Apple เปิดตัว iPhone Air รุ่นบางเฉียบ พร้อม iPhone 17 รุ่นใหม่ครบไลน์
Apple เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ยกแผง ทั้ง iPhone 17, iPhone Air, iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max รวมถึง AirPods Pro รุ่นใหม่ และ Apple Watch ไลน์อัปล่าสุด พร้อมยกระดับเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ
10 กันยายน 2568 – เมื่อคืนที่ผ่านมา Apple จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปี โดยครั้งนี้มาพร้อมนวัตกรรมหลายชิ้นที่แฟน ๆ รอคอย
ไฮไลต์สำคัญของงานนี้คือ การเปิดตัว iPhone Air ที่ถูกขนานนามว่า “สมาร์ทโฟนที่บางและเบาที่สุดของ Apple” ตัวเครื่องหนาเพียง 5.6 มม. น้ำหนักประมาณ 165 กรัม แต่ยังใส่จอ 6.5 นิ้ว Super Retina XDR และขับเคลื่อนด้วยชิป A19 Pro กล้องหลัก 48MP พร้อมฟีเจอร์วิดีโอ Dolby Vision รองรับการใช้งานระดับโปร ขณะที่แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 27 ชั่วโมง
iPhone Air มีราคาเริ่มต้นที่ 39,900 บาท
สรุปฟีเจอร์หลักของ iPhone Air
- การออกแบบ: “Impossibly thin and light” ตัวเครื่องบางเพียง 5.6 มม. และหนักราว 165 กรัม แต่ยังมากับจอใหญ่ 6.5-inch Super Retina XDR (Apple ระบุเป็นหน้าจอ “immersive pro display”)
- วัสดุและความทนทาน: ด้านหลังใช้ Ceramic Shield (ทำให้ทนต่อการแตกได้มากกว่าเดิม) และ Ceramic Shield 2 บริเวณหน้าจอที่ Apple ระบุว่ามีการทนรอยขีดข่วนดีขึ้น
- ชิป: ติดตั้ง A19 Pro (ให้ประสิทธิภาพระดับสูงกว่า iPhone 17 แบบมาตรฐาน)
- กล้อง: 48MP Fusion Main, 18MP Center Stage front camera, รองรับ 4K 60fps Dolby Vision, Camera Control และ Dual Capture (ถ่ายหน้า-หลังพร้อมกัน)
- แบตเตอรี่: Apple แจ้งว่า “up to 27 hours of video playback” และรองรับ Fast Charge (50% ใน ~30 นาที สำหรับบางการตั้งค่า)
- ฟีเจอร์อื่น ๆ: Action button (ปุ่ม customizable), อุปกรณ์เสริมใหม่เช่น Crossbody Strap สำหรับพกพาแบบ hands-free
ต่อด้วย iPhone 17 Series เริ่มจาก iPhone 17 รุ่นมาตรฐาน ที่อัปเกรดด้วยชิป A19 ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมหน้าจอ ProMotion 120Hz และกล้องใหม่ความละเอียด 48MP Dual Fusion เสริมด้วยกล้องหน้า 18MP และฟีเจอร์ Dual Capture ถ่ายหน้า-หลังพร้อมกัน ขณะที่แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
iPhone 17 มีราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาท
สรุปฟีเจอร์หลักของ iPhone 17
- หน้าจอ: จอใหม่ที่ใหญ่ขึ้นและสว่างขึ้น พร้อม ProMotion (adaptive refresh up to 120Hz) Apple ระบุว่าเป็นจอที่สดและสว่างขึ้นสำหรับ iPhone รุ่นมาตรฐาน
- กล้อง: ระบบกล้อง 48MP Dual Fusion (Main + Ultra-wide) และกล้องหน้า 18MP พร้อมฟีเจอร์ Center Stage สำหรับรูปและวิดีโอ รองรับ Ultra-stabilized video และ Dual Capture (บันทึกหน้าและหลังพร้อมกัน)
- ชิป: ใช้ชิป A19 (6-core CPU, 5-core GPU กับ Neural Accelerators) Apple ระบุว่าปรับปรุงประสิทธิภาพและความประหยัดพลังงาน
- แบตเตอรี่: Apple แจ้งตัวเลขสูงสุด “up to 30 hours of video playback” และรองรับชาร์จได้ถึง 50% ใน ~20 นาที (โดยใช้ adapter ที่เหมาะสม)
- ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์: รองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence (Live Translation, สร้างภาพจากข้อความ ฯลฯ)
