โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติ 8 สุดยอดเครื่องเพชรแห่งราชสำนักฝรั่งเศส ย้อนรอย โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

Sarakadee Lite

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 17.08 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2568 เวลา 17.08 น. • ดรุณี คำสุข

สุดยอดเครื่องเพชรประจำราชสำนักฝรั่งเศสที่เลอค่าและไม่สามารถประเมินมูลค่าได้เป็นที่กล่าวถึงหลังเหตุ โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางกรุงปารีส โดยสรุปแล้วมีเครื่องเพชรจำนวน 8 ชิ้น จาก 3 คอลเลกชันสำคัญหายไปจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้แก่ คอลเลกชันของจักรพรรดินีเออเฌนี (L’impératrice Eugénie) คอลเลกชันของพระราชินีมารี-อาเมลี (La reine Marie-Amélie) กับพระราชินีออร์ต็องซ์ (La reine Hortense) และคอลเลกชันของจักรพรรดินีมารี หลุยส์ (L’impératrice Marie-Louise) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2025 ถือเป็นการโจรกรรมครั้งใหญ่และอุกอาจและนับเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ที่สมบัติล้ำค่าได้ถูกโจรกรรมไปนับตั้งแต่ครั้งแรกที่โด่งดังไปทั่วโลกกับการโจรกรรมภาพวาด โมนาลิซา (Mona Lisa) ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) เมื่อ ค.ศ. 1911

ภายใน แกลเลอรี อะโปลง (Gallérie Apollon)
โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ผู้ก่อเหตุ โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใช้เวลาเพียงแค่ 7 นาที ในการโจรกรรมสมบัติล้ำค่าจากพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกและขึ้นชื่อเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุด เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงปารีส (14.00 น. เวลาประเทศไทย) โดยมีชายจำนวน 4 คนได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2คน

ภายใน แกลเลอรี อะโปลง (Gallérie Apollon)

กลุ่มแรกเดินทางมาที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ด้วยมอเตอร์ไซค์คนละคัน ส่วนกลุ่มที่ 2 ใช้รถบรรทุกขนาดเล็กบรรทุกกระเช้าสำหรับช่วยในการขนย้ายสิ่งของในอาคารสูง และเมื่อมาถึงได้ติดตั้งบันไดกระเช้าตรงบริเวณด้านทิศตะวันออกของฝั่งแม่น้ำแซน บริเวณชั้น 1 ปีก เดอนง (Denon) ทำทีเป็นเหมือนคนงานมาซ่อมแซมตัวอาคาร จากนั้นใช้แผ่นตัดกระจกเข้าไปใน แกลเลอรี อะโปลง (Gallérie Apollon) เมื่อเข้าไปด้านในก็ได้ทุบตู้กระจกที่จัดแสดงเครื่องเพชรประจำราชสำนักฝรั่งเศสจำนวน 2 ตู้ กวาดเอาสิ่งของล้ำค่าไปอย่างง่ายดายและหลบหนีไปได้Sarakadee Lite ชวนไปย้อนรอยเหตุ โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กับประวัติของเครื่องเพชรทั้ง 8 ชิ้นที่หายไป

มงกุฎเพชรประดับมุขที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

มงกุฎและเข็มกลัดเพชรในคอลเลกชันของจักรพรรดินีเออเฌนี

เครื่องเพชรในคอลเลกชันของจักรพรรดินีเออเฌนี (ค.ศ. 1826-1920) ที่ถูกโจรกรรมไปประกอบด้วย มงกุฎเพชรและเข็มกลัดเพชร ที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้ทั้งในด้านราคาและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเครื่องประดับสุดวิจิตรของฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 19

ด้านหลังของมงกุฎเพชรประดับมุขที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

