'สืบ' จากไป 35 ปี 'ป่า' ไม่ใช่แค่ภารกิจนักอนุรักษ์ แต่คือสมการสำคัญของเศรษฐกิจ
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด
‘สืบ นาคะเสถียร’ จากไปแล้ว 35 ปี แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการสืบสานเจตนารมณ์ของคุณสืบ ขณะที่การทำงานในยุคปัจจุบันต้องปรับตัวให้ทันสมัยเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงง่ายขึ้น และการอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเรื่องของนักอนุรักษ์หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้เท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งสมการทางเศรษฐกิจ และเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความยั่งยืน
แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ปัญหาป่าถูกทำลายยังไม่หยุด ‘ภาณุเดช เกิดมะลิ’ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เจนที่ 4 เปิดใจกับ ประชาชาติธุรกิจ อย่างเป็นกันเอง ถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของงานอนุรักษ์ รวมถึงการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่และภาคธุรกิจเข้ากับการดูแลผืนป่าอย่างยั่งยืน
ภารกิจที่ ‘ไม่เปลี่ยน’ และ ‘ต้องเปลี่ยน’
ภาณุเดช เปิดเผยว่า ตลอด 35 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่คุณสืบ นาคะเสถียร จากไป สิ่งที่มูลนิธิฯ ไม่เคยเปลี่ยนคือการสืบสานและสืบทอดเจตนารมณ์ที่คุณสืบได้วางแผนไว้ การสานต่อเจตนารมณ์นี้ถือเป็นภารกิจหลักที่มูลนิธิฯ ยึดมั่นมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องมีการปรับปรุงและทบทวนให้ทันสมัยอยู่เสมอคือรูปแบบการทำงาน เนื่องจากบริบทของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้รูปแบบการทำงาน วิธีการสื่อสาร และกิจกรรมต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สังคมเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้ง่ายขึ้น
ป่ามีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องของนักอนุรักษ์
ประธานมูลนิธิสืบฯ ย้ำว่าการปกป้องธรรมชาติมีความสำคัญในมุมเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและจิตใจ เราก็จะตระหนักและอยากปกป้องดูแล ที่ผ่านมา งานอนุรักษ์มักถูกมองเป็นเรื่องนามธรรมและเป็นเรื่องของนักอนุรักษ์หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้เท่านั้น ทำให้คนทั่วไปรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าถึงได้ยาก
ภาณุเดชยก ตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวขอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ทำงานร่วมกับชุมชนมานานกว่า 30 ปี เมื่อมีการดูแลและฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าจนเพิ่มขึ้น สัตว์ป่าบางส่วนเริ่มออกมาหากินในพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ที่ยังไม่ใช่พื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ทำให้ชุมชนสามารถจัดกิจกรรมท่องเที่ยวชมสัตว์ป่า มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่พานักท่องเที่ยวล่องเรือชมสัตว์ป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของการอนุรักษ์และรู้สึกภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการดูแลสัตว์ป่า
“วันนี้เขาได้เห็นแล้วว่า เขาสามารถจับต้องได้ในเชิงของมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเขาได้เห็นว่าสัตว์ป่ามันมีตัวตนจริงๆ นะ มันออกมาจริงๆ สามารถที่จะให้ประชาชนคนไทยเข้าไปเที่ยวชม เข้าไปศึกษาธรรมชาติแล้วเขาก็มีรายได้ ผมมองว่ารูปแบบของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบ มันคือการจัดการที่ไม่ใช่เรื่องของงานอนุรักษ์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม แล้วทุกคนรู้สึกว่าสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างได้อย่างยั่งยืนด้วย” ภาณุเดชกล่าว
