โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเครื่อง: เขตปลอดภาษี?

The Momentum

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 13.38 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2568 เวลา 07.43 น. • THE MOMENTUM

พระเครื่อง วัตถุมงคล และของขลัง ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแทนความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น ‘สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม’ ที่ซื้อขายกันในตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ในยุคออนไลน์มีช่องทางหรือเพจ ‘เช่าพระ’ นับหมื่นเพจใน Facebook, Line OA, TikTok Shop หรือแพลตฟอร์มที่กลายเป็นตลาดกลางของศรัทธา พระบางองค์ราคาแตะหลักแสน หลักล้าน มีการประมูลออนไลน์แบบเรียลไทม์ พร้อมใบรับรองและการันตีแท้จากเซียนพระ แต่อีกด้านหนึ่ง หากพิจารณาตามธรรมชาติปกติของธุรกรรมการเช่าพระเครื่อง แน่นอนว่าตลาดนี้ ‘อยู่ในเงามืดของระบบภาษีไทย’ เพราะรายได้จำนวนมากจากการซื้อขายวัตถุมงคล ไม่ได้ถูกบันทึกในฐานข้อมูลภาษีเลยแม้แต่น้อย

ตามกฎหมายไทย ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ว่าด้วยบทนิยามต่างๆ ของภาษีเงินได้ ‘เงินได้พึงประเมิน' หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย และคำว่า ‘ขาย’ หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึงขาย แลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา จากนิยามของกฎหมาย การ ‘ให้เช่าพระ’ ก็ย่อมเป็นการขายนั่นเอง เพียงแต่มีการใช้คำว่า ‘เช่า’ ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของสังคม

เมื่อศรัทธากลายเป็นรายได้: ภาษีควรเข้าอย่างไร

ตามประมวลรัษฎากร รายได้จากการขายพระเครื่องถือเป็น ‘เงินได้พึงประเมิน’ ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร หมวดเดียวกับการค้าขายทั่วไป รวมถึงถือเป็นการ ‘ขาย’ ตามนิยามของภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย แต่ในทางปฏิบัติ การตีความ ‘ขายพระ’ กลับไม่ชัดเจน ซึ่งปัญหาการพิจารณาภาษีเงินได้ในธุรกรรมการเช่าพระเครื่องนี้ กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือว่า “หากเป็นการให้เช่าวัตถุมงคลที่มิได้กระทำเพื่อหาผลกำไรทางธุรกิจ หรือมิได้เป็นการค้าขายโดยสม่ำเสมอ ไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม” (ที่มา: กรมสรรพากร หนังสือตอบข้อหารือเลขที่ กค.0706/3077) กล่าวคือ ถ้าเช่าพระด้วยเจตนา ‘ศรัทธา’ มากกว่า ‘พาณิชย์’ อาจไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่คำถามคือ ในตลาดพระเครื่อง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ที่มีคนเช่าพระอย่างน้อย 50-100 องค์ต่อวัน มีการไลฟ์ขายเป็นกิจจะลักษณะ จะถือเป็น ‘ศรัทธา’ หรือ ‘พาณิชย์’

เส้นบางระหว่าง ‘ศรัทธา’ กับ ‘พาณิชย์’

ในแง่วัฒนธรรม ‘เช่าพระ’ ถูกทำให้ดูแตกต่างจาก ‘ซื้อขาย’ เพราะคำว่า ‘เช่าพระ’ มีนัยทางบุญ ไม่ใช่การค้ากำไร แต่ในมิติของภาษี กิจกรรมทั้งสองไม่ต่างกันแม้แต่น้อย เนื่องจากธุรกรรมมุ่งการโอนทรัพย์สินแลกกับมูลค่าหรือราคาทั้งสิ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิชาการบางส่วนเรียกว่าธุรกิจพระเครื่อง คือ พื้นที่สีเทาที่รัฐไม่กล้าแตะ เพราะอาจเกี่ยวพันกับศรัทธา วัด พระ วัฒนธรรม หรือผู้มีอิทธิพล งานวิจัยของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปี 2559 พบว่า รายได้จากการให้เช่าพระเครื่องจำนวนมากไม่ได้ถูกยื่นภาษี และไม่มีระบบติดตามตรวจสอบ เพราะรัฐยังไม่กำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่า พระเครื่องเป็น ‘สินค้าทางศาสนา’ หรือ ‘ทรัพย์สินเพื่อการค้า’