มงกุฎเพชร ที่หายไปในเหตุ โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เป็นองค์ที่จักรพรรดินีเออเฌนีในจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (Napoléon III : ค.ศ. 1808-1873) โปรดให้ทำขึ้นเพื่อเป็นของขวัญสำหรับการอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1853 มงกุฎประกอบด้วยก้านเล็กๆ 7 ก้านและก้านใหญ่อีก 3 ก้านเรียงซ้อนกัน ตกแต่งด้านบนด้วยไข่มุกเม็ดใหญ่ทรงลูกแพร์ที่มีจำนวน 17 เม็ด ประดับด้วยลวดลายใบไม้ประดับเพชร ตัวมงกุฎใช้ไข่มุกขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไปรวมทั้งหมด 212 เม็ด และประดับด้วยเพชรทั้งหมดจำนวน 1,998 เม็ด

เข็ดกลัดรูปโบที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

อีกชิ้นสำคัญคือ เข็ดกลัดรูปโบ ขนาดใหญ่ ที่มีพู่ห้อยยาวลงมาและจักรพรรดินีเออเฌนีทรงใช้เป็นตัวล็อกยึดสายรัดเสื้อคอร์เซต ประดับด้วยเพชรของราชสำนักฝรั่งเศสจำนวน 2,438 เม็ด ซึ่งเป็นผลงานของ ฟร็องซัวร์ คราเมอร์ (François Kramer) ที่ทำขึ้นมาใน ค.ศ. 1855 และนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการโลกในปีเดียวกัน ภายหลังจักรพรรดินีทรงนำมาเป็นเครื่องประดับของพระองค์ และใน ค.ศ. 2008 พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ซื้อมาในราคา 6.72 ล้านยูโร

เข็มกลัดเพชรบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

นอกจากนี้ยังมี เข็มกลัดเพชร ซึ่งด้านในตกแต่งด้วยลายกุหลาบ บริเวณศูนย์กลางของวงกลมทำเป็นเพชรเม็ดใหญ่เม็ดเดียว และรอบๆ ตรงขอบประดับด้วยเพชรอีก 7 เม็ด ทางพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เรียกเข็มกลัดชนิดนี้ว่า “เข็มกลัดที่บรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์” เนื่องด้วยตัวกล่องที่ใส่เข็มกลัดนี้จะมีช่องเล็กๆ เพื่อใส่ของบางอย่างได้ และด้วยเหตุที่จักรพรรดินีเออเฌนีทรงเป็นคริสต์ศาสนิกชนที่เคร่งครัดมาก จึงมีการสันนิษฐานว่า น่าจะมีการเก็บสัญลักษณ์หรือสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ไว้รวมกับตัวเข็มกลัดด้วย

เครื่องเพชรในคอลเลกชันของพระราชินีมารี อาเมลี และพระราชินีออร์ต็องซ์ (ภาพ : Musée du Louvre)

เครื่องเพชรในคอลเลกชันของพระราชินีมารี อาเมลี และพระราชินีออร์ต็องซ์

อีกหนึ่งตู้กระจกที่จัดแสดงเครื่องเพชรล้ำค่าของราชสำนักฝรั่งเศสและโดนโจรกรรมไปคือคอลเลกชันของพระราชินีมารี อาเมลี (ค.ศ. 1782-1866) และพระราชินีออร์ต็องซ์ (ค.ศ. 1783-1837) และหนึ่งในชิ้นเลอค่าที่ถูกโจรกรรมคือ มงกุฎไพลิน ซึ่งเป็นมงกุฎที่มี 5 ช่อ โดยบนยอดของแต่ละช่อประดับด้วยไพลินศรีลังกาเม็ดใหญ่ทรงลูกแพร์รวมทั้งสิ้นถึง 24 เม็ด และประดับด้วยเพชรอีก 1,083 เม็ด

