โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่องความเห็นนักวิเคราะห์ต่างชาติ “ลงทุนอย่างไร?” ในวันที่โลกการเงินปั่นป่วน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 11.29 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 04.29 น.

จากความผันผวนของ ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ยังทะยานไม่หยุด ไปจนถึงความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI และสงครามการค้า ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักการเงินระดับโลกแนะกลยุทธ์รับมือ “ยุคเศรษฐกิจสับสน”

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ข่าวการเงินทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกของผู้คนต่อความไม่แน่นอนของโลกในปัจจุบัน ขณะที่พาดหัวข่าวเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เช่น การเมืองที่พลิกผันจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาตรการภาษีที่สร้างแรงสั่นสะเทือน และการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจแย่งงานมนุษย์ ตัวเลขในตลาดกลับสะท้อนความมั่นใจอย่างมหาศาล เพราะตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นกว่า 90% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงรู้สึกร่ำรวยขึ้น แม้จะวิตกกังวลมากกว่าเดิม

ฟองสบู่หุ้นหรือฟองสบู่แห่งอารมณ์?

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยเยล โรเบิร์ต ชิลเลอร์ เคยเสนอดัชนีวัดมูลค่าหุ้นระยะยาวที่เรียกว่า CAPE ratio ซึ่งคำนวณจากราคาหุ้นเทียบกับกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตลาด

ปัจจุบันนักลงทุนกำลังจ่ายเงินเกือบ 40 เท่าของกำไรเฉลี่ย เพื่อถือครองหุ้น ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ฟองสบู่ดอทคอมในปี 1999 และครั้งนี้แรงขับเคลื่อนก็มาจากหุ้นเทคโนโลยีเช่นเดิม ซึ่งจะเรียกว่าเป็นฟองสบู่หุ้น ก็อาจใช่ แต่ที่แน่ๆ คือ “ฟองสบู่แห่งความรู้สึก” กำลังขยายตัว

นักลงทุนส่วนใหญ่รู้ดีว่าไม่ควรจับจังหวะตลาด แต่ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก เศรษฐกิจผันผวน และการเมืองไม่แน่นอน คำแนะนำแบบเดิมว่าลงทุนระยะยาวฟังดูไม่มั่นคงเหมือนก่อน

เราต่างรู้สึกว่ามีบางสิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น มันอาจเป็นเรื่องดี หาก AI กลายเป็นปาฏิหาริย์ด้านผลิตภาพ แต่ก็อาจเลวร้าย หากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและชิปกลายเป็นหลุมหนี้ที่ไม่สามารถคืนทุนได้ หรือหาก AI เก่งจนแย่งงานของเราเอง? หรือถ้าเฟดภายใต้แรงกดดันทางการเมืองไม่สามารถคุมเงินเฟ้อได้? หรือหากภาษีและนโยบายกีดกันทางการค้ากลายเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ?

ในโลกที่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน”กิดขึ้นได้เสมอ มาตรฐานคำแนะนำแบบอย่าทำอะไรเลย อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

บทเรียนราคาแพงจากการพยายามจับจังหวะตลาด

ผู้เขียนเล่าว่า ในปี 2554 ช่วงที่รัฐสภาสหรัฐขู่จะไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งอาจทำให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้ เขาตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดแล้วโยกเงินเข้ากองทุนพันธบัตรเพื่อรอความปลอดภัย

แต่เมื่อวิกฤตผ่านไป ปัญหากลับไม่ใช่ตลาด แต่คือจิตใจของตัวเอง เพราะเมื่อถึงเวลาจะกลับเข้าตลาดอีกครั้ง กลับไม่กล้าและพลาดช่วงตลาดดีที่ตามมา

จะอยู่รอดในตลาดได้อย่างไร : ไม่ใช่การทำนาย แต่คือการเตรียมตัว

  • อย่าแบกรับความเสี่ยงเกินกว่าที่จะรับไหว โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 50 ปี ควรมีสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรหรือเงินสด 30–40% ของพอร์ต เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้หลายปีโดยไม่ต้องขายหุ้นช่วงตลาดตก
  • ตรวจสอบเป้าหมายการออมใหม่ ผลตอบแทนในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา “ดีผิดปกติ” แบบจำลองล่าสุดของ Vanguard คาดว่าหุ้นสหรัฐ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 3.3–5.3% ต่อปี ในทศวรรษหน้า
  • มีเงินสำรองฉุกเฉินเสมอ เพราะแม้เศรษฐกิจยังดูดี แต่อาจเกิดการเลิกจ้างหรือรายได้ลดลงจากผลกระทบของ AI ได้ทุกเมื่อ
  • กระจายการลงทุน หุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและเอเชียบางประเทศ ยังมีมูลค่าถูกเมื่อเทียบกับสหรัฐและเริ่มฟื้นตัวในปีนี้
  • ระวังผลิตภัณฑ์การเงินใหม่และคำแนะนำรวยเร็ว ตลาดขาขึ้นมักดึงดูดการเก็งกำไร ตั้งแต่หุ้นคริปโต ไปจนถึงกองทุนทางเลือก (Alternative ETF) ที่ซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมสูง

คำแนะนำสุดท้ายคือ กลับมาถามตัวเองว่าเรามีเงินออมเพียงพอหรือยัง และเรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

อะไรจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐชะลอตัว?

นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยเสี่ยงของตลาดในปี 2568 คือ AI, ภาษีศุลกากร และนโยบายการเงินของเฟด โดยเบน อินเกอร์ ผู้ร่วมบริหารฝ่ายจัดสรรสินทรัพย์ของบริษัทลงทุน GMO LLC อธิบายว่าตลาดมักตื่นตระหนกเกินไปในระยะสั้น แล้วค่อยปรับตัวเมื่อเห็นว่าผลกระทบไม่รุนแรงอย่างที่คิด เช่นเดียวกับมาตรการภาษีหรือการขาดแรงงานต่างชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาในการส่งผลจริงต่อเศรษฐกิจ

และเตือนว่า สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือหากการลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของ AI ชะลอลง เพราะมันกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจปัจจุบัน อีกปัจจัยหนึ่งคือความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับผู้ว่าการเฟด ลิซา คุก ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีคดีทุจริตสินเชื่อบ้าน และกำลังต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่ง หากเฟดสูญเสียความน่าเชื่อถือจากการแทรกแซงทางการเมือง จะกระทบต่อระบบการเงินทั้งหมด

ลิซา ชาเล็ต หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Morgan Stanley Wealth Management ระบุว่า ยุคแห่งความพิเศษของตลาดสหรัฐกำลังถึงจุดเปลี่ยน และคาดว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในอนาคตจะลดลงเหลือเพียง 5–6% ต่อปี จากที่เคยสูงถึง 15%

ขณะเดียวกันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และต่างประเทศเริ่มแคบลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และแรงงานต่างชาติที่ลดลงกำลังบั่นทอนขีดความสามารถของเศรษฐกิจ

“ฉันไม่ได้บอกว่านี่คือฟองสบู่ แต่ตลาดสหรัฐแพงมาก และเราควรเริ่มคาดหวังผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลมากขึ้น”

ดัก รัมซีย์ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Leuthold Group เตือนว่า การที่ครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุด 10% ใช้จ่ายเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมดในประเทศ สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาราคาสินทรัพย์มากเกินไป หากตลาดหุ้นร่วงแรง การบริโภคอาจชะลอและดึงเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้

ควรเพิ่ม “สินทรัพย์ทางเลือก” ในกองทุนเกษียณหรือไม่?

อุตสาหกรรม Private Market เช่น Private Equity, Private Credit และอสังหาริมทรัพย์เอกชน พยายามเจาะเข้าสู่กองทุนเกษียณแบบ 401(k) ซึ่งมีเงินรวมกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์

ผู้สนับสนุนระบุว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทั่วไปเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน แต่ที่ปรึกษาทางการเงินหลายรายเตือนว่าความไม่โปร่งใส ค่าธรรมเนียมสูง และสภาพคล่องต่ำ อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยง

บางกองทุนอาจล็อกเงินไว้ 7-10 ปี แม้จะมีรุ่นใหม่ที่เปิดให้ถอนง่ายขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงสูง

จอน เฮนชู จาก Johnson Financial Group กล่าวว่า “การเปิดรับสินทรัพย์ทางเลือกใน 401(k) ควรมาพร้อมการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และจำกัดสัดส่วนอย่างรอบคอบ”

อีริก บัลชูนาส นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Bloomberg Intelligence แนะนำว่า ก่อนเลือก ETF ควรถามตัวเอง 3 ข้อหลัก ได้แก่ ETF ถือสินทรัพย์อะไร? ค่าธรรมเนียมเท่าไร? ผู้ออกกองทุนคือใคร?

เขากล่าวว่า "ETF แม้แตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก สำหรับนักลงทุนทั่วไปต้นทุนคือสิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุด"

ถ้ายังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจอเมริกา

ปี 2566-2567 หุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนรวมกว่า 25% ต่อปี และในปี 2568 ดัชนียังเพิ่มขึ้นกว่า 13% หากคุณยังมองบวกต่อสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรถือหุ้นเทคโนโลยีต่อไปบางส่วน เพราะแม้ราคาแพง แต่ยังมีศักยภาพจาก AI ในภาค สุขภาพ ยา และชีววิทยา (biotech) ที่ยังไม่ถูกคาดการณ์ไว้ในราคา

ไมเคิล แกรนท์ จาก Calamos Investments มองว่าแม้หุ้น AI จะปรับฐานลง 30–50% ก็ยังไม่กระทบพื้นฐานเศรษฐกิจ เพราะภาคเอกชนสหรัฐยังแข็งแกร่ง และนโยบายของทรัมป์อาจหนุนการเติบโตในปี 2569 เป็นต้นไป

ถ้ามองเศรษฐกิจสหรัฐในแง่ลบ

ที่ปรึกษาหลายรายไม่แนะนำให้ขายหุ้นสหรัฐทิ้งทั้งหมด แต่ควรกระจายไปต่างประเทศ แบรด ปีเตอร์สัน จาก Northern Trust แนะนำเพิ่มสัดส่วนหุ้นยุโรป ซึ่งมีมูลค่าถูกและได้รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนีและธนาคารกลางยุโรป ในขณะเดียวกันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เช่น เสาโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้า ท่าเรือ และทางรถไฟ ก็น่าสนใจ เพราะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และเงินเฟ้อ เช่น กองทุน iShares Global Infrastructure ETF (IGF) หรือ SPDR S&P Global Infrastructure ETF (GII)

สุดท้าย ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงยอดนิยม ราคาพุ่งขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าทองคำก็มีช่วงที่ผลตอบแทนต่ำเช่นกัน จึงควรใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงมากกว่าหวังผลกำไรสูง

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...