โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนุษย์ออกจากบ้านเพื่อกลับบ้าน | นิ้วกลม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 03.14 น.

1

โลกเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มนุษย์เล่าให้มนุษย์ฟัง

และก็เป็นมนุษย์เองนี่แหละที่พยายามจับใจความสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตให้เป็นเรื่องราว มองตนเองเป็นตัวเอกที่เผชิญสถานการณ์ต่างๆ ฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อบรรลุเป้าหมายที่มีความหมายสำหรับชีวิต

ในบรรดาเรื่องเล่าที่มีพล็อตผจญภัย หนึ่งในวรรณกรรมคลาสสิกที่ได้รับการยอมรับและพูดถึงต่อเนื่องยาวนานในโลกตะวันตกคือ The Odyssey ของโฮเมอร์

เรื่องราวของโอดิสซีอุส ผู้กล้าที่รบเสร็จจากสงครามโทรจัน แต่ใช้เวลานับสิบปีก็ยังเดินทางไปไม่ถึงบ้าน ณ เกาะอิธากาซึ่งมีภรรยาและลูกชายเฝ้ารออยู่ โอดิสซีอุสต้องฟันฝ่าอุปสรรคทั้งมนุษย์ เทพ เทพี ยักษ์ตาเดียว แม่มด ปีศาจแห่งท้องทะเล มากมายกว่าจะได้ขึ้นฝั่งยังเกาะอิธากา สุดท้ายเขาชนะการแข่งขันดวลธนู โดยยิงลูกศรผ่านรูขวาน 12 ด้ามที่ตั้งเรียงรายกัน ทำภารกิจยากเข็ญสำเร็จ แล้วได้กลับมาอยู่กับภรรยาและลูกอีกครั้ง

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘พล็อตแสวงหา’

ซึ่งถูกนำมาใช้เล่าเรื่องจำนวนมากในโลกใบนี้

2

หนังสือ The Stories of Your Life ของศาสตราจารย์เบน แอมบริดจ์ (Ben Ambridge) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา อธิบายองค์ประกอบในพล็อตแบบนี้เอาไว้ว่า ตัวเอกจะต้องเอาชนะสิ่งยั่วยวนใจ (และกิเลสในตัว) ต้องติดอยู่กับทางเลือกที่เลือกได้ยาก เจอเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ระหว่างทางเขาจะมีผู้ช่วยเหลือที่เป็นเพื่อนร่วมทาง เพิ่มรสชาติด้วยความแปลกประหลาดในโลกที่เขาเผชิญ ซึ่งทำให้เส้นทางที่ผจญภัยเป็นสถานที่แตกต่างจาก ‘บ้าน’ ของเขาอย่างมาก

บนเส้นทางนั้นมีองค์ประกอบหลักๆ สามอย่างด้วยกันคือ หนึ่ง-ตัวเอกจะถูกสถานการณ์บีบให้ลงมือทำอะไรสักอย่าง สอง-เขาจะเจอบททดสอบสำคัญปิดท้าย (เช่นที่โอดิสซีอุสต้องประลองธนู) และสาม-เรื่องราวไม่ได้จบที่บททดสอบสุดท้าย สิ่งสำคัญไม่ใช่ชัยชนะของตัวเอง หากคือ ‘เป้าหมาย’ ในการเริ่มชีวิตใหม่ที่แตกต่างไปจากเป้าหมายดั้งเดิมของเขา

หากเราจะลากเส้นขีดเส้นทางของพล็อตเรื่องแนวแสวงหา ก็อาจได้ภาพออกมาว่า ตัวเอกเดินทางจากบ้านไปปฏิบัติภารกิจ (ที่ดูเหมือน) สำคัญยิ่ง เขาทำภารกิจนั้นสำเร็จด้วยความยากลำบาก ระหว่างทางก็เผชิญเหตุการณ์ซับซ้อนนานัปการ แต่ก็รอดกลับมาได้ และเมื่อหวนกลับมาที่บ้านอีกครั้ง เขากลับมองเห็นว่าเป้าหมายที่เคยตามหาและไล่ล่านั้นไม่ใช่คำตอบ ทว่า สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับการเริ่มชีวิตใหม่กลับเป็นสิ่งที่ ‘อยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด’ แต่เขาไม่เคยมองเห็น เช่น การได้อยู่กับลูกเมียของตน

แต่สิ่งเดิมไม่ใช่สิ่งเดิม

ทว่า มันกลายเป็น ‘อีกสิ่ง’ เมื่อเขาผ่านการผจญภัยทั้งหมดนั้น

พูดอีกอย่างว่า ถ้าไม่ออกเดินทางก็ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว

3

ว่ากันมาถึงตรงนี้เราอาจนึกถึงเรื่องเล่าและตำนานหลายเรื่อง ไม่ว่า The Lord of the Rings ไซอิ๋ว หรือเรื่องราวผจญภัยอีกมากมาย-จุดร่วมของมันคือการเดินทางออกจากบ้าน เพื่อกลับบ้าน และมองบ้านด้วยสายตาใหม่

ตัวอาจารย์เบนเองเล่าว่า ตอนเขาเรียนจบปีแรกในมหาวิทยาลัยสาขาภาษาฝรั่งเศสและรัสเซีย เขามีโอกาสเดินทางไปรัสเซียหนึ่งเดือนเพื่อไปฝึกภาษา แต่ปรากฏว่าการเดินทางพาเขาไปพบประสบการณ์สนุกสนานอันหลากหลายและน่าจดจำ เขาได้ดื่มวอดก้าในสวนกับหนุ่มสาวรัสเซีย ถูกมาเฟียในชุดวอร์มไล่ออกจากสนามฟุตบอล เต้นรำในไนต์คลับดีไซน์ย้อนยุค ลองกินเนื้อลึกลับที่ไม่รู้ว่าเนื้ออะไร ฯลฯ

พอเดินทางกลับไปถึงบ้านที่อังกฤษ จู่ๆ เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้อยากเรียนภาษาอีกต่อไป และเปลี่ยนไปเรียนจิตวิทยาแทน กลายเป็นจิตวิทยาที่วิเคราะห์ภาษา

นี่คือเหตุการณ์ในชีวิตที่มีการเดินทางเป็นองค์ประกอบในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต

ซึ่งชวนให้ผมคิดถึงหลายเหตุการณ์ของตนเอง

4

ในหนังสือ ‘เนปาลประมาณสะดือ’ ผมใช้เวลาเดินทางอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยกับเพื่อนสนิทสองคนเพื่อไปถึงยอดปุนฮิลล์ที่มีความสูง 3,210 เมตรจากระดับน้ำทะเล มันไม่ได้สูงมากมายอะไร แต่การเดินทางหลายวันในสภาพอากาศหนาวเย็นก็เป็นเรื่องไม่ใช่เล่นสำหรับพวกเรา

แน่นอนว่าระหว่างทางเราจับจ้องไปที่จุดหมาย ก็คือยอดเขา แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อเดินทางไปถึงผมกลับได้ค้นพบความสำคัญของสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนเลย

นั่นคือ มิตรภาพ

การเดินทางขึ้นเขา หนาว เหนื่อย เมื่อยน่อง ทั้งสอนและทำให้ผมเห็นว่า เราไม่สามารถเดินไปถึงที่หมายได้เลยถ้าไม่มีเพื่อนพ้องช่วยเหลือกัน ให้กำลังใจกัน ปล่อยมุขตลกเวลาเหนื่อยและเบื่อ หยิบยื่นขนมและน้ำแบ่งปันกันตลอดทาง ผลัดกันให้และรับ ผลัดกันรอ จนถึงจุดหมายด้วยกัน

กลายเป็นว่า ยอดเขาไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเหมือนตอนแรกที่เราออกเดินทาง กลับกลายเป็นเพื่อนที่เดินทางด้วยกัน รู้จักกันมาเนิ่นนาน และออกเดินทางจากบ้านมาด้วยกันนี่เองที่กลายเป็นสิ่งมีค่า

แต่ผมไม่มีวันมองเห็นคุณค่านี้เลย ถ้าเราไม่ได้ชวนกันมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเสียก่อน

5

อาจารย์เบนอธิบายเรื่องนี้ด้วยศาสตร์การทำงานของสมอง โดยบอกว่าสมองของเราจะเชื่อมโยงความรู้เดิมเข้ากับสถานที่ที่เราเรียนรู้เรื่องนั้น สิ่งนี้พอทำซ้ำๆ เป็นเวลานานทำให้เกิดผลลัพธ์แบบหนึ่ง นั่นคือ แม้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ พบเจออะไรใหม่ๆ แต่เราตัวตน วิธีคิด และการเรียนรู้แบบเดิมมันฝังแน่นอยู่ในตัวเราเสียจนมันไม่ได้มอบความคิดใหม่ๆ ให้กับเรา

พูดง่ายๆ คือ ถ้าเรายังอยู่ในโลกใบเดิม สภาพแวดล้อมเดิม ต่อให้เสพสิ่งใหม่ก็คิดอะไรใหม่ไม่ค่อยออก ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถมีมุมมองต่อตนเอง ชีวิต และเรื่องต่างๆ แตกต่างไปจากเดิมด้วย

การเรียนรู้จะฝืดๆ ตันๆ

แต่ถ้าเราจากบ้านไปนานพอ ความเชื่อมโยงชุดใหม่จะเริ่มทำงาน เราได้รับรู้สิ่งใหม่รอบตัวในสถานที่ ‘แปลกประหลาด’ ที่ต่างไปจากบ้านที่คุ้นเคย และเมื่อกลับไปที่บ้านอีกหน เราจะหันมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจราวกับมีดวงตาใหม่ไปมองสิ่งเดิม