ภาณุเดชสรุปว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของงานอนุรักษ์อย่างเดียว แต่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและทำให้ทุกคนสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ป่าถูกทำลาย เป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้
ภาณุเดชให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การสูญเสียงบประมาณจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ชัดเจน แม้ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากป่าที่ถูกทำลายจะหายาก แต่เราสามารถเห็นผลกระทบได้จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ เช่น ดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ
เขายังเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าไปเกือบ 3 แสนไร่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและส่งผลให้เกิดอุทกภัยและภัยธรรมชาติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ แต่รัฐบาลต้องตั้งงบกลางเพื่อช่วยเหลือและบริหารจัดการน้ำสูงราว 1.4 แสนล้านบาท
เขาเสนอแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนกว่าการใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ หรือการส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับการเกษตรบนพื้นที่สูง การใช้เงินเหล่านี้ในการฟื้นฟูและดูแลคนที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ จะช่วยลดปัญหาภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืนกว่า
ตัวอย่างโมเดลลงทุนในป่า เมื่อไม้คือหนึ่งในสมการเศรษฐกิจ
ภาณุเดชกล่าวว่า การฟื้นฟูป่าสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง และมีตัวอย่างให้เห็นในต่างประเทศ
สวีเดน: เคยมีพื้นที่ป่าปกคลุมเกือบ 60-70% ของประเทศ แต่ถูกตัดจนหมด ปัจจุบันมีการฟื้นฟูป่าขึ้นมาใหม่เกือบ 100% ในพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นตัวเมือง และเน้นให้ชุมชนทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้เพื่อส่งคืนให้รัฐ ซึ่งรัฐจะนำไม้ไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสาไฟฟ้าและอาคาร
ประเทศเพื่อนบ้าน: ในสปป. ลาว และจีนเริ่มฟื้นฟูป่าและส่งเสริมให้คนในพื้นที่ดูแลป่า มีการบริหารจัดการไม้ที่ได้ประโยชน์จากป่า เช่น มีโรงเลื่อยและส่งออกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภาณุเดชมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงกว่ายุโรปหรือประเทศเขตหนาว เพราะเป็นเขตร้อนทำให้ไม้เติบโตเร็ว เขายังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อที่ผิดว่า “ห้ามตัดไม้” ซึ่งทำให้เราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและเสียโอกาสในการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพราะเนื้อไม้คือตัวกักเก็บคาร์บอน การปลูกและตัดขายอย่างเป็นระบบจะทำให้เกิดการหมุนเวียนในการกักเก็บคาร์บอนและช่วยรักษาสภาพภูมิอากาศได้
ความท้าทายงานอนุรักษ์ ยุคสืบ VS ยุคปัจจุบัน
ภาณุเดชเล่าว่า ปัญหาหรือภัยคุกคามป่าในยุคคุณสืบเป็นเรื่องที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่น การขยายพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน หรืออุตสาหกรรมเหมืองแร่ ทำให้การทำงานเป็นการต่อสู้กับเป้าหมายที่ชัดเจน
แต่ในปัจจุบันสถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นจากหลายปัจจัย
วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงและควบคุมได้ยาก
