โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อยู่กันอย่างอดออม' : การครองชีพสมัยสงคราม (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.ย 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2568 เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

‘อยู่กันอย่างอดออม’

: การครองชีพสมัยสงคราม (3)

ชีวิตสมัยสงครามโลก

เมื่อสงครามก่อตัวขึ้น ชีวิตคนไทยมีความยากลำบากขึ้นเนื่องจากสินค้าเกือบทุกอย่างในตลาดและร้านค้าทั้งอาหาร สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันหายากและแพงขึ้นหลายเท่าตัว เกิดการกักตุนสินค้าอย่างมากมาย ทางรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เริ่มออกประกาศควบคุมสินค้าต่างๆ เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ตะปู เหล็ก สังกะสี ไม้ขีดไฟ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และน้ำมันเชื้อเพลิง มิให้เกิดการกักตุนและจำหน่ายสินค้าเกินราคา

รัฐบาลออกกฎหมายกำหนดรายการสินค้าควบคุมมิให้จำหน่ายเกินกำหนดและทำการแลก ขาย ปิดบัง ย้ายสถานที่เก็บ ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐบาล รวมทั้งการกำหนดโทษ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสินค้าได้

ต่อมา รัฐบาลใช้ระบบปันส่วนสินค้าเพื่อป้องกันสินค้าขาดแคลนและให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ด้วยการออกบัตรปันส่วนสินค้าเพื่อให้ประชาชนใช้คูปองเพื่อเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ชาวพระนครรอซื้อสินค้าจากร้านค้าของรัฐบาลช่วงสงคราม

ระบบปันส่วนสินค้า

เมื่อสินค้าในช่วงสงครามเกิดความขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน รัฐบาลหลายประเทศในยามสงครามต่างประสบสินค้าขาดแคลนเช่นกัน จึงมีการนำระบบปันส่วน (Rationing) มาใช้เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีอาหารและสินค้าใช้อย่างจำเป็นเพียงพอในการดำรงชีวิต ระบบปันส่วนจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้รัฐบาลแน่ใจว่าประชาชนทุกคนจะได้รับอาหารและสินค้าต่างๆ อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมท่ามกลางภาวะขาดแคลนสินค้า

ระบบปันส่วนอาหารและสินค้าเป็นระบบจัดการการแจกกระจายสินค้าในช่วงสงครามหรือภาวะขาดแคลน แต่ละบ้านต้องลงทะเบียนที่อำเภอและร้านค้าที่รัฐบาลกำหนด โดยแต่ละบ้านจะได้รับสมุดหรือบัตรปันส่วน เจ้าของร้านจะได้รับสินค้าและอาหารเพียงพอสำหรับลูกค้า ผู้ซื้อต้องแสดงสมุดปันส่วนหรือบัตรปันส่วนเมื่อต้องการซื้อสินค้า สินค้าปันส่วนต้องซื้อและชำระเงินตามปกติ แม้ว่าราคาจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาล

ระบบปันส่วนมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคมิให้เกิดการกักตุนสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าต่างๆ จะถูกแจกจ่ายออกไปสู่ราษฎรอย่างทั่วถึงมิให้เกิดความขาดแคลน

บัตรปันส่วนเสื้อผ้าสมัยสงครามโลก เครดิตภาพ : บางกอกหนังสือเก่า

“บัตรปันส่วนสินค้า”

ในช่วงสงคราม รัฐบาลจอมพล ป.ออก “บัตรปันส่วนสินค้า” หรือเรียกติดปากกันครั้งนั้นว่า “แสตมป์” บ้าง “คูปอง” บ้าง ที่กำหนดหน้าบัตรปันส่วนสินค้าในแต่ละประเภท เช่น ผ้า น้ำตาล ไม้ขีดไฟ น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ ทางราชการแจกจ่ายบัตรปันส่วนให้แต่ละครอบครัวตามทะเบียนราษฎร

