หุ้นใหญ่ปันผลสนั่น PTTEP ยิลด์เฉียด 9%
#หุ้นปันผล #ทันหุ้น – สำรวจหุ้นใหญ่ SET50พบยิลด์ปันผลสูงทะลุ 4% ถึง 25 บริษัท PTTEP แชมป์แจกยิลด์เฉียด 9% กลุ่มแบงก์เกือบทั้งหมดให้ยิลด์สูงกว่า 5%กูรูแนะกลยุทธ์เข้าหุ้นปันผลพร้อมคัดหุ้นเก็บ มองจังหวะสะสมช่วงต้นปีใหม่แล้วขายสงกรานต์ลุ้นผลตอบแทน สองเด้ง
ตลาดหุ้นที่ปรับตัวผันผวนลดลง ส่งผลให้หุ้นใหญ่ใน SET 50 มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง (Dividend Yield) จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พบว่ามีหุ้นใหญ่จำนวนถึง 25 บริษัท ที่ให้ Dividend Yield สูงกว่า 4% ซึ่งมุมหนึ่งอาจจะเป็นโอกาสของสายชอบหุ้นปันผลที่จะเก็บหุ้นใหญ่ในช่วงยิลด์สูงเช่นนี้
สำหรับหุ้นใน SET 50 ที่ให้ยิลด์สูงสุด อันดับ 1 คือ PTTEP ที่ 8.79% อันดับ 2 คือ LH 8.33% ตามมาด้วย SCB 7.68% และ HMPRO 7.03% ส่วน TISCO ยังคงให้ยิลด์สูง 6.98% PTT 6.78% TTB 6.40% KBANK 6.13% KKP 6.09% BANPU 6.02%
ด้านกลุ่มที่ให้ยิลด์ในระดับเกิน 4% ขึ้นไป ประกอบด้วย WHA 5.96% TU 5.73% EGCO 5.70% TCAP 5.62% RATCH / TLI 5.52% TOP 5.39% KTB 5.24% BBL 5.03% BJC 4.97% KTC 4.93% CPF 4.79% IVL 4.61% CCET 4.52% COM7 4.23% จะสังเกตได้ว่า หุ้นปันผลในSET50 รอบนี้ ไม่ได้กระจุกแค่กลุ่มเดียว แต่กระจายตัวชัดในพลังงาน ธนาคาร และอสังหา
@ หุ้นปลอดภัย
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ทันหุ้น”ว่า กลยุทธ์การลงทุนหุ้นในปีหน้าแนะนำให้เน้นการลงทุนในหุ้นปันผล เพราะมีความปลอดภัย จากดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 นั้นไซด์เวย์ในทิศทางขาลงทุน จากเกิดสุญญากาศทางนโยบาย เพราะรอการเลือกตั้ง และกว่าจะทราบผลใครเป็นนายกรัฐมนตรีประมาณเดือนพฤษภาคม และปัจจุบันหุ้นในตลาดหุ้นไทยมีการจ่ายเงินปันผลสูงมาก
ทั้งนี้ส่วนตัวแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนที่จะมีการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2568 ที่จะประกาศในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม โดยจะคัดเลือกหุ้นที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาลงมากกว่านี้ และให้ผลตอบแทนเงินปันผล (ดิวิเดนด์ยิลด์)เกิน 4% ขึ้นไป ได้แก่ SCB, KTB, TISCO, CPN, WHA
@แบงก์ปันผลดียาว
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ในเชิงการลงทุนหุ้นไทยเพื่อคาดหวังปันผลสูงนักลงทุนควรพิจารณาหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก เนื่องจากส่วนใหญ่พื้นฐานแข็งแรงและปัจจุบันราคาบนกระดานเทียบกับอัตราปันผลถือว่าค่อนข้างง่ายที่จะหาผลตอบแทนระดับมากกว่า 5%
โดยประเมินหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะยังคงรักษาอัตราปันผลที่สูงอย่างสม่ำเสมอต่อไปในปีหน้า สืบเนื่องจากการจ่ายปันผลจะช่วยให้ Return on Equity หรือ ROE ของหุ้นสูงขึ้น เป็นผลดีต่อการประเมินมูลค่า