ระบบทุนนิยม: ทรัพยากรถูกมองเป็นต้นทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องรอง ยกตัวอย่างเช่นโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐที่เน้นตอบสนองเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้การต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยาก
การขาดองค์ความรู้: การตัดสินใจบางอย่างขาดข้อมูลทางวิชาการรองรับ เช่น กรณีปลดล็อกนกปรอดหัวโขนจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงข้อมูลที่ว่าปริมาณนกในธรรมชาติลดลงอย่างมาก ซึ่งการปลดล็อกนี้อาจยิ่งเร่งให้เกิดการจับนกในธรรมชาติมากขึ้น
พลังคนรุ่นใหม่ และความหมายที่แท้จริงของวัน ‘สืบ นาคะเสถียร’
วันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันสืบ นาคะเสถียร มีความสำคัญมากกว่าแค่การรำลึก ภาณุเดชกล่าวว่าคุณสืบเป็นเหมือนตัวแทนและสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ของคนไทย วันนี้จึงเป็นวันที่ทุกคนจะได้ตระหนักว่าเราทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นวันที่เพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการอนุรักษ์ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และเติมกำลังใจให้กัน มูลนิธิฯ ยังใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารเรื่องราวจากป่าสู่คนในเมือง เพื่อให้คนในเมืองได้รับรู้สถานการณ์และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากขึ้น
ภาณุเดชมองว่าคนรุ่นใหม่คือพลังที่สำคัญในการดูแลผืนป่า เขาสังเกตเห็นว่านับตั้งแต่ช่วงโควิด มีคนรุ่นใหม่เข้าป่ามากขึ้น ทั้งเพื่อเดินป่า ศึกษาธรรมชาติ หรือแคมป์ปิ้ง ซึ่งกลายเป็นกระแสหลักของสังคมไทย เขายังเชื่อว่าองค์ความรู้และความรู้สึกร่วมเหล่านี้จะเป็นพลังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจและช่วยกันปกป้องธรรมชาติมากขึ้น
เขายังยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสังคมไทยในการอนุรักษ์ เช่น กระแสการเดินเท้าคัดค้าน EIA เขื่อนแม่วงก์ หรือกรณีเสือดำในทุ่งใหญ่ ที่ทำให้คนไทยตื่นตัว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีความพร้อมที่จะร่วมกันปกป้องธรรมชาติ เพียงแต่ต้องมีการสร้างพื้นที่และกิจกรรมเพื่อหลอมรวมทุกคนเข้าด้วยกัน
“เราจะใช้เวที ใช้พื้นที่ ใช้ช่วงงานตรงนี้ในการที่จะมาจัดงานร่วมกัน แล้วก็ผมคิดว่า ณ วันนี้คนในเมืองหลายๆ คน ยังรำลึกถึงคุณสืบ เขาก็จะได้เข้ามามีส่วนในการรำลึกคุณสืบกันในพื้นเมืองด้วย อันนี้ก็เป็นวันที่เราจัดนอกเหนือจากที่ห้วยขาแข้งด้วย แล้วผมมองว่างานของมูลนิธิสืบฯ สิงสำคัญเลยที่จะเลิกทำไม่ได้ก็คือ การจัดงานรำลึกคุณสืบ ร่วมกับทางห้วยขาแข้ง แล้วก็ถ้ามีโอกาสก็จัดพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ” ภานุเดช กล่าว
‘ปลุกความเป็นสืบในตัวคุณ’
ภาณุเดชกล่าวว่า คอนเซ็ปต์ ‘ปลุกความเป็นสืบในตัวคุณ’ ของปีนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าตัวเองสามารถเป็นคุณสืบได้ในบทบาทและศักยภาพที่แตกต่างกัน เพราะเชื่อว่าทุกคนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงและดูแลทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน
เขายังได้แนะนำแนวทางการทำ CSR หรือ ESG ที่ยั่งยืนสำหรับภาคธุรกิจ โดยเน้น 3 มิติ ดังนี้
ดูแลสิ่งแวดล้อมในองค์กร: ภาคธุรกิจควรทบทวนการทำงานของตนเองว่ามีส่วนใดที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และหาวิธีลดผลกระทบเหล่านั้น
สนับสนุนงานอนุรักษ์: สามารถบริจาคเพื่อสนับสนุนมูลนิธิฯ หรือเชิญชวนพนักงานมาเป็นอาสาสมัครร่วมกิจกรรมกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม
ความร่วมมือกับชุมชน: ใช้ความสามารถและศักยภาพของธุรกิจมาช่วยชุมชนโดยรอบ เช่น ถ้าเป็นบริษัทผลิตปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจไปให้ความรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์ หรือรับซื้อผลผลิตจากชุมชนเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างชุมชนและภาคธุรกิจ
ภาณุเดชย้ำว่า การทำ CSR แบบเดิมๆ เช่น การปลูกป่าหรือสร้างฝายแล้วจบ ไม่มีความยั่งยืนและอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศด้วยซ้ำ เขาอยากให้ภาคธุรกิจเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการดูแลสังคมที่ใช้หลักการทางวิชาการที่ชัดเจน แทนที่จะเป็นการสร้างภาพหรือถ่ายรูป
“ลักษณะของ CSR ที่เป็นภาพจำว่าต้องไปปลูกป่า หรือทำฝาย ทำนู่นทำนี่เสร็จแล้วก็กลับ มันไม่มีความยั่งยืน แล้วก็ผมยืนยันว่าหลายๆ กิจกรรมที่ทำมันส่งผลกระทบด้านลบกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือระบบนิเวศที่อยู่ในพื้นที่นั้นด้วยซ้ำ อยากให้ภาคธุรกิจลองเรียนรู้แล้วก็พยายามที่จะพัฒนารูปแบบของการดูแลสังคมที่มันเป็นงานวิชาการ หรือหลักการที่ชัดเจนมากกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างภาพ หรือการถ่ายรูปแล้วจบ ผมว่าเราเลิกรู้แบบวิธีการแบบนี้เถอะ แล้วมาหาวิธีการที่มันตอบสนองเรื่องของงานวิชาการ หรือว่าเอางานวิชาการมาใช้ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติมากกว่านี้ คุณมีศักยภาพทำได้” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว
เจตนารมณ์ของมูลนิธิสืบฯ เพื่อลูกหลานอย่างยั่งยืน
ในช่วงท้าย ภาณุเดชกล่าวว่าการที่มูลนิธิสืบฯ ปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่า แท้จริงแล้วคือการทำเพื่อทุกคน เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เช่น ฝุ่น PM2.5 หรือน้ำท่วม ได้ส่งผลกระทบต่อคนในเมืองอย่างชัดเจน เขาอยากให้ทุกคนตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการแก้ปัญหาเล็กน้อยในพื้นที่หนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศได้ ภารกิจของมูลนิธิสืบฯ จึงเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณสืบที่ต้องการรักษาผืนป่าสัตว์ป่าไว้เพื่อลูกหลานของเราทุกคน
ดังนั้น การที่คนในเมืองจะมีส่วนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเพื่อที่จะทำให้ผืนป่า ทำให้ตัวระบบนิเวศที่อยู่ในธรรมชาติเอื้อประโยชน์กับเราแทนที่จะเป็นลบกับเรา เขาสามารถที่จะเข้าไปดูแล เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลตรงนี้ได้ จึงอยากวิงวอนว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แล้วเป็นเรื่องที่เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เหมือนก่อปัญหาในพื้นที่นิดเดียวแต่มันส่งผลกระทบโดยรวมกับคนไทยทั้งประเทศ หรือว่าคนทั้งโลกได้ มันเกิดขึ้นจริงแล้วมันเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกันในการฟื้นฟูดูแลทรัพยากรเหล่านี้
“อยากจะบอกว่าสิ่งที่มูลนิธิสืบฯ ทำเรื่องของการปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่า จริงๆ แล้วเราก็ทำเพื่อพวกเราทุกคน อยากที่จะให้เราตระหนักว่างานอนุรักษ์มันเป็นงานที่เราทำเพื่อที่จะให้พวกทุกคนอยู่ได้ แล้วก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน อันนี้เป็นภารกิจที่มูลนิธิสืบฯ สืบทอดภารกิจที่คุณสืบนาคะเสถียรมีเจตนารมณ์ในการที่จะคงคุณค่า หรือว่าพยายามที่จะรักษาผืนป่าสัตว์ป่าเอาไว้ เพื่อลูกเพื่อหลานของคนเราทุกคน” ภานุเดช กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สืบ’ จากไป 35 ปี ‘ป่า’ ไม่ใช่แค่ภารกิจนักอนุรักษ์ แต่คือสมการสำคัญของเศรษฐกิจ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net