จุดอ่อนของระบบภาษีไทยในโลกแห่งศรัทธา

หากพิจารณาเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็อาจไม่พบปัญหาทางบทบัญญัติของกฎหมายมากนักว่า รายได้ที่เกิดจากการให้เช่าพระเครื่อง (ขาย) จะต้องนำมาเสียภาษีหรือไม่ เพราะกฎหมายมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มีปัญหาเรื่องการบังคับจัดเก็บว่า เมื่อกฎหมายไปถึง จะสามารถบังคับจัดเก็บได้จริงหรือไม่ และเมื่อพิจารณาระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จะพบปัญหาในทุกมิติของการจัดเก็บภาษี ตั้งแต่การนิยามทรัพย์ที่เป็นวัตถุมงคล การพิจารณามูลค่าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของพระเครื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การได้มาซึ่งมูลค่าของฐานภาษี หรือแม้กระทั่งปัญหาการจดทะเบียนผู้ขายภายใต้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้เขียนจึงสรุปปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของธุรกรรมการเช่าพระเครื่องไว้ดังนี้

1. ไม่มีนิยามทางกฎหมายที่ชัดเจน ปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลรัษฎากรที่กล่าวถึง ‘วัตถุมงคล’ โดยเฉพาะ ทำให้ต้องตีความตามหลักทั่วไป ซึ่งเสี่ยงต่อการบังคับใช้ไม่เท่าเทียม พระเกจิที่สร้างพระเพื่อหาทุนวัดอาจถูกยกเว้น ขณะที่พ่อค้าในตลาดนัดหรือแพลตฟอร์มออนไลน์กลับถูกมองว่า เป็นผู้ค้าปกติ หรือหากพิจารณาประกอบกับหนังสือตอบข้อหารือเลขที่ กค.0706/3077 ที่ว่า หากเป็นการให้เช่าวัตถุมงคลที่มิได้กระทำเพื่อหาผลกำไรทางธุรกิจ หรือมิได้เป็นการค้าขายโดยสม่ำเสมอ ไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม จะมีขอบเขตการพิจารณาอย่างไร

2. ระบบตรวจสอบยังอิง ‘ความสมัครใจ’ กรมสรรพากรไม่มีฐานข้อมูลเฉพาะตลาดพระ ไม่มีระบบ e-TAX สำหรับผู้ค้าในแพลตฟอร์มศรัทธา รายได้ส่วนใหญ่ถูกชำระเป็นเงินสด หรือโอนผ่านพร้อมเพย์ส่วนตัว ไม่มีใบกำกับ ไม่มีบันทึกบัญชีรัฐจึงไม่รู้แม้กระทั่งว่าผู้ขายเหล่านี้มีรายได้ต่อปีเท่าไร

3. ความกลัวการกระทบต่อศาสนา ทุกครั้งที่มีการเสนอให้จัดเก็บภาษีในกิจกรรมศาสนา เช่น การสร้างวัตถุมงคล รัฐมักเลือก ‘เลี่ยง’ มากกว่าจัดการ เพราะกลัวกระแสต่อต้านว่าลบหลู่ศรัทธา ผลคือเกิด ‘เขตปลอดภาษีทางวัฒนธรรม’ ที่เปิดช่องให้ธุรกิจในนามศาสนาเติบโตโดยไม่มีการควบคุม

ตลาดพระเครื่องไทยเติบโตคู่กับความเชื่อของผู้คน แต่ก็เติบโตนอกสายตากฎหมายภาษีอากร เมื่อศรัทธากลายเป็นรายได้ กติกาที่แยกระหว่าง ‘บุญ’ กับ ‘ธุรกิจ’ จึงไม่พออีกต่อไป สิ่งที่รัฐต้องทำคือ การทำให้ศรัทธาและพาณิชย์อยู่ร่วมกันได้อย่างโปร่งใส ไม่ให้ตลาดพระซึ่งใหญ่กว่าที่คิด กลายเป็น ‘เขตปลอดภาษี’ ถาวรของประเทศ

แหล่งอ้างอิง

  • กรมสรรพากร. หนังสือ กค. 0706/3077 เรื่อง ให้เช่าวัตถุมงคลเพื่อกุศลได้รับยกเว้น VAT.

  • กรมสรรพากร. ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และ 40 (8).

  • มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (2559). รายงานวิจัยเรื่องการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมพระเครื่องในประเทศไทย. TDC.

  • ประชาชาติธุรกิจ (2566). “ตลาดพระเครื่องออนไลน์ มูลค่าหมื่นล้านที่รัฐยังจัดเก็บภาษีไม่ถึง.” prachachat.net.

  • กรุงเทพธุรกิจ (2567). “ตลาดพระเครื่องไทย สินทรัพย์แห่งศรัทธา กับช่องว่างทางภาษี.” bangkokbiznews.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...