ยิ่งตัดการเชื่อมโยงเดิมออกไปได้ เรายิ่งมีโอกาสเปลี่ยนเรื่องเล่าในชีวิตได้มากขึ้น

ฉะนั้น ถ้าเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังคิดวน และจมอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ แบบเดิมมาเนิ่นนาน การออกเดินทางไปเจอ ‘ดินแดนประหลาด’ อาจช่วยคุณได้

ตัดตัวจากโลกใบเดิม เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบเจอความรู้ใหม่ อันนำมาซึ่งความเข้าใจใหม่

6

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเอกในพล็อตแสวงหาจึงต้องเดินทางออกจากบ้านไปพบเจอเรื่องประหลาดในโลกประหลาดก่อนที่จะกลับมามองเห็นสิ่งมีคุณค่าที่อยู่ใกล้ตัว

การย้ายถิ่นเปลี่ยนแปลงมุมมองและความเข้าใจของเรา

มันเปลี่ยนแปลงตัวตนภายในของเรา เพราะมันเสริมเติมการเรียนรู้ที่เราไม่สามารถเรียนรู้ได้ในสภาพแวดล้อมเดิมอันชาชินเสียจนสมองไม่ได้รับการกระตุ้นอีกต่อไป

เราจึงจำเป็นต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากสภาพจำเจ เพื่อค้นพบว่าสิ่งที่เราคิดว่าจำเจนั้นไม่ได้น่าเบื่อ ไม่ได้ย่ำแย่ ไม่ได้ไร้คุณค่า ตัวมันเองไม่ได้มีความหมายในเชิงลบ ทว่า เป็นเพราะตัวเราที่เป็นผู้สัมผัสรับรู้ต่างหากที่สูญเสียผัสสะในการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราอยู่ใกล้ชิดไปหมดแล้ว

บ้านจึงเป็นสรวงสรรค์เมื่อเราผ่านการเดินทางสมบุกสมบัน แม่จึงเป็นเทพธิดาเมื่อเราจากการดูแล กับข้าวแม่ และอ้อมกอดแม่ไปเนิ่นนาน โซฟาตัวโปรดอาจเป็นเหมือนบัลลังก์อันแสนสุขที่อยากนั่งไปตลอดกาล หลังจากเราแย่งชิงบัลลังก์ที่ต้องเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปแล้วนั่งอยู่บนนั้นแบบอยู่ไม่สุข

สิ่งเดิม คนเดิม จึงไม่ใช่สิ่งเดิมและคนเดิม

สิ่งเหล่านั้น คนเหล่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลง โลกภายในของเราต่างหากที่แตกต่างไปจากเดิมมาก มันเปิดโอกาสให้เราสัมผัสสิ่งเดิมในการรับรู้แบบใหม่

โปรดระวังเวลาบ่นว่า “โลกช่างน่าเบื่อ” หรือ “ชีวิตช่างน่าเบื่อ” เพราะในแง่หนึ่งมันอาจกำลังสะท้อนสภาวะที่เราใช้ชีวิตอยู่กับที่มานานเกินไป เมื่อรู้สึกแบบนั้นอาจเป็นสัญญาณว่า ได้เวลาออกเดินทางครั้งใหม่

ซึ่งไม่ได้หมายความถึงการซื้อตั๋วเครื่องบิน รถไฟ หรือขับรถไปดินแดนห่างไกลเท่านั้น บางทีมันอาจหมายถึงการย้ายงาน เปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้ กระโดดไปคบหาคนกลุ่มใหม่ ทำงานอดิเรกที่ไม่เคยทำ หรือทำสิ่งที่ทำอยู่ด้วยวิธีการใหม่ๆ เหล่านี้ก็เป็นการผจญภัยแบบหนึ่งเช่นกัน

การผจญภัยเช่นนี้จะพาเราไปเผชิญโลกประหลาด มันอาจพาเราไปเจอบททดสอบที่ไม่ง่าย แต่บททดสอบเช่นนี้เองที่ทำให้เราหลุดออกจากความจำเจ และเดินทางไปสู่ตัวตนใหม่

และเมื่อเราเดินทางไปบนเส้นทางนี้สักพัก เราอาจไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ แล้วถึงจุดหนึ่งเราจะได้กลับบ้าน

ที่เดิมตรงนั้นมีสิ่งล้ำค่ารอเราอยู่

แต่ถ้าอยากมองเห็น ก็ต้องเดินทางออกจากบ้านอันคุ้นเคยเสียก่อน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์ออกจากบ้านเพื่อกลับบ้าน | นิ้วกลม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...