ด้านiPhone 17 Pro และiPhone 17 Pro Max มาพร้อมโครงสร้างใหม่ heat-forged aluminium unibody ที่ออกแบบเพื่อความทนทานและการระบายความร้อน กล้องระดับโปร 48MP ครบชุดทั้งเลนส์หลัก, อัลตร้าไวด์ และเทเลโฟโต้ รองรับการถ่ายวิดีโอ ProRes RAW และเชื่อมต่อกับ Final Cut Camera 2.0 ในรุ่น Pro Max สามารถดูวิดีโอได้นานสูงสุดถึง 39 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
iPhone 17 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 43,900 บาท
iPhone 17 Pro Max มีราคาเริ่มต้นที่ 48,900 บาท
สรุปฟีเจอร์หลักของ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max
- ดีไซน์ภายนอก/โครงสร้าง: ตัวเครื่องใช้ heat-forged aluminium unibody ที่ Apple ระบุว่าออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน, เพิ่มความจุแบตเตอรี่ และความทนทานโดยรวมของตัวเครื่อง
- วัสดุหน้าจอ: Ceramic Shield 2 ด้านหน้า และด้านหลังใช้ Ceramic Shield เพื่อเพิ่มความทนทาน
- ชิป: A19 Pro ให้ประสิทธิภาพระดับโปร
- กล้อง (ระบบ Pro Fusion / Pro Fusion Telephoto ฯลฯ): ระบุเป็นกล้อง “ultimate pro camera system” ชุดเลนส์ 48MP Fusion Main + 48MP Fusion Ultra-wide + 48MP Fusion Telephoto (ให้ตัวเลือกการซูมแบบ optical หลายระดับ รวมถึง 4x และ 8x บนรุ่น Pro ที่ระบุในหน้า product) รองรับฟีเจอร์ระดับมืออาชีพ เช่น ProRes RAW, genlock (เมื่อใช้ร่วมกับ Final Cut Camera 2.0)
- แบตเตอรี่: Apple ระบุว่า iPhone 17 Pro ให้ “up to 33 hours video playback” ขณะที่ iPhone 17 Pro Max ให้ “up to 39 hours video playback” และรองรับชาร์จเร็ว (up to 50% ใน ~20 นาที กับ adapter ที่กำหนด)
- การออกแบบภายใน: แนวทาง plateau interior (จัดวางชิ้นส่วนภายในเพื่อเพิ่มพื้นที่แบตเตอรี่และความสามารถด้านกล้อง) และเน้นการจัดการความร้อนเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุด
- ฟีเจอร์วิดีโอและครีเอเตอร์: รองรับ Ultra-stabilized video, Dual Capture, และการทำงานร่วมกับ Final Cut Camera 2.0 (ProRes RAW + genlock บน 17 Pro/Pro Max) เพื่อรองรับการถ่ายวิดีโอระดับโปรแบบมือถือ
ความต่างระหว่าง iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max
- iPhone 17 Pro ใช้หน้าจอ Super Retina XDR พร้อม ProMotion 6.3 นิ้ว ส่วนiPhone 17 Pro Max ใช้หน้าจอ Super Retina XDR พร้อม ProMotion 6.86 นิ้ว
- iPhone 17 Pro ใช้งานวิดีโอได้นานสูงสุด 33 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็ม ส่วน iPhone 17 Pro Max ใช้งานได้นาน 39 ชั่วโมง ทั้งสองรุ่นรองรับ ชาร์จเร็ว ได้ถึง 50% ในราว 20 นาทีเมื่อใช้ adapter ที่มีวัตต์สูง
- iPhone 17 Pro วางจำหน่ายในความจุเริ่มต้น 256GB, พร้อมตัวเลือก 512GB และ 1TB ส่วนiPhone 17 Pro Max มีขนาดความจุครบเท่ากัน (256GB, 512GB, 1TB) และเพิ่มตัวเลือกใหม่ 2TB เป็นครั้งแรกในซีรีส์นี้
นอกจาก iPhone 17 Series แล้ว Apple ยังเปิดตัวสินค้าอย่าง AirPods Pro 3 ซึ่งมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนที่ Apple บอกว่าเป็น “หูฟังแบบ in-ear ที่ดีที่สุดในโลก” มีการเพิ่มโหมด Adaptive Audio และเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ รองรับการบันทึกเสียงคุณภาพสูงและการใช้งานคู่กับฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอจากระยะไกล แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น และยังคงมาในเคสชาร์จ USB-C ที่ปรับปรุงใหม่
AirPods Pro 3 เปิดตัวที่ราคา 8,490 บาท
สรุปฟีเจอร์หลักของ AirPods Pro 3
