ส่องความเห็นนักวิเคราะห์ต่างชาติ “ลงทุนอย่างไร?” ในวันที่โลกการเงินปั่นป่วน
จากความผันผวนของ ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ยังทะยานไม่หยุด ไปจนถึงความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI และสงครามการค้า ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักการเงินระดับโลกแนะกลยุทธ์รับมือ “ยุคเศรษฐกิจสับสน”
วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ข่าวการเงินทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกของผู้คนต่อความไม่แน่นอนของโลกในปัจจุบัน ขณะที่พาดหัวข่าวเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เช่น การเมืองที่พลิกผันจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาตรการภาษีที่สร้างแรงสั่นสะเทือน และการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจแย่งงานมนุษย์ ตัวเลขในตลาดกลับสะท้อนความมั่นใจอย่างมหาศาล เพราะตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นกว่า 90% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงรู้สึกร่ำรวยขึ้น แม้จะวิตกกังวลมากกว่าเดิม
ฟองสบู่หุ้นหรือฟองสบู่แห่งอารมณ์?
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยเยล โรเบิร์ต ชิลเลอร์ เคยเสนอดัชนีวัดมูลค่าหุ้นระยะยาวที่เรียกว่า CAPE ratio ซึ่งคำนวณจากราคาหุ้นเทียบกับกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตลาด
ปัจจุบันนักลงทุนกำลังจ่ายเงินเกือบ 40 เท่าของกำไรเฉลี่ย เพื่อถือครองหุ้น ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ฟองสบู่ดอทคอมในปี 1999 และครั้งนี้แรงขับเคลื่อนก็มาจากหุ้นเทคโนโลยีเช่นเดิม ซึ่งจะเรียกว่าเป็นฟองสบู่หุ้น ก็อาจใช่ แต่ที่แน่ๆ คือ “ฟองสบู่แห่งความรู้สึก” กำลังขยายตัว
นักลงทุนส่วนใหญ่รู้ดีว่าไม่ควรจับจังหวะตลาด แต่ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก เศรษฐกิจผันผวน และการเมืองไม่แน่นอน คำแนะนำแบบเดิมว่าลงทุนระยะยาวฟังดูไม่มั่นคงเหมือนก่อน
เราต่างรู้สึกว่ามีบางสิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น มันอาจเป็นเรื่องดี หาก AI กลายเป็นปาฏิหาริย์ด้านผลิตภาพ แต่ก็อาจเลวร้าย หากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและชิปกลายเป็นหลุมหนี้ที่ไม่สามารถคืนทุนได้ หรือหาก AI เก่งจนแย่งงานของเราเอง? หรือถ้าเฟดภายใต้แรงกดดันทางการเมืองไม่สามารถคุมเงินเฟ้อได้? หรือหากภาษีและนโยบายกีดกันทางการค้ากลายเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ?
ในโลกที่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน”กิดขึ้นได้เสมอ มาตรฐานคำแนะนำแบบอย่าทำอะไรเลย อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
บทเรียนราคาแพงจากการพยายามจับจังหวะตลาด
ผู้เขียนเล่าว่า ในปี 2554 ช่วงที่รัฐสภาสหรัฐขู่จะไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งอาจทำให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้ เขาตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดแล้วโยกเงินเข้ากองทุนพันธบัตรเพื่อรอความปลอดภัย
แต่เมื่อวิกฤตผ่านไป ปัญหากลับไม่ใช่ตลาด แต่คือจิตใจของตัวเอง เพราะเมื่อถึงเวลาจะกลับเข้าตลาดอีกครั้ง กลับไม่กล้าและพลาดช่วงตลาดดีที่ตามมา
จะอยู่รอดในตลาดได้อย่างไร : ไม่ใช่การทำนาย แต่คือการเตรียมตัว
- อย่าแบกรับความเสี่ยงเกินกว่าที่จะรับไหว โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 50 ปี ควรมีสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรหรือเงินสด 30–40% ของพอร์ต เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้หลายปีโดยไม่ต้องขายหุ้นช่วงตลาดตก
- ตรวจสอบเป้าหมายการออมใหม่ ผลตอบแทนในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา “ดีผิดปกติ” แบบจำลองล่าสุดของ Vanguard คาดว่าหุ้นสหรัฐ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 3.3–5.3% ต่อปี ในทศวรรษหน้า
- มีเงินสำรองฉุกเฉินเสมอ เพราะแม้เศรษฐกิจยังดูดี แต่อาจเกิดการเลิกจ้างหรือรายได้ลดลงจากผลกระทบของ AI ได้ทุกเมื่อ
- กระจายการลงทุน หุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและเอเชียบางประเทศ ยังมีมูลค่าถูกเมื่อเทียบกับสหรัฐและเริ่มฟื้นตัวในปีนี้
- ระวังผลิตภัณฑ์การเงินใหม่และคำแนะนำรวยเร็ว ตลาดขาขึ้นมักดึงดูดการเก็งกำไร ตั้งแต่หุ้นคริปโต ไปจนถึงกองทุนทางเลือก (Alternative ETF) ที่ซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมสูง
คำแนะนำสุดท้ายคือ กลับมาถามตัวเองว่าเรามีเงินออมเพียงพอหรือยัง และเรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน
อะไรจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐชะลอตัว?
