อ.ปริญญา ย้ำ “ขยายอายุเกษียณ” ไทยจำเป็นต้องทำ
นับเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันบนสังคมไทยปัจจุบัน เกี่ยวกับ การปรับอายุเกษียณราชการ จากเดิม 60 ปี ซึ่งมีการพูดถึงการปรับไปยัง 65 ปี ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” ซึ่งมองถึงระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้ พร้อมกับที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยแนวการศึกษาต่ออายุขยายเกษียณของข้าราชการ พร้อมเตรียมเชิญ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เข้าหารือเพื่อเคาะแนวทางร่วมกัน นั้น
วันนี้ (3 พ.ย. 68) ทีมข่าวอีจัน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชนและผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสอบถามถึงประเด็นการปรับอายุเกษียณราชการ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ และสังคมไทยจะมีผลตอบรับอย่างไรบ้าง
อ.ปริญญา กล่าวเริ่มต้นว่า อย่างแรกเราต้องทราบก่อนว่าปริมาณประชากรเด็กไทยที่เกิดน้อยกว่าคนตาย มาต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกัน ซึ่งเชื่อว่าปี 2568 นี้คงจะเป็นปีที่ 5 โดยปีแรกที่เด็กไทยเกิดน้อยกว่าคนตาย คือปี 2564 ตอนแรกมีส่วนต่างให้ 2 หมื่นคน คือคนเกิดเหลือแค่ 540,000 คน และคนตาย 560,000 คน และตัวเลขมากที่สุดนะครับเมื่อปี 2567 ซึ่งมีคนตาย 570,000 คน และคนเกิดเหลือ 460,000 คน คือส่วนต่าง 1.1 แสนคน ซึ่งเหลือไม่ถึงครึ่งที่เคยเกิดขึ้น
ในส่วนปัญหาอายุขัยเฉลี่ยของคนไทย อ.ปริญญา กล่าวว่า คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น เพราะด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ และระบบประกันสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้อายุเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 70 ปีขึ้นไปแล้ว การที่คนอายุถึง 80 90 100 ปีถือเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น ดังนั้น การเพิ่มอายุของคนทำงาน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศที่กลายเป็นสังคม Aged Society (สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์) หมายถึงแก่แล้ว โดยเห็นได้ว่าประชากร 20% ขึ้นไปมีอายุ 60 ปี ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น Aged Society แล้วตั้งแต่ 4 ปีก่อน ส่วนหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากคือประเทศไทย คนเกิดน้อยกว่าคนตาย จึงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
คำถามคืออนาคตข้างหน้า เวลาผ่านไประยะหนึ่งฐานคนทำงานที่จะเลี้ยงดูคนสูงวัยเกษียณที่ 60 ปี จะแคบลง เพราะเด็กเกิดมาเป็นวัยทำงานน้อยลง แต่คนแก่อายุยืนมาก ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกซึ่งเป็น Aged Society มาก่อนเรา ต้องขยายอายุเกษียณให้คนเกษียณช้าลง หรือว่าง่าย ๆ คือคนสูงวัยในปัจจุบันสุขภาพดีขึ้น อายุยืนมากขึ้นให้เกษียณช้าลงนะครับ โดยของไทยความจริงเริ่มต้นเกษียณช้าลงตั้งแต่บางกลุ่ม ก่อนจะเริ่มมีปัญหาการเป็นสังคมสูงวัยเต็มที่ด้วยซ้ำ
อ.ปริญญา กล่าวว่า ที่ทำก่อนใครเลยคือผู้พิพากษา ซึ่งปรับเกษียณอายุเป็น 70 ปีมานานถึง 10 ปี เริ่มต้นจากบุคลากรไม่เพียงพอ เพราะคดีความมาก และพบว่าอายุ 60 ปียังแข็งแรงอยู่ สมองแจ่มใสอยู่ ต่อมาอาจารย์มหาวิทยาลัย ขยับมาที่อายุ 65 ปี (แต่ไม่อัตโนมัติ) คืออายุ 60 เกษียณ และจะสามารถต่อที่ 65 ปีได้ หากตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ขึ้นไป
ดังนั้น เรื่องของการจะต้องขยับอายุเกษียณ เป็นเรื่องที่ประเทศไทยจำเป็นต้องทำ เพราะคนเกิดน้อยลง โดยปีล่าสุด (2568) คนเกิดน้อยกว่าคนตายกว่า 110,000 คน จำเป็นที่อายุของคนทำงานจึงต้องขยับขึ้น จากที่เกษียณ 60 ปีเป็นมากกว่านั้น แต่ว่าการดำเนินการ ต้องทำด้วยความไม่พรวดพราด และเป็นไปไม่ได้ที่จะขยับทีเดียว 5 ปี หรือ 10 ปี เพราะอาจกระทบในเรื่องคนที่จะเลื่อนขึ้นมา แต่เดิมอายุ 57-59 ปีได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เมื่อคนอายุ 60 ปีเกษียณไป รวมถึง คนที่เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดอายุ 60 ปี และไม่เกษียณ พร้อมได้อยู่ต่อในตำแหน่งนั้นอีก 5 ปี ฉะนั้นจะเห็นปัญหาชัดเจน ว่าต้องทำเป็นขั้นบันได และต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า โดยในทางปฏิบัติต้องดูว่ารูปแบบใดที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด และมีผลกระทบน้อยสุด เพราะว่าเรื่องของความจำเป็นในการเลือกเกษียณอายุ เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว
การขยายอายุเกษียณครั้งนี้ ฝ่ายไหนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นายจ้างหรือแรงงาน และคนรุ่นใหม่ที่กำลังรอเข้าทำงาน จะเสียโอกาสในตรงนี้หรือไหม ? อ.ปริญญา กล่าวว่า ถ้าเกิดมีการเตรียมการล่วงหน้า หรือรู้ล่วงหน้าและไม่ขยับอายุเกษียณทันทีทันใดมากเกินไป อย่าลืมว่าคนรุ่นใหม่หากอายุ 60 ปี เขายังไม่เกษียณ และจะขึ้นไปที่ 61 หรือ 62 ปี เพียงแต่ระยะเวลาที่จะได้เป็นผู้บริหารที่สูงขึ้นจะถูกเลื่อนช้าออกไป แต่อีกมุมถือว่าได้ประโยชน์จากการที่ขยับอายุ
ส่วนเรื่องของการได้ประโยชน์ อ.ปริญญา กล่าวว่า ผมคิดถึงปัญหาก่อนนะ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่สังคมไทย ได้กลายเป็นสังคมผู้สูงวัย ไม่ใช่กำลังแก่ แต่เป็น Aged Society เพราะว่าคนเกิดน้อยกว่าคนตาย มันเป็นเรื่องที่คือคนอายุ 60 ปียังคงต้องทำงาน (ถ้ายังทำงานไหว) เพียงแต่อาจต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเข้ามา กับคนที่อยากจะเกษียณอายุ 60 ปีตามเดิม ว่าจะมีระบบรองรับอย่างไร และเข้าใจว่า สำนักงบประมาณฯ กระทรวงการคลัง ยังคงกังวลใจอยู่ เพราะว่าฐานของเงินบำนาญตามเดิมที่ 60 ปี หากอายุเกษียณปรับขึ้นเป็น 65 ปี ฐานตัวเลขเงินบำนาญจะสูงขึ้น ถือเป็นรายละเอียดที่ต้องว่ากันต่อไป ตอนนี้ที่สำคัญว่าในทางกลับกัน หากไม่ทำและราชการเกษียณ 60 ปี แต่อายุถึง 80 90 ปีโดยที่ไม่ได้ทำงาน ดังนั้น มันจำเป็นอยู่แล้วที่จะบำนาญ ต้องให้เขาทำงานต่อ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
อ.ปริญญา กล่าวว่า ผมไม่ได้มองว่าเรื่องนี้จะมีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้ประโยชน์ เพราะสังคมไทยทั้งหมดต้องคิดเตรียมการได้แล้ว เพราะความจริงเราคิดเรื่องนี้ช้าไปด้วยซ้ำ เนื่องจากเด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย 4 ปีติดต่อกัน และปีนี้จะกลายเป็นปีที่ 5 แต่ว่าการที่รัฐบาลเริ่มต้นคิดจะทำถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และต้องหามาตรการที่เหมาะสม พร้อมรับฟังความเห็นให้กว้างขวาง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย
ยกตัวอย่างชาติอื่น ๆ อย่างประเทศ ญี่ปุ่น ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอายุเกษียณของคนทำงาน มีผลลัพธ์อย่างไรบ้าง อ.ปริญญา กล่าวว่า ผมไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นเกษียณอายุเท่าไหร่ แต่ทุกประเทศที่ทำมาหมด และถูกต้องทุกประเทศ โดยต้องเข้าใจว่า ตั้งแต่วัย 60 ปี เป็นเรื่องของอายุเฉลี่ยคนตาย (ก่อนหน้า) ที่ 65-70 ปี ซึ่งอายุเฉลี่ยคนตายเร็วเท่ากับอายุ 60 ปีควรต้องเกษียณ เพื่อใช้ชีวิตช่วงบั้นปลาย แต่ปัจจุบันคนอายุ 60 ปียังดูแข็งแรง พร้อมย้ำว่า ทุกประเทศทำกันมาก่อนหน้าทั้งหมดแล้ว เราถือว่าช้า ยอมรับว่าจำเป็นที่ต้องทำ แต่ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นที่เรารู้อยู่แล้ว เช่น คนที่เตรียมจะเลื่อนขึ้นมาเป็นตำแหน่งสูงขึ้น เพราะคนอายุ 60 ปีไม่เกษียณก็ตัน แทนที่มันจะมีตำแหน่งว่างให้เลื่อนขึ้นมา ถึงอย่างนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการเตรียมการล่วงหน้าอยู่แล้ว
อ. ปริญญา กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าประเด็นนี้ต้องทำ เพื่อจะแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยคนตายมาติดต่อกัน 4 ปี โดยต่อไปคนจะแบกคนสูงวัยที่ไม่ทำงานได้อย่างไร ต้องทำให้คนสูงวัยที่แข็งแรงทำงานต่อ นั่นคือการเลื่อนเกษียณเอง แต่ต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดผลกระทบน้อยที่สุดครับ ซึ่งผมว่าดีที่รัฐบาลกำลังศึกษาเรื่องนี้ และรับฟังอย่างกว้างขวาง
แล้วลูกเพจทุกคนมีความเห็นอย่างไร ?