GCAP GOLD มองทองคำยังเป็นขาขึ้น ลุ้น 5,000 ดอลลาร์
GCAP GOLD มองทองคำยังเป็นขาขึ้น 2-3 ปี ปัจจัยหนุนหลักยังอยู่ครบ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสหรัฐฯที่สูงลิ่ว ปี 69 ลุ้น 5,000 ดอลลาร์ หรือบาทละ 78,000 เตือนเก็งกำไรรายวัน โอกาส"เสีย" มากกว่า "ได้"
นายชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD คาดการณ์ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอีก 2-3 ปี เนื่องจากปัจจัยหลักยังอยู่ครบ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง เพราะต่อให้เป็นปัจจัยเดิมๆ แต่หากสภาพปัญหาลากยาวก็จะทำให้นักลงทุนมีความกลัว
"เรามาในดินแดนที่ไม่เคยมา หรือราคาทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นคาดว่ารอบนี้จะได้เห็น 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯออนซ์ ส่วนทองในประเทศคาดว่าได้เห็น 78,000 บาทต่อบาททอง ในปี 2569
ส่วนปี 2568 คาดว่าทองคำโลกจะอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ ทองคำในประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 62,000-66,000 บาทต่อบาททอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทด้วย"
ชัยวัฒน์ เปรียบทองคำเหมือนกรมอธรรม์ เมื่อมีความกลัวมาก ๆ ก็ต้องมีกรมอธรรม์ มากเช่นกัน พร้อมยกตัวอย่าง ถ้าหากในปัจจุบัน รัสเซีย กับจีนไม่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และหากเราเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ สามารถจัดการหนี้สาธารณะที่มี 38 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมหนี้ทั้งหมดที่พบว่าสูงถึงประมาณ 42 ล้านล้านดอลลาร์ ให้ลดลงได้ในระยะยาว จะทำให้เหตุผลในการซื้อทองคำน้อยลงมาก แต่เหตุผลอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ยเฟด ถามว่านักลงทุนให้น้ำหนักขนาดไหน ดังนั้นทองคำไม่ใช่เป็นการเก็งกำไรอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหนุน
"ปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาตร์ และการคลังของสหรัฐฯ ผมว่าราคาทองคำก็หาปรายไม่เจอ ความกลัวที่เพิ่มขึ้นก็จะซัพพอร์ตราคาทองคำขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยเป็นปัจจัยเสริม"
ชัยวัฒน์ ได้ยกตัวอย่าง ปี 2022 วันแรกที่รัสเซียบุกยูเครน ราคาทองคำไม่ได้ปรับขึ้นมาก หลังจากนั้นเมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองปรับตัวลง จะเห็นได้ว่าการที่ราคาทองไม่ได้ปรับขึ้นมากจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เพราะนักลงทุนคาดว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จะไม่เรื้อรัง ทองก็ไม่ได้ให้น้ำหนัก จนสุดท้ายพอเข้าสู่ปี 2023 นักลงทุนก็เริ่มประเมินแล้วว่าความขัดแย้งนี้อาจจะไม่จบ มีโอกาสยืดเยื้อ และมีแนวโน้มขยายวง นักลงทุนจึงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเรื่องดังกล่าวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้น โดยช่วงต้นปี 2023 ที่ราคาทองคำโลกปรับขึ้น ดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เฟดยังประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางจีนสะสมทองคำเข้าพอร์ตจำนวนมากนั้น ชัยวัฒน์ มีมุมมองว่า เพราะที่ผ่านมาธนาคารกลางจีน มีทองคำสำรองน้อย หรือประมาณ 6 ล้านตันเมื่อเทียบกับธนาคารกลางอื่นๆ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ชัยวัฒน์ แนะนำสำหรับนักลงทุนที่ซื้อขายเก็งกำไรรายวัน หรือเดย์เทรด เมื่อดูจากปัจจัยทางเทคนิค ไม่มีสัญญาณซื้อและขาย โดยราคาทองคำโลกปรับขึ้นสูงสุดที่ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปรับตัวลง ดังนั้นนักลงทุนที่เก็งกำไรรายวัน มีโอกาส"เสีย"มากว่าโอกาสได้"กำไร"
ยกตัวอย่าง นักลงทุนที่เข้าซื้อตั้งแต่ราคา 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็จะมีต้นทุนที่ราคา 4,400 ดอลลาร์ อยู่ก้อนหนึ่ง แต่ทองมีแนวรับระดับ 3,750-3,780 ดอลลาร์ จะเห็นว่าแนวรับลึกจริงๆ
สำหรับนักลงทุนระยะกลางและยาว นักลงทุนที่ลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน (YTD) ยังมีกำไร ดังนั้นแนะนำให้"ทยอยซื้อ" โดยหากราคาปรับลงมากๆ แนะนำให้ซื้อไม้ใหญ่ได้