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยเสี่ยงของตลาดในปี 2568 คือ AI, ภาษีศุลกากร และนโยบายการเงินของเฟด โดยเบน อินเกอร์ ผู้ร่วมบริหารฝ่ายจัดสรรสินทรัพย์ของบริษัทลงทุน GMO LLC อธิบายว่าตลาดมักตื่นตระหนกเกินไปในระยะสั้น แล้วค่อยปรับตัวเมื่อเห็นว่าผลกระทบไม่รุนแรงอย่างที่คิด เช่นเดียวกับมาตรการภาษีหรือการขาดแรงงานต่างชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาในการส่งผลจริงต่อเศรษฐกิจ
และเตือนว่า สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือหากการลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของ AI ชะลอลง เพราะมันกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจปัจจุบัน อีกปัจจัยหนึ่งคือความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้ว่าการเฟด ลิซา คุก ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีคดีทุจริตสินเชื่อบ้าน และกำลังต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่ง หากเฟดสูญเสียความน่าเชื่อถือจากการแทรกแซงทางการเมือง จะกระทบต่อระบบการเงินทั้งหมด
ลิซา ชาเล็ต หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Morgan Stanley Wealth Management ระบุว่า ยุคแห่งความพิเศษของตลาดสหรัฐกำลังถึงจุดเปลี่ยน และคาดว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในอนาคตจะลดลงเหลือเพียง 5–6% ต่อปี จากที่เคยสูงถึง 15%
ขณะเดียวกันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และต่างประเทศเริ่มแคบลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และแรงงานต่างชาติที่ลดลงกำลังบั่นทอนขีดความสามารถของเศรษฐกิจ
“ฉันไม่ได้บอกว่านี่คือฟองสบู่ แต่ตลาดสหรัฐแพงมาก และเราควรเริ่มคาดหวังผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลมากขึ้น”
ดัก รัมซีย์ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Leuthold Group เตือนว่า การที่ครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุด 10% ใช้จ่ายเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมดในประเทศ สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาราคาสินทรัพย์มากเกินไป หากตลาดหุ้นร่วงแรง การบริโภคอาจชะลอและดึงเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้
ควรเพิ่ม “สินทรัพย์ทางเลือก” ในกองทุนเกษียณหรือไม่?
อุตสาหกรรม Private Market เช่น Private Equity, Private Credit และอสังหาริมทรัพย์เอกชน พยายามเจาะเข้าสู่กองทุนเกษียณแบบ 401(k) ซึ่งมีเงินรวมกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์
ผู้สนับสนุนระบุว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทั่วไปเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน แต่ที่ปรึกษาทางการเงินหลายรายเตือนว่าความไม่โปร่งใส ค่าธรรมเนียมสูง และสภาพคล่องต่ำ อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยง
บางกองทุนอาจล็อกเงินไว้ 7-10 ปี แม้จะมีรุ่นใหม่ที่เปิดให้ถอนง่ายขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงสูง
จอน เฮนชู จาก Johnson Financial Group กล่าวว่า “การเปิดรับสินทรัพย์ทางเลือกใน 401(k) ควรมาพร้อมการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และจำกัดสัดส่วนอย่างรอบคอบ”
อีริก บัลชูนาส นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Bloomberg Intelligence แนะนำว่า ก่อนเลือก ETF ควรถามตัวเอง 3 ข้อหลัก ได้แก่ ETF ถือสินทรัพย์อะไร? ค่าธรรมเนียมเท่าไร? ผู้ออกกองทุนคือใคร?
เขากล่าวว่า "ETF แม้แตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก สำหรับนักลงทุนทั่วไปต้นทุนคือสิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุด"
ถ้ายังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจอเมริกา
ปี 2566-2567 หุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนรวมกว่า 25% ต่อปี และในปี 2568 ดัชนียังเพิ่มขึ้นกว่า 13% หากคุณยังมองบวกต่อสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรถือหุ้นเทคโนโลยีต่อไปบางส่วน เพราะแม้ราคาแพง แต่ยังมีศักยภาพจาก AI ในภาค สุขภาพ ยา และชีววิทยา (biotech) ที่ยังไม่ถูกคาดการณ์ไว้ในราคา
ไมเคิล แกรนท์ จาก Calamos Investments มองว่าแม้หุ้น AI จะปรับฐานลง 30–50% ก็ยังไม่กระทบพื้นฐานเศรษฐกิจ เพราะภาคเอกชนสหรัฐยังแข็งแกร่ง และนโยบายของทรัมป์อาจหนุนการเติบโตในปี 2569 เป็นต้นไป
ถ้ามองเศรษฐกิจสหรัฐในแง่ลบ
ที่ปรึกษาหลายรายไม่แนะนำให้ขายหุ้นสหรัฐทิ้งทั้งหมด แต่ควรกระจายไปต่างประเทศ แบรด ปีเตอร์สัน จาก Northern Trust แนะนำเพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรป ซึ่งมีมูลค่าถูกและได้รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนีและธนาคารกลางยุโรป ในขณะเดียวกันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เช่น เสาโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้า ท่าเรือ และทางรถไฟ ก็น่าสนใจ เพราะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และเงินเฟ้อ เช่น กองทุน iShares Global Infrastructure ETF (IGF) หรือ SPDR S&P Global Infrastructure ETF (GII)
สุดท้าย ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงยอดนิยม ราคาพุ่งขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าทองคำก็มีช่วงที่ผลตอบแทนต่ำเช่นกัน จึงควรใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงมากกว่าหวังผลกำไรสูง
อ้างอิง : www.bloomberg.com