มงกุฎไพลินที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

มงกุฎองค์นี้ถูกสวมใส่โดยหญิงสูงศักดิ์ในราชสำนักฝรั่งเศสสองพระองค์ คือ พระราชินีออร์ต็องซ์ซึ่งเป็นธิดาของจักรพรรดินีโจเซฟีน (Joséphine : ค.ศ. 1763-1814) ในจักรพรรดินโปเลียน ที่ 1 (Napoléon 1er : ค.ศ. 1769-1821) และพระราชินีมารี อาเมลี ในกษัตริย์หลุยส์ ฟีลิป ที่ 1 (Louise-Philippe 1er : ค.ศ. 1773-1850) ซึ่งต่อมากลายเป็นมรดกของตระกูลดยุกแห่งออร์เลอ็อง (Duc d’ Orléans) จนถึง ค.ศ. 1985 จึงได้กลายมาเป็นมรดกแห่งชาติของฝรั่งเศส

แม้ว่ามงกุฎองค์นี้จะถูกสวมใส่โดยบุคคลสำคัญๆ ของฝรั่งเศส แต่ที่มายังคงเป็นปริศนาอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ระบุไว้ว่า หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับมงกุฎองค์นี้ที่พอจะสืบค้นได้คือ จดหมายการติดต่อซื้อขายระหว่างดยุกแห่งออร์เลอ็องกับควีนออร์ต็องซ์ ที่น่าจะแสดงถึงการได้รับมรดกมาจากพระมารดาของพระองค์ อย่างไรก็ตามข้อนี้ยังเป็นแค่สมมุติฐานเท่านั้น บางกระแสยังบอกอีกว่าน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากพระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette : ค.ศ. 1755-1793) ที่เป็นบรรพบุรุษของพระราชินีมารี อาเมลี เลยก็เป็นได้

สร้อยคอไพลินศรีลังกาที่ถูกโจรกรรม ภาพ : Musée du Louvre)

อีกหนึ่งสมบัติล้ำค่าที่ถูกโจรกรรมไปคือ สร้อยคอไพลินศรีลังกา ประกอบด้วยไพลิน 8 เม็ดในขนาดต่างกันๆ และเพชรจำนวน 631 เม็ด แต่ละข้อของสร้อยคอทั้งหมดถูกออกแบบมาให้เชื่อมกันอย่างประณีต สะท้อนให้เห็นถึงเทคนิคที่ยอดเยี่ยมของช่างฝีมือที่รังสรรค์ ส่วนประวัติและความเป็นมาของสร้อยเส้นนี้เหมือนกับมงกุฎข้างต้นที่ยังคงเป็นปริศนา เพราะมาจากคอลเลกชันเดียวกัน

ต่างหูไพลินที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

นอกจากนี้ยังมี ต่างหูไพลิน รูปกระดุมหนึ่งคู่ มีจี้ที่ทำจากไพลินบรีโอเล็ตต์ (Briollette) ตกแต่งด้วยเพชรบริลเลยนจำนวน 59 เม็ด

สร้อยและต่างหูมรกตประดับเพชรในคอลเลกชันของจักรพรรดินีมารี หลุยส์ ที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

เครื่องเพชรในคอลเลกชันของจักรพรรดินีมารี หลุยส์

สร้อยมรกตที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

ในคอลเลกชันที่ถูกโจรกรรมไปยังประกอบด้วย สร้อยมรกต ประดับด้วยมรกตเม็ดงามจำนวน 32 เม็ดและใช้เพชรมาเป็นลวดลายประดับประดาจำนวนถึง 1,138 เม็ด สร้อยเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในคอลเลกชันเครื่องประดับที่จักรพรรดินโปเลียน ที่1 ได้พระราชทานแก่จักรพรรดินีมารี หลุยส์ (ค.ศ. 1791-1847) ที่เป็นพระมเหสีองค์ที่ 2 เพื่อเป็นของขวัญแต่งงานและได้รับมอบเมื่อปลายปี ค.ศ. 1810 โดยในเซตเดียวกันจะมีสร้อยคอ ต่างหู และหวี ด้วย