อีกประการพบว่าช่วงที่ผ่านมาหลายธนาคารมีโครงการการซื้อหุ้นคืนซึ่งจะช่วยให้ ROE ของหุ้นสูงขึ้นได้อีกทางเช่นกัน จึงเชื่อว่าอนาคตจะมีธนาคารที่ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนอีกเรื่อยๆ เพื่อดำรง ROE ให้อยู่ในระดับที่ดีต่อไปและจะยังคงมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่องสำหรับนักลงทุนที่นิยมปันผล
ในขณะที่ทิศทางผลประกอบการแข็งแรงแม้แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงจะเป็นปัจจัยเชิงลบต่อส่วนต่างดอกเบี้ยประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทำให้สินเชื่อไม่ได้เติบโตมาก ทว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยถือว่ามากพอจะเข้ามาเป็นตัวช่วยสนับสนุนกำไร
@ สูตรเล่นหุ้นปันผล
อย่างไรก็ตาม เชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้ตอนนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังเป็นกลุ่มที่ Valuation ยังไม่แพงมาก แต่จังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการพิจารณาทยอยเข้าสะสมคือต้นปีหน้า เพื่อหวังผลตอบแทน 2 ส่วน ได้แก่ 1. Capital Gain โดยเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะปรับตัวสูงขึ้นก่อนถึงช่วงการจ่ายปันผล 2. Dividend Income หรือ รายได้จากเงินปันผล ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่จะจ่ายปันผลรอบหลักในช่วงหลังสงกรานต์
“ถ้าเล่นรอบปันผลก็ให้ทำช่วงต้นปี ด้วยจังหวะของการลงทุนเนี่ยเชื่อว่าเงินลงทุนที่ติดตามพวกหุ้นปันผลต่างๆ ก็จะพยายามสะสมหาหุ้นในช่วงมกราคม แล้วไปขายกันในช่วงประมาณเมษายน-พฤษภาคม อาจจะได้ สองเด้ง คือได้ทั้ง Capital Gain และได้จังหวะของตัวปันผลเข้ามาด้วยนะครับ และกลุ่มธนาคารก็ยังเป็นกลุ่มหนึ่งที่โดยเฉลี่ยของตัวปันผลไม่ต่ำกว่า 5% ขึ้นไป ตอนนี้หน้าหุ้นบ้านเรามีปันผลค่อนข้างเยอะมากๆ และก็เป็นหุ้นใหญ่ด้วย”
นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ดาโอ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มธนาคารยังถือเป็นหุ้นปันผลอัตราสูง อีกทั้งหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น SCB และ KTB กำลังมีบทบาทสำคัญในการประคองตลาดหุ้นไทย โดยกลุ่มธนาคารรวมกันมีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นแรงหนุนต่อตลาดเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของหุ้นตัวอื่นที่มีผลต่อ SET50
ส่วนประเด็นการลดดอกเบี้ยอาจทำให้กำไรหรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และนักลงทุนเริ่มมองข้ามประเด็นนี้ไปแล้วในการตัดสินใจลงทุนในหุ้นธนาคาร เพราะเน้นไปที่ความจูงใจการจ่ายปันผลแทน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยมี Dividend Yield ระดับ 4.3% สูงกว่าหลายประเทศ (ดัชนี S&P500 อยู่ 1.2%) และการได้แรงหนุนจาก กนง. ลดดอกเบี้ย เหลือ 1.25% ทำให้ Dividend Yield GAP สูงขึ้นมาบริเวณ 3% เทียบเคียงปี 2559 และ 2565 ที่กระแสเงินลงทุนไหลเข้า จึงแนะนำหุ้นปันผลสูงที่ผู้บริหารซื้อคืนต่อเนื่อง CPF (อยู่ใน SET50) และ MAJOR (อยู่นอก SET50)