นั้นโดยสิ้นเชิง

“วันนี้ เราเห็นร้านกัญชาอยู่แทบทุกมุมเมือง เห็นการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการถูกอ้างว่าเป็นทางการแพทย์ เห็นการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ความบันเทิงมาก่อนความปลอดภัย และที่น่าห่วงที่สุดคือ เรากำลังปล่อยให้เยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและอยากรู้อยากลอง ต้องเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุโดยไม่มีเกราะป้องกันที่เพียงพอ คำถามคือ…เราจะยอมแลกอนาคตของเด็กและสังคมไทย เพียงเพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมายจริงหรือไม่? ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดหลอกตัวเองว่า ควบคุมได้ ทั้งที่ความจริงคือควบคุมไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกล้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น แล้วจึงออกแบบกฎหมายใหม่อย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครบางกลุ่ม ผมในฐานะตัวแทนเครือข่าย YNAC จึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่น ให้กัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ตามเดิม เพื่อให้สามารถควบคุม กำกับ และบังคับใช้กฎหมายได้อย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านกัญชา แต่เป็นเรื่องของการปกป้องสังคม ปกป้องเยาวชน และปกป้องอนาคตของประเทศนี้ เพราะหากเราไม่กล้าตัดสินใจวันนี้ วันหนึ่งเราอาจต้องเสียใจที่ปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนสายเกินแก้” นายยศกรกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสวนาผลกระทบ ‘กัญชา’ หลังปลดล็อก 3 ปี แนะพรรคการเมืองแสดงจุดยืน ให้ปชช.ตัดสินในการเลือกตั้ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...