- การออกแบบใหม่สำหรับหูแบบ in-ear ที่ Apple ระบุว่าเน้นความกระชับและความมั่นคงในการใส่ เพื่อใช้ออกกำลังกายและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
- ระบบตัดเสียงรบกวนแบบ in-ear (Active Noise Cancellation) ที่ Apple ระบุว่าเป็น “world’s best in-ear ANC” พร้อมโหมด Transparency ปรับสภาพแวดล้อมเสียงอัตโนมัติ (Adaptive Audio)
- มีเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย เก็บข้อมูลสุขภาพระหว่างใช้งานออกกำลังกายได้
- แบตเตอรี่ที่ยืดได้นานขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และมีการปรับปรุงตัวเคสชาร์จเพื่อความสะดวก
- รองรับการบันทึกเสียงคุณภาพสตูดิโอและการสั่งถ่ายวิดีโอระยะไกลผ่าน AirPods
ด้าน Apple Watch ก็มีการอัปเดตพร้อมกันถึงสามรุ่น ได้แก่ Apple Watch Ultra 3 ที่เพิ่มฟีเจอร์ สื่อสารผ่านดาวเทียมสองทาง ทั้งข้อความและ Emergency SOS เสริมด้วยหน้าจอใหม่ขอบบางลง และแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดถึง 72 ชั่วโมงในโหมดประหยัดพลังงาน ส่วน Apple Watch Series 11 มาพร้อมการวัดและแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิต (hypertension notifications) และหน้าจอที่ทนต่อรอยขีดข่วนได้มากขึ้น ขณะที่ Apple Watch SE 3 ที่ได้ชิป S10 เสริมประสิทธิภาพ และรองรับฟีเจอร์สุขภาพหลากหลายมากขึ้น
สรุปฟีเจอร์หลักของ Apple Watch Series
Apple Watch Ultra 3 ราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาท
- หน้าจอ: ใช้เทคโนโลยี LTPO3 และ wide-angle OLED ทำให้ได้ “largest display” ของ Apple Watch (ขอบหน้าจอบางลง 24% ทำให้พื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น) และสามารถแสดงผลแบบ Always-On ที่รีเฟรชได้ถี่ขึ้น (จากทุกนาทีเป็นทุกวินาที ในบางสถานะ)
- การสื่อสารผ่านดาวเทียม: เพิ่มฟีเจอร์ two-way satellite communications ผู้ใช้สามารถส่งข้อความ (Messages via satellite) และส่ง Emergency SOS via satellite ได้เมื่ออยู่นอกเครือข่ายปกติ โดย Apple ระบุว่าสามารถใช้ได้ฟรี 2 ปี
- การเชื่อมต่อ: มีโมเด็ม 5G ในตัว และอัลกอริทึมเสริมเพื่อใช้เสาสัญญาณ 2 ตัวพร้อมกันเมื่อจำเป็นเพื่อเพิ่มความแรงสัญญาณ
- แบตเตอรี่: ใช้ได้ 42 ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป และสูงสุดถึง 72 ชั่วโมงใน Low Power Mode
- ความทนทานและวัสดุ: ตัวเรือนใช้ไทเทเนียมที่มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลสูง และชิ้นส่วนบางส่วนผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติเพื่อลดการใช้วัตถุดิบ
Apple Watch Series 11 ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท
- เน้นสุขภาพเชิงลึก: เพิ่มการแจ้งเตือนความดันโลหิต (hypertension notifications) และแสดงคะแนนการนอน (sleep score) พร้อมด้วยฟีเจอร์ด้านสุขภาพใหม่หลายรายการ
- หน้าจอ: แสดงผลที่ทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีขึ้น และเป็นหน้าจอที่ใหญ่และชัดขึ้นสำหรับการใช้งานประจำวัน
- แบตเตอรี่: สามารถใช้ได้นานกว่า 24 ชั่วโมง แต่ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าด้วย
Apple Watch SE 3 ราคาเริ่มต้นที่ 8,500 บาท
- ชิป S10: ให้ประสิทธิภาพและฟีเจอร์เช่น Always-On display, double-tap และ wrist-flick gestures รวมถึง on-device Siri และชาร์จเร็ว
- ขยายฟีเจอร์สุขภาพให้ครบกว่าเดิม เช่น sleep score, retrospective ovulation estimates, sleep-apnea notifications