ต่างหูมรกตที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

ชิ้นสุดท้ายในรายการของที่โดนโจรกรรมคือ ต่างหูมรกต หนึ่งคู่ ที่ประดับด้วยมรกตทรงลูกแพร์สองเม็ด และมรกตเล็กอีก 4 เม็ด ประดับลวดลายเพชรอีก 108 เม็ด เป็นผลงานของบริษัทเอเตียน นิโตท์ เอ ฟิส ภายใต้การควบคุมและบริหารของ ฟร็องซัว เรโญ นีโต ( François-Régnault Nitot : ค.ศ. 1779-1853) ซึ่งต่างหูคู่นี้ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ต่อมาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เมื่อ ค.ศ. 2004

ภาพโมนาลิซา โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ค.ศ. 1911

ย้อนรอยการโจรกรรมศิลปะล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

เหตุ โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ครั้งล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2025 นับเป็น โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ คร้ังที่ 4 ที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ การ โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ครั้งแรกและโด่งดังไปทั่วโลกเกิดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1911 เมื่อ วินเชนโซ เปรูจา (Vincenzo Péruggia) ช่างกระจกชาวอิตาลีได้ปลดภาพวาดโมนาลิซา ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ออกไปจากห้องจัดแสดงเพื่อนำกลับคืนไปไว้ที่ประเทศอิตาลี เพราะเขาคิดว่ากษัตริย์ฝรั่งเศสโจรกรรมภาพนี้มาจากอิตาลี เขาจึงมีความต้องการที่จะนำโมนาลิซากลับคืนสู่มาตุภูมิ แต่อีก 3 ปีต่อมาพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สามารถตามโมนาลิซากลับคืนมาได้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมาภาพโมนาลิซาไม่เคยได้เคลื่อนย้ายออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ไปจัดแสดงที่ไหนอีกเลย อีกทั้งมีการจัดบริเวณและการป้องกันอย่างแน่นหนาดังที่เห็นในปัจจุบัน

ภาพโมนาลิซากลับสู่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ใน ค.ศ. 1914

โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 เมื่อเครื่องประกอบการแต่งกายของทหารในพิธีสวนสนามในวันชาติอิตาลี ประกอบด้วย หมวกและเสื้อเกราะ ที่ทำด้วยเงินและทองคำในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ บารอน ซาโลมง แห่งตระกูลโครธชิลด์ (Salomon de Rothschild) ได้มอบให้แก่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ใน ค.ศ. 1922 ถูกโจรกรรมไปโดยไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้รวมถึงไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไร จนกระทั่ง ค.ศ. 2021 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณคนหนึ่งว่า ในระหว่างที่เขากำลังทำการตรวจสอบบัญชีมรดกของตระกูลหนึ่งในเมืองบอร์โด (Bordeaux) ได้พบรายการต้องสงสัยที่น่าจะเป็นหมวกและเสื้อเกราะที่หายไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เมื่อ 38 ปีก่อน จึงทำให้สามารถติดตามเอากลับคืนมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้ในที่สุด

ภาพ Le chemin de Sèvres ของ กามิลล์ โกโครต์ ที่ถูกโจรกรรม (ภาพ : Musée du Louvre)

โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ครั้งที่ 3 เป็นการโจรกรรมภาพเขียนของ กามิลล์ โกโครต์ (Camille Corot : ค.ศ. 1796-1875) ศิลปินแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่ชื่อว่า เลอ เชอแม็ง เดอ แซฟร์ (Le chemin de Sèvres) โดยได้หายไปจากห้องจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในตอนบ่ายของวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 ในขณะที่ยังเปิดให้ผู้คนเข้าชมอยู่ ภาพดังกล่าวหายไปอย่างไร้ร่องรอยจนกระทั่งปัจจุบันนี้

อ้างอิง

The post ประวัติ 8 สุดยอดเครื่องเพชรแห่งราชสำนักฝรั่งเศส ย้อนรอย โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...