ทางอำเภอทำหน้าที่แจกบัตรปันส่วนสินค้าให้กับเจ้าบ้านทุกหลัง โดยเจ้าบ้านทุกหลังต้องไปรับบัตรปันส่วนสินค้าทุก 3 เดือนที่ที่ว่าการอำเภอ เมื่อต้องการซื้อสินค้า ต้องใช้บัตรไปซื้อสินค้าจากร้านปันส่วนสินค้าที่รัฐบาลกำหนดขึ้น ทางร้านค้านั้นจะเรียกบัตรชนิดต่างๆ จากผู้ซื้อ เช่น บัตรปันส่วนเสื้อผ้า น้ำมันก๊าด ไม้ขีดไฟ น้ำตาล น้ำมันเบนซิน ฯลฯ โดยร้านค้าต้องจำหน่ายสินค้าในราคาที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด หากใครไม่มีบัตรปันส่วนจะต้องไปซื้อสินค้าที่ตลาดมืดหรือสินค้าหลังร้านที่มีราคาสูงกว่าร้านปันส่วนอย่างมาก (รง ทัศนาญชลี, 2544, 66-67)

ด้านหน้าบัตรปันส่วนมีการกำหนดว่า ครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวใหญ่หรือเล็ก มีการแบ่งจำนวนสมาชิกในครอบครัว โดยแบ่งเป็นสมาชิกต่ำกว่าหรือมากกว่า 5 ขึ้นไป แต่ละบัตรปันส่วนกำหนดว่าปันส่วนสินค้าอะไร เช่น เสื้อผ้า ไม้ขีดไฟ น้ำตาล น้ำมันเบนซิน ที่หน้าบัตรปรากฏช่องให้กรอกชื่อ นามสกุล ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้ถือ และช่องลงนามนายอำเภอ พื้นที่ประทับตราจากอำเภอ ด้านล่างบัตรด้านหน้า กำหนดระยะเวลาหมดอายุและพื้นที่ในการซื้อสินค้า

ด้านหลังบัตร มีการกำหนดอัตราในการแลกซื้อสินค้า เช่น ผ้าลายสองต้องใช้ 4 บัตร ผ้าดิบเนื้อหนาใช้ 4 บัตร กางเกงขายาวใช้ 10 บัตร โดยเสื้อผ้าที่ขาดแคลนที่ต้องใช้บัตรประกอบการซื้อ เช่น ผ้าดิบเนื้อหนา-บาง กางเกงขาสั้น-ยาว กางเกงใน เสื้อชั้นนอกชายและหญิง เสื้อเชิ้ตชาย เสื้อเด็ก เสื้อกระโปรงของหญิง ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ

ในแต่ละบัตรปันส่วนจะมีชื่อนามสกุลของเจ้าบ้าน ถ้าไม่มาซื้อสินค้าด้วยตัวเองสามารถมอบฉันทะไปซื้อสินค้าได้ ทางร้านจะรับคูปองปันส่วนจดเลขที่บัตร ชื่อ นามสกุล และเก็บบัตรต่างๆ ไว้ทำบัญชีส่งนายอำเภอในแต่ละเดือน

วิสกี้ แบล็กเลเบิล หรือตราดำ (2483) ช่วงสงครามสุราต่างประเทศขาดแคลน เครดิตภาพ : ชมรมนักอ่านสามเกลอ

เจ้าของร้านค้าจะต้องขายสินค้าให้กับผู้ซื้อตามราคาที่รัฐบาลกำหนด ไม่สามารถปฏิเสธการจำหน่ายได้ ทุกต้นเดือนร้านค้าปันส่วนปลีกในระดับอำเภอจะกรอกใบสั่งซื้อของอำเภอตามจำนวนและประเภทบัตรที่ถูกประชาชนนำมาใช้เพื่อไปซื้อสินค้าที่ร้านค้าในระดับอำเภอเพื่อนำมาจำหน่ายปลีกแก่ประชาชนต่อไป (รง ทัศนาญชลี, 2544, 67)

ด้วยเหตุนี้ บัตรปันส่วนสินค้าจึงมีความสำคัญมากในช่วงสงคราม บัตรจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากจากพ่อค้าในตลาดมืด หากใครได้มาและนำไปซื้อสินค้าไปกักตุนต่อแล้ว พวกเขามักจะคุยอวดโอ้กันในวงการค้า แต่ข้าราชการที่ทำบัตรรั่วไหลจะถูกลงโทษอย่างหนัก (รง ทัศนาญชลี, 2544, 67)

