โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สื่อนอกมองวิกฤติการเมืองไทยช้ำหนัก หวั่น'ถูกหั่นเครดิต'กดดันลดดอกเบี้ย 0.5%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ย 2568 เวลา 23.19 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2568 เวลา 10.00 น.

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเชิงวิเคราะห์วันนี้ (2 ก.ย. 68) ว่า ท่ามกลางการแข่งขันของพรรคการเมืองใหญ่ในประเทศไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจมีวาระอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างมองเห็นความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่เพิ่มขึ้น และมีโอกาสสูงที่อาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่าเดิม โดยบางสำนักคาดว่าอาจลดลงถึง 0.5% ในเดือนหน้า

ประเทศไทยตกอยู่ในบรรยากาศวุ่นวายทางการเมืองตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง คำตัดสินดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดการแข่งขันกันระหว่าง "พรรคเพื่อไทย" และ "พรรคภูมิใจไทย" เพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยทั้งสองพรรคต่างเร่งหาเสียงสนับสนุนจาก "พรรคประชาชน" ที่เรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ภายในไม่กี่เดือน

"หากความไม่แน่นอนทางการเมืองนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ กระบวนการอาจยืดเยื้อออกไป และจะกดดันโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอ่อนแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว" นางลาวัลญา เวนกาเตศวรัน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร OCBC ในสิงคโปร์ กล่าว

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากมาตรภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และการปะทะกันทางชายแดนกับกัมพูชา รัฐบาลประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568 นี้ จะโตเฉลี่ยเพียง 2% ซึ่ง "ต่ำกว่าครึ่ง" เมื่อเทียบกับการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง "อินโดนีเซีย" และ "ฟิลิปปินส์"

จับตาธปท. ลดดอกเบี้ยเพิ่ม

นับตั้งแต่เดือนต.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.0% ทำให้อัตราดอกเบี้ยของไทยลดลงเหลือ 1.5% และระบุว่าจะพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเห็นแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสัญญาณ "ชะลอตัวลงรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ" หรือเผชิญแรงกระแทกที่คาดไม่ถึง

"หากมีความล่าช้าในการดำเนินนโยบายและแรงกระแทกต่อความเชื่อมั่นยังดำเนินต่อ ธปท.อาจ 'เร่งการผ่อนคลายทางการเงิน' แต่ก็อาจจะลดดอกเบี้ยลงไม่ได้มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและแรงกดดันจากภายนอก" นางคริสตัล ตัน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร ANZ กล่าวพร้อมคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในไตรมาส 4

ขณะที่นายทิม ลีฬหะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มีมุมมองที่ต่างออกไปจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ โดยคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยถึง 0.5% ในการประชุมกนง. วันที่ 8 ต.ค. นี้ โดยส่วนหนึ่งเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

"การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไปเป็นพรรคการเมืองอื่น จะส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายโดยสิ้นเชิง รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะดุดในระยะสั้น” นักเศรษฐศาสตร์สแตนชาร์ด กล่าว

เสี่ยงถูก Moody's หั่นเครดิต

ด้านโนมูระ โฮลดิงส์ อิงค์ ซึ่งก่อนหน้านี้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย ณ สิ้นปีนี้จะลดลงต่ำกว่า 1% ได้เตือนถึงความเสี่ยงที่ "อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ" อาจถูกบริษัทจัดอันดับเครดิต"มูดี้ส์" (Moody's) ปรับลดลงในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ในเดือนเม.ย. 2568 มูดีส์ได้ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากมีเสถียรภาพ (Stable) ลงมาเป็นเชิงลบ (Negative) เนื่องจากผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐที่อาจกระทบการค้าและการเติบโตของไทย รวมถึงความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มขึ้น และความท้าทายในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยที่ Baa1

หลังมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ มูดี้ได้ส์ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า การเมืองไทยที่แตกแยกหลายขั้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐบาลผสมที่เปราะบางและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง เป็นปัจจัยฉุดรั้งการลงทุนและทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยต้องหยุดชะงัก

บลูมเบิร์กระบุว่ายังพอมีข่าวดีอยู่บ้างสำหรับประเทศไทย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ออกมาแล้ววงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เริ่มมีผลวันที่ 1 ต.ค. นี้ และคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาในวันอังคาร ซึ่งช่วยผ่อนคลายความกังวลให้นักลงทุนว่าจะไม่เกิดปัญหางบประมาณชะงักงันเหมือนที่เคยเกิดขึ้นนานหลายเดือนเมื่อปี 2562

อย่างไรก็ดี ทางด้านบริษัทจัดอันดับเครดิต"เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์" (S&P Global Ratings) ระบุว่าในบันทึกล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ว่า ความผันผวนทางการเมืองหลังการถอดถอนนายกรัฐมนตรี "ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยอย่างรุนแรง" โดยเอสแอนด์พีคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาลมากนัก เนื่องจาก "ระบบราชการของไทย" เป็นสถาบันที่ช่วยพยุงเสถียรภาพให้ประเทศมาได้นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองปี 2549

กระนั้น "ความตกลงทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ" ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด อาจได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองโดยเฉพาะหากมีการยุบสภา เนื่องจากสาระสำคัญบางส่วน เช่น การลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยอาจสะดุดลงในหลายด้านหากเกิดสภาวะอัมพาตทางการเมือง

"การเบิกจ่ายงบประมาณ การดำเนินโครงการลงทุน และข้อตกลงการค้ากับสหรัฐจะสะดุด หากเกิดสภาวะอัมพาตทางการเมือง" นายบุรินทร์กล่าว "ไม่มีข่าวดีเลย"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...