จากความทรงจำของชาวนครปฐมคนหนึ่งบันทึกว่า ภาวะสินค้าขาดแคลนรัฐบาลต้องแจกบัตรปันส่วนสินค้า สำหรับที่นครชัยศรีนั้น ทางการปันส่วนสินค้าให้ชาวบ้านผ่านอำเภอ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ละครอบครัวจะได้รับการปันส่วนให้ซื้อสินค้าเป็นรายครอบครัวต่อเดือน เช่น น้ำมันก๊าด 1 ขวด ไม้ขีดไฟ 2 กลัก บุหรี่ 2 ซอง และสินค้าอื่นๆ ที่ถูกกำหนด (ช.งิ้วราย, 2546, 55)

ขุนวิจิตรมาตราบันทึกว่า ช่วงสงครามน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนมากต้องมีการปันส่วนน้ำมันเบนซินให้กับหน่วยงานราชการที่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติงาน เช่น ตำรวจ ทหาร (ขุนวิจิตรมาตรา, 463)

ประเก็บ คล่องตรวจโรค บันทึกถึงสภาพราคาสินค้าพุ่งทะยานในช่วงสงครามว่า “พ่อค้าทั้งหลายต่างถือโอกาสยามสถานการณ์บ้านเมืองปั่นป่วนด้วยการพากันกักตุนสินค้าหายเงียบเข้าตลาดมืด จะซื้ออะไรก็ไม่มีขาย ราคาแพงขึ้นหลายสิบเท่าและแพงขึ้นทุกๆ วัน ถ้าไม่ซื้อตามที่เขาโก่งราคาก็ไม่มีของใช้ สิ่งของทุกชนิดในตลาดราคาพุ่งสูงพรวดๆ ประดุจพลุ อาหารกระป๋อง ยารักษาโรค เหล็กสำหรับก่อสร้างและตะปู ท่อประปา เครื่องนุ่งห่มที่จำเป็น ฯลฯ ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ วัน…” (ประเก็บ, 212-216)

โฆษณาสุราจีน “เชียงชุน”

สินค้าจากต่างประเทศขาดแคลน

ไม่แต่เพียงอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนจนมีราคาพุ่งสูงเท่านั้น แต่สินค้านำเข้าและสินค้าฟุ่มเฟือยก็มีความขาดแคลนด้วยเช่นกัน เช่น สินค้าหรูหราและสุราต่างประเทศ มีผู้บันทึกว่า คอสุราต่างประเทศชาวไทยในครั้งนั้นลำบากมาก เนื่องจากเส้นทางการขนส่งทางทะเลถูกปิดกั้น สุราจากต่างประเทศจึงหายากและมีราคาสูงมากในช่วงเวลานั้น คอสุราบางคนถึงขนาดต้องนำสุราเชียงชุน ซึ่งเป็นยาดองเหล้าแบบจีนที่ผลิตในประเทศมาผสมโซดาดื่มแก้ขัดแทนวิสกี้ บางคนต้องหันไปดื่มยาดองแทนก็มี (พล.ต.อ.จำรัส มัณฑุกานนท์, 2521,75)

สำหรับสินค้าจำเป็นสำหรับท่านชาย เช่น น้ำมันใส่ผมที่นำเข้าจากต่างประเทศขาดแคลน น้ำมันใส่ผมกระปุกเล็กนิดเดียวแต่มีราคาถึง 25 บาท ยาขัดรองเท้ายี่ห้อกีวีก่อนสงครามราคาเพียงตลับละ 4-5 สตางค์ พอสงครามปะทุเท่านั้นราคาขยับไปถึง 20-30 บาทเลยทีเดียว (มนัส โอภากุล, 2554)

ดังที่ ประเสริฐ เรืองสกุล ข้าราชการกรมโฆษณาการเล่าว่า วันหนึ่งในช่วงปลายสงคราม (2487) เมื่อเลิกงานแล้ว เขาเดินกลับบ้าน ระหว่างทางเขาอยากซื้อของกำนัลให้ภริยาและลูกจึงแวะร้านขายสินค้า แต่ราคาป้ายที่ปรากฏแก่ตาของเขานั้นทำให้เขาตกใจที่ “ราคาจดไม่ลง ราคาสินค้ามันถีบตัวสูงลิบอย่างน่าใจหาย” (ประเสริฐ เรืองสกุล, 2549, 42)

น้ำมันใส่ผมชายร่วมสมัยและโฆษณายาขัดรองเท้ายี่ห้อกีวี 2484

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อยู่กันอย่างอดออม’ : การครองชีพสมัยสงคราม (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...